วันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 20.30 น.
“วันนี้น้องน้ำฟ้ามาเยี่ยมฉันด้วยแหละ แต่พี่สาวนายจัดการให้เรียบร้อยจนน้องวิ่งร้องไห้ออกไปเลย” เกียกกายเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนทีปกรจะเข้ามาตั้งแต่ต้นจนจบ
“โอ้โฮ! ไม่น่าเชื่อเลยว่าพี่สาวฉันจะเลือดเย็นได้ขนาดนี้” ทีปกรแทบจะไม่เชื่อเลยว่าพี่สาวของตนจะร้ายกาจอย่างที่เพื่อนรักพูด นอกซะจากว่าจะรักเกียกกายเข้าให้แล้วจริง ๆ ถึงได้แสดงอาการเช่นนี้
“ถ้าแกไม่เชื่อก็ไปถามพี่ธาดิ แล้วสายตาที่พี่ธาแสดงออกตอนมองหน้าน้องน้ำฟ้า มันน่ากลัวมากเลยนะเว้ย เหมือนนางเสือร้ายที่พร้อมจะกินเหยื่อ” เกียกกายยกมือข้างที่ใช้งานได้ ทำเป็นกรงเล็บประกอบการพูด
“นายก็ระวังตัวไว้เถอะ ถ้าทำอะไรผิดขึ้นมาโดนเจื๋อนทิ้งแน่”
“ฉันไม่กล้า…”
“กริ๊ง… กริ๊ง… กริ๊ง…” เสียงโทรศัพท์ของเกียกกายดังขึ้นขัดจังหวะในการสนทนา เพื่อนรักทั้งสองต่างมองไปยังหน้าจอโทรศัพท์นั้นพร้อมกัน
“พูดไม่ทันขาดคำ น้องน้ำฟ้าของพี่กายก็โทรมาเลยว่ะ” ทีปกรพูดแซวพร้อมทั้งดันโทรศัพท์ให้เพื่อนรัก เกียกกายรับโทรศัพท์อย่างไม่เต็มใจนักและเปิดลำโพงเพื่อให้ทีปกรได้ยินเช่นกัน
“พี่กายขา ฮึก ๆ” เสียงที่ได้ยินนั้นทำให้เพื่อนรักทั้งสองต่างหันหน้ามองกัน
“จะมาไม้ไหนอีกวะ” เกียกกายพูดกระซิบเพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน
“พี่กายขา ฮึก ๆ มาหา ฮึก ๆ น้ำฟ้า ฮึก ได้ไหมคะ ฮึก ๆ” เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างคนเจ็บปวดแสนสาหัสจากฝ่ายตรงข้าม ทำให้เกียกกายเริ่มใจอ่อนลง
“เอ่อ… น้องน้ำฟ้าร้องไห้เหรอครับ เป็นอะไรบอกพี่ได้ไหม แล้วตอนนี้อยู่ไหนครับ” น้ำเสียงแห่งความห่วงใยอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้ใจ เมื่อเห็นเพื่อนรักกำลังคล้อยตาม ทีปกรจึงรีบตัดไฟแต่ต้นลมทันที
“น้องน้ำฟ้าครับ พอดีกายมันเพิ่งออกจากโรงพยาบาลและต้องการพักผ่อน ถ้าจะให้ออกไปหาน้องในเวลานี้คงจะไม่สะดวกสักเท่าไร หวังว่าน้องคงจะเข้าใจนะครับ”
“ฮึก ๆ ก็ได้ค่ะ ฮึก เดี๋ยวน้ำฟ้าจะไปหาพี่กายเอง ฮึก ๆ” เมื่อพูดจบปลายสายก็วางไปทันที ทิ้งให้ชายหนุ่มทั้งสองมองหน้ากันด้วยความงง
“อะไรวะ จะวางก็วาง” ทีปกรบ่นพึมพำพร้อมเกาไปยังศีรษะของตน
‘อ๊อด ๆ’ เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น
