จิตใต้สำนึกของเย่เจียงเฉินถูกดึงกลับมาสู่โลกความเป็จริง ความรู้สึกเ็ปจากโลกเสมือนยังคงหลงเหลืออยู่ ร่างกายของเขายังคงชาหนึบจากาแที่ได้รับ แม้จะรู้ว่ามันเป็เพียงผลกระทบจากระบบประสาท แต่ความรู้สึกพ่ายแพ้กลับหนักอึ้งจนแทบขยับตัวไม่ออก ประตูแคปซูลค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นมู่หานซวงยืนรออยู่ด้านนอก
มู่หานซวงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เธอเพียงเดินนำไปยังห้องควบคุม ที่มีหน้าจอมอนิเตอร์แสดงผลการทดสอบ
"ผลการจัดอันดับเริ่มต้นของนายออกมาแล้ว" น้ำเสียงของเธอยังคงราบเรียบขณะที่ชี้ไปยังตัวเลขบนหน้าจอ
อันดับ: 308
เย่เจียงเฉินมองตัวเลขนั้นด้วยความรู้สึกผิดหวัง มันต่ำกว่าที่เขาคาดหวังไว้มาก แม้จะสามารถเอาชนะสัตว์ร้ายระดับสูงมาได้หลายตัว แต่การพ่ายแพ้ต่อสัตว์อสูรกลายพันธุ์ขั้นต้นก็ฉุดรั้งอันดับของเขาเอาไว้
"ฉันรู้ว่านายอาจจะไม่พอใจกับผลลัพธ์นี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าระดับพลังที่แตกต่างกันนั้นมีผลอย่างมาก การที่นายสามารถต่อสู้กับสัตว์อสูรกลายพันธุ์ได้นานขนาดนั้น ทั้งที่ยังเป็เพียงนักสู้ฝึกหัดขั้นกลาง ก็ถือว่าน่าประทับใจแล้ว"
นั่นไม่ใช่คำปลอบใจ ในบรรดาศิษย์ของสำนักเหล่ยถิงที่มีจำนวนมากกว่าสองพันคน เย่เจียงเฉินถือว่าทำอัดดับได้ไม่เลวในฐานะศิษย์ใหม่ อันที่จริงั้แ่อันดับที่ห้าร้อยขึ้นไป ทุกคนล้วนอยู่ในระดับนักสู้ฝึกหัดขั้นสูงแทบทั้งสิ้น
เย่เจียงเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง เขาเข้าใจสิ่งที่มู่หานซวงพูด ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้เป็บทเรียนสำคัญที่ทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของระดับพลัง หากเขา้าที่จะก้าวหน้าในโลกแห่งการต่อสู้ที่แท้จริง การยกระดับพลังปราณคือสิ่งแรกที่เขาต้องให้ความสำคัญ
"ผมเข้าใจแล้วครับ ผมจะพยายามให้มากขึ้น"
"ในการต่อสู้กับหมีระดับกลายพันธุ์ นายแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและทักษะการต่อสู้ที่ดี แต่ยังขาดความเข้าใจในจุดอ่อนของสัตว์อสูรระดับสูง และการใช้พลังปราณยังไม่เฉียบคมพอ อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของนายยังสามารถพัฒนาได้อีก การที่นายสามารถปรับใช้กระบวนท่าของไป๋อวี้หลง และควบคุมปราณอัสนีได้อย่างเป็ธรรมชาติ แสดงให้เห็นถึงพร์ที่ไม่ธรรมดา" มู่หานซวงหันกลับมามองเย่เจียงเฉิน แววตาของเธออ่อนโยนลงเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มกล่าวต่อ
"นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น จงใช้ความพ่ายแพ้ในวันนี้เป็แรงผลักดันให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น เป้าหมายแรกของนายคือการยกระดับพลังให้กลายเป็นักสู้ฝึกหัดขั้นสูงโดยเร็วที่สุด แล้วค่อยกลับมาท้าทายการทดสอบจัดอันดับอีกครั้งในเดือนหน้าก็ยังไม่สาย"
หลังจากจัดอันดับเสร็จสิ้น เย่เจียงเฉินใช้เวลาทั้งหมดทุ่มเทให้กับการฝึกฝนตนเองอย่างหนัก เขาตระหนักดีว่าการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองคือหนทางเดียวที่จะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
พื้นที่ลานกว้างของสำนักเล่ยถิง เย่เจียงเฉินเดินทอดน่องอย่างสบายใจ หวังจะสูดอากาศบริสุทธิ์และผ่อนคลายความตึงเครียดหลังจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ทันใดนั้น สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับร่างคุ้นเคยสองร่างที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก พวกเขาคืออู่ชิงชิวและหวังต้า ที่กำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด
เย่เจียงเฉินยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเดินตรงเข้าไปทักทายอย่างเป็มิตร
"ทำไมพวกนายถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะ?"
อู่ชิงชิวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาตามสไตล์คุณชายเ้าสำอางค์ของเขาดูหงอยเหงา ดวงตาคมกริบที่ปกติจะเต็มไปด้วยความมั่นใจ กลับฉายแววหงุดหงิดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"ก็เื่การทดสอบจัดอันดับน่ะสิ นายก็รู้ว่าฉันถนัดใช้ปืน แล้วจะให้รับมือกับพวกสัตว์อสูรที่ดาหน้าเข้ามาพร้อมกันได้ยังไง นี่มันไม่ยุติธรรมเลย" เขาโบกมือไปมาอย่างหัวเสีย
"แล้วสรุปนายได้อันดับเท่าไหร่?"
อู่ชิงชิวก้มหน้าลง มองพื้นด้วยความหดหู่
"หนึ่งพันเจ็ดสิบหก ให้ตายสิ น่าขายหน้าชะมัด” เขายกมือขึ้นมาปิดหน้าราวกับกำลังจะร้องไห้
หวังต้า พยายามตบไหล่อู่ชิงชิวเบาๆ เพื่อปลอบใจ
"ไม่เอาน่า อย่าดูถูกตัวเองขนาดนั้นสิ นายก็ทำเต็มที่แล้ว ทุกคนก็ต้องเจอบททดสอบที่ตัวเองไม่ถนัดกันทั้งนั้นแหละ"
"ตัวแท็งค์อย่างนายก็พูดได้สิ!" อู่ชิงชิวเงยหน้าขึ้นมามองหวังต้าด้วยแววตาประชดประชัน
"ฉันได้แค่อันดับห้าร้อยห้าสิบเอง ห่างจากนายไม่เท่าไหร่หรอก" หวังต้าหัวเราะแห้งๆ เขาพยายามพูดให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น ทว่าผลนั้นกลับตรงกันข้าม
"ไม่เท่าไหร่? นี่นายนับเลขเป็มั้ยห่ะ ห้าร้อยห้าสิบกับหนึ่งพันเจ็ดร้อย มันห่างกันเป็ชาติเลยนะ" อู่ชิงชิวจ้องหวังต้าราวกับจะกินเืกินเนื้อ แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ราวกับพึ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ ก่อนจะหันขวับมามองเย่เจียงเฉินด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"แล้วนายล่ะ เย่เจียงเฉิน นายได้อันดับเท่าไหร่”
หวังต้าหันมามองด้วยความคาดหวังเช่นกัน ในการสอบเข้าสำนัก เย่เจียงเฉินทำผลงานได้โดดเด่นที่สุด หวังต้าจึงคิดว่าอีกฝ่ายต้องมีอันดับสูงกว่าตนเองอย่างแน่นนอน
เย่เจียงเฉินเกาแก้มเล็กน้อย ด้วยท่าทางลำบากใจ เขาไม่อยากจะโอ้อวด แต่ก็ไม่อยากโกหกเพื่อน
"สาม… สามร้อยแปด"
ทันทีที่สิ้นคำตอบของเย่เจียงเฉิน อู่ชิงชิวและหวังต้าก็เบิกตากว้าง ดวงตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้า
“ว่าไงนะ!” อู่ชิงชิวทวนคำด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเจือไปด้วยความใ "นะดับของนายต่ำกว่าพวกฉันอีกนะ นี่นายเป็สัตว์ประหลาดรึไงกัน”
“ถ้าฉันจำไม่ผิดพวกที่อันดับสูงกว่าสี่ร้อย ล้วนผ่านด่านที่ห้าแทบทั้งสิ้น นายรับมือกับฝูงหมาป่าพวกนั้นได้ยังไง” หวังต้าติดอยู่ด่านที่สี่ เขายังจำความรู้สึกที่ถูกหมาป่าสี่ตัวรุมทึ้งได้ดี ถึงอย่างนั้นเขาไม่รู้เลยว่าเย่เจียงเฉินผ่านด่านที่โหดร้ายนั้นมาได้ยังไง
เย่เจียงเฉินมองเพื่อนทั้งสองด้วยความรู้สึกเห็นใจ สาเหตุที่เขาสามารถผ่านการทดสอบจัดอันดับไปได้ไกลเกินกว่าระดับพลังปราณของตนเองนั้น ส่วนหนึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับการช่วยเหลือ จากเทคโนโลยีชีวจักรกลที่อยู่ในร่างกายของเขา แม้ว่าเขาจะไม่ได้บอกเล่าเื่นี้ให้ใครฟัง แต่ความจริงข้อนี้ก็ยังคงอยู่ในใจของเขาเสมอมา ความสามารถในการเพิ่มสมรรถภาพผู้ใช้ รวมถึงความรู้และเคล็ดวิชาที่เจ็นมอบให้ ล้วนเป็ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าคนอื่น
"พวกนายไม่ต้องคิดมากหรอก การทดสอบจัดอันดับครั้งนี้เป็เพียงบันไดขั้นแรกเท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราจะพัฒนาตัวเองต่อไปยังไง ฉันเองก็ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมาก เพราะฉะนั้นพวกเรามาพยายามไปด้วยกันเถอะ" เย่เจียงเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
อู่ชิงชิวและหวังต้าสบตากัน พวกเขาเห็นความมุ่งมั่นที่ฉายชัดอยู่ในแววตาของเย่เจียงเฉิน แม้จะยังคงรู้สึกทึ่งกับอันดับของเขา แต่คำพูดเ่าั้ก็จุดประกายความหวังและความฮึกเหิมขึ้นมาในใจ ทว่าในขณะพวกเขากำลังครุ่นคิดถึงอนาคตและหนทางที่จะพัฒนาตนเอง พวกเขากลับไม่รู้เลยว่า ในเงามืดที่ทอดยาวจากอาคารสูง มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองมาที่พวกเขาด้วยเจตนาร้าย
ดวงตาของเซี่ยหยางเฉินจับจ้องอยู่ที่ร่างของเย่เจียงเฉิน เขาไม่ได้มีความเคียดแค้นส่วนตัวกับอีกฝ่าย เงินจำนวนหนึ่งแสนเครดิตไม่ได้เป็แรงจูงใจหลัก ทว่าสิ่งที่ผลักดันให้เขายอมรับงานนี้คือความหวาดกลัวต่อการถูกศาลส่งเข้าเรือนจำ และข้อเสนอของอัยการโจว เป็เหมือนทางรอดเดียวที่เขาต้องคว้าเอาไว้
“หม่าหยุน เช็คให้ฉันหน่อย หมอนั่นอยู่อันดับที่เท่าไหร่ในการทดสอบจัดอันดับ”
ชายที่ยืนอยู่ข้างเซี่ยหยางเฉิง ก้มลงมองหน้าจอดิจิตอลที่ติดอยู่กับข้อมือของตนเอง เมื่อข้อมูลปรากฏขึ้น สีหน้าของเขาก็ดูจะตกตะลึงเล็กน้อย
“สามร้อยแปด! บ้าไปแล้ว ทั้งที่ยังอยู่ระดับนักสู้ฝึกหัดขั้นกลางเนี่ยนะ”
“ก็ไม่แปลกหรอก ตอนสอบเข้าสำนัก มันก็เป็ถึงอันดับหนึ่งในการประลอง จะมีฝีมือธรรมดาได้ยังไง อย่างไรก็ตาม การประลองนั่นเป็แค่สนามเด็กเล่นของพวกไก่อ่อนเท่านั้น ฉันจะเป็คนสอนบทเรียนมันเองว่าโลกภายนอกมันโหดร้ายแค่ไหน” แววตาของเซี่ยหยางเฉิงยังคงเ็า เขาไม่ได้มองเย่เจียงเฉินในฐานะศัตรู แต่เป็เพียงเหยื่อที่รอให้เขาเชือดอย่างเืเย็นเท่านั้น
เซี่ยหยางเฉิงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะหยิบขวดแก้วขนาดเล็กออกมาอย่างแช่มช้า ภายในขวดบรรจุของเหลวสีใสบริสุทธิ์ที่ถูกปิดผนึกมาอย่างดี
“นี่คือพิษของแมงป่องหัวกระโหลก สัตว์อสูรระดับกลายพันธุ์ พิษของมันร้ายแรงมาก ถ้าได้รับเข้าไปในปริมาณที่มากพอ สมองจะถูกทำลายอย่างถาวร ทำให้กลายเป็อัมพาตตลอดชีวิต นายคงรู้นะว่าต้องทำยังไง”
หม่าหยุนรับขวดของเหลวสีใสในมือด้วยแววตาที่ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเก็บยาพิษไว้ในเสื้ออย่างมิดชิด หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความกังวล แต่เขาก็รู้ดีว่าหากขัดคำสั่งของเซี่ยหยางเฉิง ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่า
เซี่ยหยางเฉิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาเ็าจับจ้องไปยังกลุ่มของเย่เจียงเฉินที่ยังคงสนทนากันอย่างสนุกสนาน รอยยิ้มชั่วร้ายผุดขึ้นที่มุมปาก ราวกับเขากำลังวาดภาพความหายนะที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
หม่าหยุนเดินเข้ามาใกล้เย่เจียงเฉินด้วยท่าทางประหม่า ก่อนจะแสร้งทำเป็เสียหลักสะดุดล้ม
ด้วยสัญชาตญาณ เย่เจียงเฉินรีบยื่นมือเข้าไปเพื่อจะประคองร่างของหม่าหยุนขึ้นมา ทว่าในจังหวะที่มือของเขากำลังจะััตัว หม่าหยุนก็เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนไปจากท่าทางลุกลี้ลุกลนเมื่อครู่ กลายเป็ความมุ่งร้าย
ในพริบตานั้นเอง หม่าหยุนก็ใช้เข็มชนิดพิเศษที่ซ่อนไว้ฝ่ามือ จับไปที่ไหล่ของเย่เจียงเฉิน เข็มและกระเปาะเก็บยาพิษนี้ถูกออกแบบมาเป็พิเศษ ปลายเข็มเคลือบด้วยสารที่ทำให้บริเวณที่ถูกแทงรู้สึกชาในทันที ทำให้เป้าหมายแทบจะไม่รู้สึกตัว
"ขอบคุณนะ ฉันนี่มันซุ่มซ่ามจริงๆ" หม่าหยุนรีบลุกขึ้นยืน ก้มหัวขอโทษเย่เจียงเฉินด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง
"ไม่เป็ไร คราวหน้าก็เดินระวังๆ ล่ะ" เย่เจียงเฉินตอบกลับด้วยรอยยิ้มเป็มิตร โดยไม่ทันสังเกตถึงพิษร้ายที่กำลังเข้าสู่ร่างกายของเขา แต่ทว่าในวินาทีต่อมา เสียงแจ้งเตือนของเจ็นก็ดังขึ้นภายในหัว
[แจ้งเตือน : ตรวจพบพิษในกระแสเื ร่างกายกำลังเข้าสู่สภาวะวิกฤตระดับสูงสุด]
สีหน้าของเย่เจียงเฉินซีดเผือดราวกับกระดาษความรู้สึกชาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความเ็ปที่แสนสาหัส ราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงไปทั่วร่าง เหงื่อกาฬไหลซึ่มออกมาจากทุกรูขุมขน เย่เจียงเฉินทรุดเข่าลงกับพื้นอย่างกะทันหัน สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน เขามองไปยังหม่าหยุนที่กำลังปกปิดรอยยิ้ม
ในวินาทีนั้นเอง เย่เจียงเฉินตระหนักได้แล้วว่าชายผู้นั้นไม่ใช่คนซุ่มซ่าม แต่เป็ศัตรูที่จงใจเข้ามาทำร้ายเขา แต่คำถามที่ดังอยู่ในหัวของเขากลับมีเพียงหนึ่งเดียว เพราะอะไรกัน ทำไมชายแปลกหน้าผู้นี้ถึง้าทำร้ายเขา เขาไม่เคยรู้จักหม่าหยุนมาก่อน แล้วมันจะมีเหตุผลอะไร ที่ทำให้อีกฝ่ายต้องลงมือกับเขาด้วยวิธีที่โเี้เช่นนี้