ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 4 บทที่ 103 ดื่มน้ำมนต์ของฉันซะ

            “แก... แกเป็นใครกันแน่? ที่นี่คือเขตปลอดภัยของประเทศเสินหนิวเราใครอนุญาตให้แกบุกรุกเข้ามาตามใจชอบ?”

            จาคุรูแผดเสียงตะโกนพลางเดินตรงเข้าไปหาผู้มาใหม่

            “เขตปลอดภัยของประเทศเสินหนิว?”

            ผู้มาใหม่เลิกคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนจะด่าทอด้วยสีหน้าดูแคลนทันที “เขตสงครามทรายโลหิตนี้เดิมทีก็เป็นอาณาเขตอธิปไตยของประเทศเสินเซี่ยแท้ๆ ชัดเจนว่าเป็นพวกแกพวกเดรัจฉานชั้นต่ำที่ไร้ยางอาย โลภอยากได้ดินแดนอันกว้างใหญ่ของพวกเราเลยถือวิสาสะมายึดครองที่นี่...”

            เขายังพูดไม่ทันจบจาคุรูก็พูดแทรกขึ้นมาทันควัน

            “แกโกหกเขตสงครามทรายโลหิตนี้เป็นอาณาเขตอธิปไตยของประเทศเสินหนิวเราต่างหากประเทศเสินหนิวของพวกเราเป็นประเทศอารยธรรมเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 65,000ปี เป็นจุดกำเนิดและอู่น้ำของทุกอารยธรรมบนดาวสีน้ำเงินแม้แต่ประเทศเสินเซี่ยของพวกแกก็ยังเป็นทายาทของประเทศเสินหนิวเราเลย”

            พอคำพูดนี้หลุดออกมาลู่เซิ่งก็ถึงกับอึ้งไปเลย

            “ให้ตายเถอะเคยได้ยินมาตั้งนานแล้วว่าพวกเสินหนิวอย่างพวกแกน่ะเป็นผลผลิตที่ล้มเหลวตอนที่ลิงไม่มีหางกำลังวิวัฒนาการไปเป็นโฮโมเซเปียนส์วันนี้ได้มาเห็นกับตา เชื่อแล้วว่าสมคำร่ำลือจริงๆ”

            แม้จะรู้อยู่แล้วว่าไม่ว่าจะเป็นบนโลกใบเดิมหรือบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันพวกเสินหนิวพวกนี้ก็มีสันดานเหมือนกันหมด ‘ความมั่นใจแบบแปลกๆ’จึงมักจะเป็นสันดานที่ฝังลึกในกระดูกตลอดมา

            แต่ไอ้ความมั่นใจถึงขั้นที่พูดโกหกจนหลอกได้แม้กระทั่งตัวเองแบบนี้มันยังเหนือความคาดหมายของเขาไปไกลนัก

            “ไอ้พวกหมูชั้นต่ำ ถ้าแกฉลาดพอก็รีบไสหัวออกไปจากเขตปลอดภัยของพวกเราซะไม่อย่างนั้น...”

            ตอนนั้นเองจาคุรูก็ข่มขู่สำทับออกมาอีกประโยคด้วยท่าทางดุดัน

            แต่เขายังพูดไม่ทันจบ

            “ไม่อย่างนั้นจะทำไม?”

            ผู้มาใหม่ยิ้มเหยียดพลางกอดอกอย่างใจเย็น

            “นี่มัน...”

            พอประโยคนี้ออกมาจาคุรูก็ถึงกับใบ้กิน ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไรชั่วขณะ

            นั่นก็เพราะพาลาดินตรงหน้าคนนี้มันประหลาดเกินไปพาลาดินคนอื่นชัดเจนว่าสามารถไร้เทียมทานได้แค่ 6 วินาทีแต่หมอนี่กลับไร้เทียมทานได้นานกว่า 60,000 วินาที

            ต้องรู้ก่อนว่าสถานะไร้เทียมทานของพาลาดินนั้นเป็นสกิลที่ใกล้เคียงกับกฎเกณฑ์อย่างหนึ่ง

            ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้อย่าว่าแต่พวกเขาที่เป็นผู้ใช้อาชีพที่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนอาชีพครั้งที่สองเลยต่อให้เป็นเทพสงครามระดับเปลี่ยนอาชีพครั้งที่เก้ามาเองพอได้มาเห็นตัวประหลาดอย่างลู่เซิ่ง ก็คงได้แต่ยืนจ้องตากันปริบๆทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน

            ในขณะที่จาคุรูกำลังขบคิดอย่างหนักว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะกำจัดพาลาดินสุดพิลึกคนนี้ทิ้งไปได้

            อีกด้านหนึ่งพาลาดินคนนั้นก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ

            เขากระโดดถอยหลังหนึ่งครั้งจนหลุดออกไปนอกประตูเขตปลอดภัย

            ทว่าทันทีหลังจากนั้นเขาก็ใจกล้ากระโดดไปข้างหน้า กลับเข้ามาใหม่อีกรอบ

            จากนั้นเขาก็เริ่มโชว์การกระโดดสลับเข้าออกเขตปลอดภัยต่อหน้าต่อตากลุ่มอาบังพวกนี้ขณะนั้นก็ตะโกนเยาะเย้ยไปไม่หยุดปาก

            “เอ้า ฉันเข้ามาแล้ว แกจะทำอะไรฉันได้?”