“เฮ้ย!” เพื่อนรักทั้งสองต่างอุทานพร้อมกันเสียงดัง
“น้ำฟ้าเหรอวะ” เกียกกายถามขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“จะบ้าเหรอ น้ำฟ้าจะมารู้จักบ้านฉันได้ยังไง เดี๋ยวฉันลงไปดูเอง” เมื่อพูดจบทีปกรจึงรีบวิ่งลงไปด้านล่าง ชะโงกมองหน้าบ้านด้วยความสงสัย ซึ่งเห็นแต่แม่ของตนเดินเกาหัวเข้ามาในบ้าน
“ใครก็ไม่รู้มากดกริ่ง แม่ออกไปดูก็ไม่มีใคร” เนตรนภาบ่นให้ทีปกรฟังเมื่อถูกขัดจังหวะในการดูละครหลังข่าว
‘อ๊อด ๆ’ เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นอีกครั้ง สองแม่ลูกต่างชะโงกไปยังหน้าบ้านพร้อมกัน
“เอาอีกและ…”
“เดี๋ยวผมออกไปดูเองครับแม่” ทีปกรรีบอาสาทันทีก่อนที่เนตรนภาจะบ่นไปมากกว่านี้ พร้อมทั้งเดินออกไปยังประตูรั้วหน้าบ้าน
“พี่กายขา ฮึก ๆ” เสียงเรียกแผ่วเบาดังมาจากหน้าบ้าน
“น้องน้ำฟ้า มาได้ไงครับ รู้ได้ไงว่าไอ้กายอยู่ที่นี่” ทีปกรพูดด้วยน้ำเสียงตกใจเมื่อเห็นหญิงสาวนางรำมายืนอยู่หน้าบ้าน
แววตาแสนเศร้าพร้อมร่องรอยแห่งคราบน้ำตาบนใบหน้าที่แสนจะซีดเซียว ทำให้ทีปกรรู้สึกใจอ่อนและเห็นใจหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านนอก
“เอ่อ… เข้ามาในบ้านก่อนสิครับ”
“เข้าไป ฮึก ๆ ไม่ได้ค่ะ ฮึก ๆ น้ำฟ้า อึก รอได้ ฮึก แค่ตรงนี้ ฮึก ๆ” เสียงสะอึกสะอื้นตอบกลับด้วยแววตาปนเศร้ามองไปยังชั้นสอง
“อ้าวที มายืนทำอะไรมืด ๆ ตรงนี้คนเดียว” ธาริณีเปิดประตูเข้าบ้านพร้อมโอบคอน้องชาย
ทีปกรหันไปมองน้ำฟ้าที่อยู่นิ่งอยู่หน้าบ้านและรีบหันกลับมา ความสับสนเกิดขึ้นในหัวทันที หัวใจที่เคยเต้นเป็นปกติกลับเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความกลัวในสิ่งที่ตนคิด ทีปกรพยายามรวบรวมความกล้ามองไปยังด้านหลังอีกครั้ง ความว่างเปล่าที่พบนั้นทำให้รู้สึกตกใจและขนลุกไปพร้อม ๆ กัน
“เอ่อ… ก็ ก็มารอ พะ พี่นั่นแหละ…” เสียงพูดตะกุกตะกัก พร้อมเหงื่อเม็ดโตที่ผุดออกมาจากไรผม
“ปากหวานนักนะน้องรัก” ผู้เป็นพี่สาวซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราวกับสิ่งที่น้องชายได้พบเมื่อครู่ พูดพลางหยิกแก้มน้องชายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเข้าไปกอดเนตรนภาที่กำลังอินกับการดูละครหลังข่าวบนโซฟาตัวโปรด ทีปกรได้จังหวะจึงรีบวิ่งขึ้นบ้านทันที
“ไอ้กายแย่แล้ว”