จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 136 คนร้ายทะเลาะกัน

            “ฉู่หลิงเอ๋อร์คือ...ช่างมันเถอะวันหลังข้าค่อยไปยอดเขาดรุณีหยกด้วยตัวเองดีกว่า!”ผางต้าชวนไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ได้แต่โบกมือไปมา และกลับลงไปนั่งบนฟูกตามเดิมจากนั้นก็สอดมือประสานไว้ในแขนเสื้ออีกครั้ง แล้วก็อยู่ในอาการสัปหงก

            เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินไม่ได้ถามอะไรต่อ รับถุงเก็บของเก็บไว้ จากนั้นก็เดินออกไป

            หลังจากออกจากหอหมื่นสมบัติเย่เฉินก็ตรงกลับไปอย่างไม่รีรอ เพื่อกลับไปยกระดับหุ่นเชิดจื่อซวนโดยเร็วที่สุด

            เพียงแต่เมื่อเขามาถึงยังทางโค้งของภูเขาวิญญาณลูกหนึ่งเขาก็ต้องตกตะลึง

            เขาเห็นว่าในจุดที่ไม่ไกลออกไปมีคนสองคนถูกแขวนไว้บนต้นไม้วิญญาณที่หนาทึบต้นหนึ่งและกำลังกวัดแกว่งไปมาตามสายลม เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆจึงพบว่าเป็นเซี่ยอวิ๋นกับเจ้าหมีสอง!

            “เฮ้ยนี่มันเกิดอะไรขึ้น” เย่เฉินตกตะลึง เขาเดินเข้าไปสองสามก้าวก็ถึงใต้ต้นไม้วิญญาณและจ้องมองเจ้าหมีสองกับเซี่ยอวิ๋นด้วยความประหลาดใจ

            ทั้งสองคนมีใบหน้าที่บวมช้ำมีรอยเท้าเต็มไปทั่วร่างกาย เสื้อผ้าที่ใส่ก็ขาดเป็นรู ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนสุ่มไก่หากใครไม่รู้เรื่องอะไรก็อาจคิดได้ว่าเพิ่งไปกัดกับสุนัขมาหรืออย่างไร?

            “เจ้าบ้ายังมัวแต่มองอะไรอยู่อีก รีบมาปล่อยข้าลงไปสิ” เมื่อเห็นเย่เฉินเซี่ยอวิ๋นและเจ้าหมีสองก็ต่างส่งเสียงดัง

            เย่เฉินกระแอมขึ้นแต่ก็ได้รวมพลังให้กลายเป็นมีดด้ามหนึ่งจากนั้นจึงทำการตัดเชือกเทวะที่มัดทั้งสองคนออก

            “บัดซบ”

            “บ้ามาก”

            ทันทีที่ถูกนำตัวลงมาทั้งสองคนก็นั่งอยู่บนพื้น และบ่นด่าไม่จบไม่สิ้น

            “เกิดเรื่องอะไรขึ้นใครเป็นคนมัดพวกเจ้าไว้” เย่เฉินนั่งยองลง ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจนั่นคือเมื่อเขาเห็นสภาพบวมช้ำไปทั่วทั้งใบหน้าของเซี่ยอวิ๋นและเจ้าหมีสองทำไมเขากลับมีความรู้สึกสบายใจขึ้นมา?

            “ฉีหยาง”เซี่ยอวิ๋นสบถด้วยความโกรธ

            “ข่งเฉา”สิ่งที่ทำให้เย่เฉินต้องประหลาดใจคือ นึกไม่ถึงว่าเจ้าหมีสองจะเอ่ยชื่อของข่งเฉาขึ้นมาอารมณ์ของคนที่ทุบตีพวกเขาทั้งสองคนก็ไม่เหมือนกัน

            “พวกเจ้าสองคนคงหาเรื่องใส่ตัวสิท่า!” เย่เฉินยื่นน้ำยาวิญญาณสองขวดออกไป “เรื่องข่งเฉาข้าไม่อยากพูดถึงแล้วเจ้าคนนี้แม้ว่าจะไม่ใช่คนดีอะไร แต่เขาก็เป็นคนระดับขั้นพลังหยางที่แท้จริงสมราคาคุยและยังมีฉีหยางที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับฉีเฮ่าพวกเจ้าก็ไปยั่วโมโหเขาด้วยหรือ?ข้าได้ยินมาว่าเขาเป็นศิษย์ลำดับที่แปดในศิษย์ทั้งเก้าของสุดยอดศิษย์แท้จริงไปหาเรื่องวิวาทกับเขา หากจะพ่ายแพ้ก็ไม่น่าแปลกอะไร”

            “ไม่ใช่เพราะเจ้าหรอกหรือ?” ทันทีที่เย่เฉินพูดเช่นนี้ เจ้าหมีสองและเซี่ยอวิ๋นต่างมองไปยังเย่เฉินสายตาเปล่งประกายดั่งไฟลุกโชติช่วง

            “เจ้าบ้าเอ๊ยข้าทำอะไรที่ไหนกัน เมื่อเช้าตอนกำลังจะก้าวออกจากประตูก็ถูกข่งเฉาตบจนล้มคว่ำไป”เจ้าหมีสองก่นด่าจนน้ำลายกระเซ็นเป็นดาวกระจายออกมา

            “แต่ของข้าต่างจากเขาข้ากำลังไปเก็บสมุนไพรที่ภูเขาด้านหลังของสำนักในทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปก็ถูกฟาดไปเต็มมือ” เซี่ยอวิ๋นตะโกนเสียงดัง“เจ้านี่มันก็จริงๆ เลย อยู่แต่บนยอดเขาดรุณีหยกทั้งวันพวกเราถูกทุบตีจนจะเป็นคนโง่กันหมดแล้ว”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้เย่เฉินก็ลูบปลายจมูกของตนเองอย่างไม่รู้ตัวและรู้สึกได้ถึงอารมณ์โกรธของฉีหยางและข่งเฉาที่แผ่ซ่านอยู่บนร่างกายของเซี่ยอวิ๋นและเจ้าหมีสอง

            ขณะกำลังพูดอยู่นั้นก็มีชายผู้หนึ่งกำลังเดินกะเผลกอยู่ไม่ไกล

            ชายผู้นี้มีร่างกายที่แข็งแกร่งกำยำกายท่อนบนเปลือยเปล่า ทั่วทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อเขาผู้ดูแข็งแรงกระฉับกระเฉง แต่ตอนนี้กลับดูกระสับกระส่ายไร้ชีวิตชีวาถือค้อนใหญ่คู่หนึ่งเอาไว้ในมือ เมื่อมองดูให้ดีๆ จึงพบว่าคนผู้นั้นคือฮั่วเถิง!

            เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินก็กระตุกมุมปากขึ้นทันที

            ในตอนนี้ฮั่วเถิงก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่าเซี่ยอวิ๋นและเจ้าหมีสองเท่าใดนักเขาก็มีใบหน้าที่บวมช้ำเช่นกัน ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยเท้าแม้แต่ค้อนใหญ่คู่นั้น ก็กลายเป็นหลุมขรุขระ

            “เจ้าก็ถูกทุบตีมาด้วยหรือ?” เซี่ยอวิ๋นและเจ้าหมีสองมองสำรวจฮั่วเถิงไปทั่วทั้งตัว

            “เหลวไหล”ฮั่วเถิงนั่งยองลงอย่างลนลาน “ก็ไอ้ลูกหมาเจียงหยางนะสิพูดเสียดิบดีว่าจะตัวต่อตัว ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายจะเล่นสกปรกกับข้า”

            “เจียงหยางลูกพี่ลูกน้องของเจียงเฮ่า”เมื่อพูดถึงตรงนี้ พวกฮั่วเถิงทั้งสามคนก็มองไปที่เย่เฉินอย่างพร้อมเพรียงกัน

            เอาสิ! พี่น้องของตนเองสามคนถูกทุบตีในวันเดียวกัน อีกอย่างคนที่ลงมือก็เป็นลูกพี่ลูกน้องและศิษย์พี่ที่สำนักนอกของตนเองทั้งสิ้นเห็นได้ชัดว่านี่มีการวางแผนกันเอาไว้ล่วงหน้า

            เย่เฉินแน่ใจว่าไม่ได้มีแค่พวกของเซี่ยอวิ๋นทั้งสามคนเซียวจิ้งและหวังหลินก็น่าจะตกเป็นเป้าหมายแล้ว และอาจจะถูกทุบตีด้วย หากพวกข่งเฉายังหาตัวเย่เฉินไม่พบพวกเขาก็ต้องระบายใส่พวกเซี่ยอวิ๋นแน่นอน

            “พวกชั่วเอ๊ยต้องสู้กลับแล้วล่ะ” เซี่ยอวิ๋นก่นด่ากลับ “ตั้งแต่ข้าฝึกตนมายังไม่เคยเจอเรื่องสูญเสียอะไรขนาดนี้เลย”

            “สู้ต้องสู้แล้วล่ะ” ฮั่วเถิงและเจ้าหมีสองตะโกนด่าจนน้ำลายกระเซ็นออกมาเป็นดาวกระจาย

            “มาๆๆพวกเรามาช่วยกันวางแผนเถอะ”

            ใต้ต้นไม้วิญญาณภาพของคนสี่คนที่กำลังนั่งยองเพื่อสุมหัวกันบ่นพึมพำก็ได้ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ศิษย์สำนักในที่เดินผ่านทางมาหลายคนก็ต้องหยุดมองด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นคนทั้งสี่คนกำลังสุมหัวกันพูดจาอะไรบางอย่างไม่ต้องคิดก็รู้ได้ทันทีว่าจะต้องเตรียมทำเรื่องอะไรที่ไม่ดีเป็นแน่

            “เจ้ามองอะไรกัน!” เมื่อเห็นว่ามีศิษย์สำนักในกลุ่มหนึ่งกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่เจ้าหมีสองจึงตะโกนเสียงดังออกไป

            เมื่อได้ยินเสียงนั้นศิษย์กลุ่มนั้นก็รีบแยกย้ายกันทันทีราวกับผึ้งแตกรังแม้ว่าพวกเขาจะไม่เกรงกลัวเจ้าหมีสอง แต่กลัวความกระวนกระวายของเย่เฉินเพราะพวกเขายังจำเหตุการณ์สะเทือนฟ้าสะท้านดินที่ปากทางของป่าร้างได้เป็นอย่างดีแม้ว่าทั้งสี่คนจะเพิ่งเข้ามายังสำนักใน แต่ก็เป็นการเข้ามาที่โหดร้ายมาก

            “แบบนี้ได้ไหม?” ทางด้านนี้ พวกเซี่ยอวิ๋นทั้งสามคนต่างจ้องไปยังเย่เฉิน“พวกเขาคงจะไม่ถูกหลอกง่ายขนาดนั้น!พวกเขาจะต้องมีคนมาด้วยแน่นอน แบบนั้นพวกเราก็มีโอกาสถูกรุมตีสูง”

            “อย่างมากก็แค่โดนทุบตีเอง!” เย่เฉินยักไหล่

            “ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะต้องใช้ความแม่นยำให้มาก”ฮั่วเถิงตบไหล่ของเย่เฉิน จากนั้นเซี่ยอวิ๋นและเจ้าหมีสองต่างขยิบตาทั้งสามคนก็ลุกขึ้นพร้อมกัน และมองไปยังภูเขาด้านหลังของสำนักใน

            หลังจากทั้งสามคนจากออกไปแล้วเย่เฉินจึงลุกขึ้นยืน ยืดตัวบิดลำคอจากนั้นก็แบกกระบี่เทียนเชวียที่หนักอึ้งเดินวางท่าใหญ่โตไปทางด้านหนึ่ง

            ตลอดทางเขาคอยสอดส่องสายตามองไปรอบด้านตลอดเวลา

            เขากำลังมองหาคนแล้วเขามองหาใครกัน? แน่นอนว่าเขากำลังมองหาข่งเฉาและเจียงหยางหากพบพวกเขาคนใดคนหนึ่งที่กำลังอยู่ตามลำพังเขาก็จะทำการล่อลวงไปยังภูเขาด้านหลังทันที คนร้ายคนไหนทำไม่ได้แต่เขานี่แหละคือผู้เชี่ยวชาญตัวจริง

            ไม่นานร่างที่คุ้นเคยก็ปรากฏเข้ามาในสายตาของเขา

            คนผู้นั้นเพิ่งออกมาจากหอคัมภีร์ใบหน้าอ่อนโยนอย่างสตรี แต่พลังที่แผ่ออกมานั้นดูแข็งแกร่งเมื่อมองดูแล้วนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือเจียงหยาง

            “เย่เฉิน”ทันทีที่เจียงหยางเดินออกมาจากหอคัมภีร์ เขาก็พบกับเย่เฉินที่กำลังเดินด้วยท่าทียียวนสีหน้าของเขาก็ดูดุร้ายขึ้นมาทันทีเขายังคงจำภาพเหตุการณ์ที่แสนอัปยศในวันนั้นได้เป็นอย่างดี

            เมื่อเห็นว่าเป็นเจียงหยางเย่เฉินก็หยุดชะงัก และรีบหันหลังวิ่งกลับไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

            “จะไปไหน”ในหัวของเจียงหยางเต็มไปด้วยความโกรธและไม่คิดอะไรทั้งนั้นจากนั้นจึงรีบวิ่งตามเขาไปด้วยท่าร่างที่ลึกลับเหลือประมาณและความเร็วที่ใช้ก็ไม่ธรรมดาเร็วจนเกิดฝุ่นจากแรงลมไปตลอดทาง

            ตั้งแต่การทดสอบในป่าร้างสิ้นสุดลงเจียงหยางต้องการจะล้างแค้นเย่เฉินมาโดยตลอดแต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเย่เฉินซ่อนตัวอยู่บนยอดเขาดรุณีหยกจึงทำให้เขาหมดหนทางจะสู้กับเย่เฉิน วันนี้ได้พบกันเพราะเย่เฉินลงมาจากเขาหากไม่เป็นบ้าก็คงจะเป็นเรื่องแปลก

            ทางเย่เฉินได้เก็บกระบี่เทียนเชวียเอาไว้แล้วและก้าวไปตามจังหวะฝีเท้าของวิชาความเร็วลมกรดจึงทำให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

            แต่ต้องรู้ไว้ว่าตอนนี้เขากำลังถูกควบคุมและยับยั้งไว้โดยกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราความเร็วของเขาจึงไม่อยู่ในจุดสูงสุดที่ควรจะเป็นซึ่งหากเขาประมาทเขาก็อาจจะถูกเจียงหยางตามทันได้

            “ศิษย์พี่เจียงหยางเรื่องการทดสอบในป่าร้าง เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดกัน”เย่เฉินไม่ลืมที่จะตะโกนออกไปทางด้านหลัง “ศิษย์น้องไม่มีทางเลือกใดๆจึงได้ถอดเสื้อผ้าของท่านออกจนหมด”

            เอาล่ะ! ไม่พูดยังจะดีกว่า เมื่อพูดออกมาเช่นนี้ สมองของเจียงหยางก็แทบจะระเบิดออกใบหน้าของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที จากนั้นความเร็วของเขาก็เพิ่มขึ้น

            เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินจึงยอมเสี่ยงที่จะเพิ่มความเร็วขึ้นอีก

            เป้าหมายของเขาได้สำเร็จแล้วเขาสามารถหลอกล่อเจียงหยางได้แล้วสิ่งที่เขาต้องการจะทำคือการหลอกล่อให้เจียงหยางเข้าไปในภูเขาด้านหลังของสำนักในด้วยระยะเวลาที่สั้นที่สุดไม่เช่นนั้นหากข่งเฉาและจั่วชิวหมิงรู้ว่าเขาลงจากภูเขาพวกเขาจะต้องตามมาอย่างแน่นอนถ้าเป็นอย่างนั้นเขาและพวกเซี่ยอวิ๋นก็คงถูกรุมตีแน่นอน

            ไม่นานเย่เฉินก็พุ่งออกไปดั่งหมอกควันไปยังภูเขาด้านหลัง มุ่งหน้าไปยังสถานที่ซึ่งนัดหมายกับพวกของเซี่ยอวิ๋นเอาไว้

            เจียงหยางไล่ตามหลังมาราวกับหมาบ้า

            ตูม!

            ตูม!

            ไม่นานก็มีเสียงระเบิดตูมตามดังขึ้นมาจากภูเขาด้านหลังเจียงหยางที่กำลังไล่ตามเย่เฉินมานั้นยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังเข้าสู่เขตกับดักของพวกเซี่ยอวิ๋นจึงถูกระเบิดที่พวกเขาวางตั้งเอาไว้ระเบิดใส่จนกระเด็นออกไป

            “เริ่มลงมือได้”เสียงโหยหวนเหมือนหมาป่าดังขึ้นมา เจ้าหมีสองเป็นคนแรกที่พุ่งออกมา กระบองฟันหมาป่าในมือของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้น

            ปัง!

            ก่อนที่เจียงหยางจะตกลงสู่พื้นดินเจ้าหมีสองก็ได้ตีเขาลอยออกไปจากจุดนั้นแล้ว

            ค้อนสะท้านฟ้า!

            จากนั้นก็ตามมาด้วยฮั่วเถิงที่กระโดดขึ้นไปกลางอากาศขณะที่เจียงหยางกำลังจะเรียกอาวุธวิญญาณออกมาฮั่วเถิงก็ได้ฟาดค้อนตรงลงมาจากอากาศแล้ว

            ฝ่ามือมังกรคลั่ง!

            เซี่ยอวิ๋นก็เริ่มขยับตามฝ่ามือถูกผลักส่งออกไปเกิดเป็นลมพายุรุนแรง เสียงคำรามของมังกรดังกึกก้องรอยพิมพ์ฝ่ามือรูปมังกรทั้งสามสายพุ่งตรงเข้าประทับลงบนร่างของเจียงหยางอย่างพร้อมเพรียงกันทันทีที่เจียงหยางลุกขึ้นยืน เขาก็ถูกยกตัวพลิกกระเด็นออกไปในทันที

            “นึกไม่ถึงว่าพวกเจ้า...”เจียงหยางโกรธมาก เมื่อนึกขึ้นได้เขาจึงเรียกอาวุธวิญญาณออกมา

            “เจ้ามีข้าก็มี” เซี่ยอวิ๋นพูดเยาะเย้ย มีแสงวาบขึ้นระหว่างคิ้วของเขาจากนั้นกระบี่วิญญาณขนาดเท่านิ้วมือก็พุ่งออกมาระดับการฝึกตนของเขาอยู่ในขั้นพลังหยางพลังวิญญาณที่เอ่อล้นอยู่ภายในร่างกายของเขา จึงมีคุณสมบัติของอาวุธวิญญาณจักรพรรดิ

            ปัง!

            กระบี่วิญญาณจักรพรรดิของเซี่ยอวิ๋นเพียงแค่ฟันออกไปอาวุธวิญญาณของเจียงหยางก็หลุดกระเด็นแม้แต่เจียงหยางเองก็ยังถึงกับซวนเซ

            “ศิษย์พี่เจียง”เสียงของเย่เฉินก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจียงหยางก็หันกลับมาในทันที และปล่อยพลังฝ่ามือออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

            เพียงแต่เย่เฉินที่เตรียมตัวมาก่อนแล้วได้กระโดดหลบพลังฝ่ามือนั้นอย่างฉับไว จากนั้นแสงสีดำสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากแขนเสื้อและถูกเขาคว้าจับเอาไว้แน่นเมื่อมองดูแล้วจึงเห็นว่ามันคือแส้เหล็กสีดำที่ไว้ใช้ตีกระทบจิตวิญญาณมนุษย์

            โอ๊ย...!

            ไม่นานเสียงกรีดร้องของเจียงหยางก็ดังขึ้น เขาถูกเย่เฉินฟาดแส้ลงบนหน้าผาก จากนั้นเลือดก็ไหลออกมาปกคลุมศีรษะจนพร่ามัวเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด ดวงตามืดมนลงแต่สิ่งที่หนักที่สุดก็คือจิตวิญญาณที่ตอนนี้เหมือนถูกวัตถุหนักกระทบเข้าอย่างแรง

            ปัง!

            เย่เฉินโบกแส้ของเขาอีกครั้งและฟาดลงไปบนร่างของเจียงหยางอีกสองครั้ง จนทำให้เจียงหยางถึงกับวิงเวียนทรงตัวไม่อยู่

            บัดซบ!

            เมื่อเห็นดังนั้นพวกเซี่ยอวิ๋นทั้งสามคนก็ส่งเสียงอุทานขึ้นมาสายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปยังแส้เหล็กสีดำในมือของเย่เฉินพวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าแส้เหล็กสีดำเส้นนั้นจะมีอานุภาพที่ทรงพลังเช่นนี้ เพียงฟาดลงไปสามครั้งก็สามารถเอาชนะเจียงหยางได้

            โดยเฉพาะเจ้าหมีสองซึ่งสามารถจดจำที่มาของแส้เหล็กสีดำในมือของเย่เฉินได้เป็นอย่างดีเขารู้สึกว่าไขมันทั่วร่างกายของตนเองกำลังเจ็บปวดการประมูลที่ตลาดมืดอเวจีในตอนนั้น เขาดูถูกแส้เหล็กเส้นนั้นเป็นที่สุด แต่เมื่อมาดูตอนนี้กลับทำให้ลืมภาพในวันก่อนไปเลยจริงๆ

            “เร็วเข้ารีบกวาดล้างสนามต่อสู้” เย่เฉินได้เรียกเก็บแส้เหล็กจากนั้นก็หยิบถุงเก็บของของเจียงหยางไปอย่างรวดเร็ว

            พวกของเซี่ยอวิ๋นทั้งสามคนได้คอยมุงดูราวกับกลุ่มโจรทำการฉกฉวย ริบทรัพย์สินรวมถึงของวิเศษทุกอย่างของเจียงหยางแม้แต่ป้ายแขวนเอวก็ยังถูกชิงเอาไปด้วย วิธีการที่ชำนาญเช่นนี้เมื่อดูก็รู้ได้ทันทีว่าคงทำพฤติกรรมลักขโมยเช่นนี้มาไม่น้อยเลย

            เมื่อเจียงหยางถูกปล้นไปจนหมดตัวทั้งสี่คนก็ช่วยกันโยนเขาลงไปในหลุมที่ขุดเตรียมเอาไว้ และก่อนจะฝังดินกลบเย่เฉินก็ได้ใช้ยาสลบช่วยให้เขาหลับใหลได้นานขึ้น

            “ถอย!” เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น เย่เฉินก็โบกมือทั้งสี่คนก็ได้หายไปในพริบตาตามเส้นทางการร่นถอยที่ได้ตกลงกันเอาไว้แล้ว