            “เอ้า ฉันออกไปอีกแล้ว แกจะทำอะไรฉันได้ล่ะ?”

            “แก!”

            ฟึ่บฟึ่บ ฟึ่บ...

            มาถึงจุดนี้กลุ่มอาบังในที่นั้นก็ไม่อาจเก็บกดความอัดอั้นตันใจได้อีกต่อไปแต่ละคนโมโหจนแทบจะกระอักเลือดออกมาตรงนั้น

            ไอ้เวรนี่มันช่างหน้าหนาหน้าทนอย่างไร้ยางอายสิ้นดี

            ในเมื่อมาถึงนี่แล้วจะมาทำตัวกวนประสาทแบบนี้ทำไม...

            นี่มันคนว่างจัดจนหาเรื่องใส่ตัวชัดๆไม่ใช่หรือไง?

            แต่มันยังไม่จบแค่นั้น

            พาลาดินตัวป่วนที่เอาถุงน่องคลุมหัวคนนั้นดูเหมือนจะยังรู้สึกไม่สาแก่ใจเขายังยืดอกเบ่งพลัง

            วินาทีต่อมาภายใต้สายตาที่ตื่นตระหนกสุดขีดของกลุ่มอาบัง เขาก็ปลดเข็มขัดออก แล้วกลายร่างเป็น‘นักรบพ่นฉีด’ ปัสสาวะใส่กลุ่มอาบังที่อยู่รอบๆทันที จนละอองน้ำกระจายไปทั่วท้องฟ้า

            “พวกเสินหนิวแบบแกไม่ใช่ชอบดื่มน้ำมนต์กันนักเหรอ? งั้นก็ลองชิมน้ำมนต์ของนายน้อยคนนี้ดูหน่อยเป็นไงฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

            ซ่า!ซ่า!

            “ไอ้สารเลวไร้ยางอาย”

            น่าสงสารจาคุรูที่อยู่ใกล้ลู่เซิ่งที่สุดเขายังไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นก็ถูกน้ำมนต์พุ่งเข้าใส่จนเปียกโชกไปทั้งหน้า

            ส่วนอาบังคนอื่นๆที่ไม่ทันตั้งตัวก็โดนหางเลขกันไปถ้วนหน้า ต่างคนต่างตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อวิ่งหนีกันจลาจล

            ฉากนี้แม้แต่ออสการ์ที่อยู่ไกลออกไปหลายสิบกิโลเมตรก็ยังรับไม่ได้

            “โอ้โห! นี่สินะที่เขาเรียกว่ายืนฉีดสู้ลมได้ไกลถึงสามจั้งนึกไม่ถึงเลยว่านอกจากพรสวรรค์การต่อสู้จะน่าทึ่งแล้วด้านนี้ของนายท่านก็ยังมีพรสวรรค์ล้ำเลิศด้วยเหมือนกัน...”

            เมื่อมองดูลู่เซิ่งที่เอาถุงน่องคลุมหัวพกสถานะไร้เทียมทานแล้วกำลังยืนฉีดน้ำใส่อาบังอย่างบ้าคลั่งในเขตปลอดภัยของประเทศเสินหนิวออสการ์ก็เผยสีหน้าทึ่งจัดจนแทบไม่อยากเชื่อสายตา...

            ใช่แล้ว

            พาลาดินสุดเพี้ยนที่เอาถุงน่องคลุมหัวมีสถานะไร้เทียมทานคุ้มกายและกำลังฉีดปัสสาวะใส่พวกเสินหนิวอย่างบ้าคลั่งคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่คือลู่เซิ่งนั่นเอง!

            ความจริงแล้วตั้งแต่เมื่อวันก่อนลู่เซิ่งก็ได้บอกแผนการที่จะบุกไปทำลายเขตปลอดภัยของประเทศศัตรูด้วยตัวคนเดียวให้ออสการ์ฟังแล้ว

            ตอนแรกออสการ์ยังรู้สึกว่าแผนของลู่เซิ่งมันดูเหลวไหลไปหน่อย

            เพราะการจะถล่มเขตปลอดภัยของศัตรูด้วยตัวคนเดียวนั้นไม่ว่าจะมองมุมไหน มันก็ดูเหมือนเรื่องเพ้อฝันทั้งสิ้น

            จนกระทั่งเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมาลู่เซิ่งได้เปิดใช้งานสถานะไร้เทียมทานที่ยาวนานถึง 16ชั่วโมงต่อหน้าต่อตาเขา

            ออสการ์ถึงได้ตระหนักว่า...ที่ผ่านมา ตนเองนั้นยังดูเบานายท่านวัยเยาว์คนนี้เกินไปจริงๆ

            ไร้เทียมทาน16ชั่วโมง

            สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร?

            มันหมายความว่าในช่วงเวลา16ชั่วโมงหลังจากนี้ ลู่เซิ่งแทบจะสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจอยากทำตัวเหนือกฎเกณฑ์ได้อย่างสิ้นเชิง

            ต้องเข้าใจว่าสถานะไร้เทียมทานของพาลาดินนั้นคือความไร้เทียมทานในความหมายที่แท้จริงเป็นสกิลที่ไม่มีทางแก้ได้ที่สุดและขี้โกงที่สุดบนดาวสีน้ำเงินอย่างไม่มีใครเทียบ

            ยังดีที่สถานะไร้เทียมทานของพาลาดินทั่วไปนั้นอยู่ได้สั้นเพียง6วินาที แถมในระหว่างที่ไร้เทียมทานพลังโจมตีของพาลาดินจะลดลงอย่างมหาศาล

            ดังนั้นบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันแม้สถานะไร้เทียมทานของพาลาดินจะดูเหมือนไร้ทางแก้แต่ในความเป็นจริงมันกลับเป็นเหมือนสกิลอัศวินไร้ค่าที่มีไว้เพื่อเป็นเชิงสัญลักษณ์มากกว่าจะใช้งานได้จริง

            จนกระทั่งวันนี้

            จนกระทั่งวินาทีนี้

            ด้วยการถือกำเนิดขึ้นของตัวประหลาดอย่างลู่เซิ่งประวัติศาสตร์ถูกกำหนดแล้วว่าจะต้องถูกเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด

            ในตอนนั้นลู่เซิ่งจัดการปล่อยน้ำมนต์จนหยดสุดท้าย แล้วถึงค่อยๆ รูดซิปกางเกงอย่างไม่รีบร้อนก่อนจะเดินอาดๆ เข้าไปในส่วนลึกของเมืองพาราณสีอย่างสง่าผ่าเผย

            “เร็ว ตามเขาไป ดูซิว่าเขาคิดจะทำอะไร”

            เมื่อเห็นลู่เซิ่งเดินทอดน่องไปมาในเขตปลอดภัยของพวกตนราวกับเดินเล่นในสวนหลังบ้านจาคุรูก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะเช็ดคราบน้ำปัสสาวะบนใบหน้าให้สะอาดเขารีบนำลูกน้องเดินตามไปทันที

            เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่ลู่เซิ่งปรากฏตัวที่หน้าประตูเขตปลอดภัยของพวกเขาจาคุรูก็รู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีอย่างรุนแรงในใจราวกับว่ากำลังจะมีเรื่องเลวร้ายขีดสุดเกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น

            และลางสังหรณ์ของเขาก็ไม่ผิดเพี้ยนไปเลยแม้แต่น้อย

            ลู่เซิ่งเดินมาถึงใจกลางเมืองแล้วเริ่มสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ เป็นอันดับแรก

            ซึ่งมันต่างจากความเจริญรุ่งเรืองและสะอาดสะอ้านของเมืองกระดูกโลหิตอย่างสิ้นเชิงเพราะเมืองพาราณสีแห่งนี้ นอกจากจะทั้งสกปรกและไร้ระเบียบแล้วสิ่งก่อสร้างยังเก่าผุพัง แถมยังมีขยะกองพะเนินเป็นภูเขาอยู่ทุกที่เรียกได้ว่าเป็นสลัมขนาดย่อมชัดๆ

            เมื่อได้กลิ่นเหม็นเน่าที่รุนแรงถึงขีดสุดในอากาศ

            ใบหน้าของลู่เซิ่งก็ฉายแววรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง

            แม้ในชาติที่แล้วเขาจะรู้อยู่แล้วว่าพวกเสินหนิวพวกนี้ทั้งสกปรกและต่ำช้า

            แต่เมื่อก่อนเขาทำได้แค่มองผ่านหน้าจอโทรทัศน์เท่านั้น

            ในวันนี้เมื่อต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้จริงๆเขาก็รู้สึกว่าตนเองทนอยู่ต่อไปแม้แต่วินาทีเดียวก็ไม่ได้แล้ว

            “ไอ้พวกเดรัจฉานโสโครก รีบไสหัวออกไปจากเขตสงครามทรายโลหิตเดี๋ยวนี้”

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน