ภายในโลงศพ พื้นที่มิติด้านในกลับมีมากกว่าที่ตาเห็น เทียนฉินยืนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมมีเพียงแสงสว่างจากผลึกแสงที่ส่องให้เขามองเห็นพื้นที่โดยรอบได้ มุมด้านหนึ่งมีกองสมุนไพรแปลกตาที่เทียนฉินไม่รู้จักกับขวดเม็ดยาจำนวนมาก อีกมุมด้านหนึ่งมีผลึกวางอยู่สามชิ้น แต่ในขณะที่เขากำลังมองสำรวจสิ่งของภายในมิติแห่งนี้ ก็พลันมีเสียงแหบแห้งดังแว่วเข้ามาในกระแสจิตของเขา
"เจ้าเป็นใครกัน? ทำไมถึงมีกลิ่นอายของจักรพรรดิฮงกวงได้!"
เทียนฉินหันซ้ายหันขวาเพื่อดูว่าต้นเสียงมาจากทางไหนกันแน่ ก่อนถามออกมาอย่างตกใจ
"ท่านเป็นใครกัน?"
"เฮ้! เจ้าหนุ่ม เจ้าเข้ามาในนี้ได้อย่างไรกัน?"เสียงแหบแห้งไม่ยอมตอบคำถาม
"ที่แห่งนี้คือสุสาน! ข้าแค่อยากมาเสี่ยงโชคดูเท่านั้นเอง!"เทียนฉินแกล้งบอกออกไปเพื่ออยากจะรู้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใครกันแน่
"ฮ่าๆ! นี่เจ้าหนุ่ม! ข้านี่แหละเจ้าของสุสานแห่งนี้!"
"แต่ว่าเจ้าอยากมีพลังที่มากอยู่กว่าตอนนี้หรือเปล่า! พลังที่ทำให้เจ้าได้มีอำนาจ มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าต้องการได้!"เสียงแหบแห้งยื่นข้อเสนอมาให้
"แล้วท่านเป็นใครกัน?"เทียนฉินยังคงเอ่ยถามกลับไปคำเดิม
"ข้ามีนามว่าถัวหล่า! ถูกคนชั่วกักขังอยู่ที่นี่มานานแสนนานเหลือเกินแล้ว!"
"หากเจ้าช่วยปลดปล่อยข้าออกไปได้ละก็ ข้าจะให้พลังที่เจ้าสามารถปกครองโลกใบนี้ได้!"ถัวหล่ากล่าวโน้มน้าวเทียนฉินทันทีที่เห็นว่าเขาอาจช่วยมันได้
"ท่านอยู่ที่ไหนข้ายังไม่รู้เลย! แล้วอย่างนี้จะให้ข้าช่วยท่านได้อย่างไรกัน?"ตอนนี้เทียนฉินพอรู้แล้วว่าเจ้าของเสียงแหบแห้งนี้คือปีศาจนอกรีตที่ชายครึ่งคนครึ่งสัตว์ปิดผนึกไว้นี่เอง และเขาก็อยากเห็นเหมือนกันว่าสภาพร่างกายตอนนี้มันเป็นอย่างไร
"ฮ่าๆ! เจ้าหนุ่มเอ๋ย! ถ้าข้าออกไปให้เจ้าเห็นได้ ข้าก็คงออกจากที่นี่ไปนานแล้ว?"
"แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไป! หากเจ้าสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้ เจ้าก็จะมองเห็นข้าได้เอง!"เสียงแหบนั้นยังคงชักชวนเทียนฉินไม่เลิก
"ไหนท่านลองบอกมาซิว่าข้าจะทำลายค่ายกลนี้ได้อย่างไร?"เทียนฉินลองถามดูว่าเจ้าปีศาจนอกรีตตนนี้ จะรู้วิธีออกไปจากที่นี่จริงหรือเปล่า
"ไม่ยากอะไรเลย! เจ้าแค่เผาทำลายศพที่อยู่ในโลงนี้เท่านั้น ค่ายกลกักขังนี้ก็จะสลายหายไปจนหมด!"เสียงแหบแห้งกล่าวออกมาทันที
"แล้วท่านไม่ใช่เจ้าของร่างที่อยู่ในโลงศพนี้หรอกรึ?"เทียนฉินยังแกล้งโง่ต่อไป
"มันไม่ใช่ข้า!!"เสียงแหบแห้งตวาดออกมาอย่างโกรธแค้น ก่อนจะเงียบหายไปสักครู่ พอเมื่อมันปรับอารมณ์กลับคืนมาได้ ก็กล่าวชักชวนเทียนฉินอีกครั้ง
"เด็กหนุ่มเอ๋ย! มันผู้นั้นคือคนชั่วที่ทำลายเผ่าพันธุ์ของเรา"
"มันกลัวว่าข้าจะกลับมาแก้แค้น! มันก็เลยปิดผนึกข้าไว้ที่นี่ด้วยเลือดเนื้อและวิญญาณของมันเอง!"
"หากเมื่อไหร่ข้าสิ้นอายุไขลง พวกมันต้องออกมาก่อกำทำเข็ญอีกอย่างแน่นอน!"เสียงแหบแห้งกล่าวบอกเทียนฉินด้วยน้ำเสียงที่เจ็บแค้นเป็นอย่างมาก
เทียนฉินเลิกคิ้วขึ้นทันทีพลางคิดอยู่ในใจ หากเขาไม่ได้รู้เรื่องราวมาก่อน แล้วบังเอิญเข้ามาในโลงศพนี้ เขาคงต้องเชื่อสิ่งที่ปีศาจตนนี้กล่าวออกมาแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ขนลุกซู่อย่างช่วยไม่ได้ แล้วถ้าหากเขาออกไปแล้ว มีคนอื่นเข้ามาได้อย่างเขาล่ะ?
"หลังจากฝึกฝนครบหนึ่งปี ข้าคงต้องคุยกับอาวุโสคนนั้นเพื่อหาวิธีป้องกันเรื่องนี้เสียแล้ว!"
"เฮ้!เจ้าหนุ่ม ตกลงเจ้าว่าอย่างไรล่ะ?"เสียงแหบแห้งนั้นยังรบเร้าไม่เลิก
"ผู้อาวุโส! รอข้าฝึกฝนจนครบกำหนดก่อนแล้วข้าจะหาหนทางช่วยท่านออกไปเอง!"เทียนฉินแกล้งให้ความหวังมันต่อไป จากนั้นจึงไม่ได้สนใจมันอีกเลย แม้ว่ามันจะส่งเสียงร้องเรียกมาอีกกี่ครั้งก็ตาม
ที่มุมห้องเทียนฉินก้มลงหยิบผลึกทั้งสามแผ่นขึ้นมาดู แผ่นแรกเป็นเคล็ดวิชาเพลงดาบคลื่นพิฆาตที่เขาได้รับการถ่ายทอดมาจากหอคอยปฐมอัคคีตอนนั้น เทียนฉินจึงวางมันลงที่เดิมทันที
แผ่นที่สองเป็นทักษะท่าร่างท่าหนึ่ง ซึ่งเมื่อลองอ่านดูแล้วเขาก็พบว่า ไม่ได้ต่างไปจากเคล็ดวิชาท่าร่างที่เขามีอยู่ก่อนเลย จึงนำมันวางกลับไปที่เดิมอีกครั้ง
ส่วนแผ่นที่สามนี้น่าสนใจขึ้นมาบ้าง เพราะมันไม่ใช่เคล็ดวิชาหรือทักษะท่าร่างแต่อย่างใด กลับเป็นทักษะการจารึกค่ายกล ซึ่งมีชื่อเรียกว่าคัมภีร์ไร้อักษร เมื่อได้ลองอ่านดูแล้วจึงทำให้เทียนฉินดีใจเป็นอย่างมาก
เพราะว่าเหล่าผู้ฝึกฝนส่วนใหญ่ต่างสนใจแค่วิธีใช้งานค่ายกลเท่านั้น ไม่ได้ใส่ใจในการจารึกแกนกลางเพื่อสร้างค่ายกลขึ้นมาแต่อย่างใด เนื่องจากการสละเวลามาศึกษาการหลอมสร้างหรือจารึกแกนกลางสร้างค่ายกลด้วยตนเองนั้น จะทำให้เสียเวลาในการบ่มเพาะพลังของตนเองไปเปล่าๆ
"ในเมื่อมีโอกาสได้มาเห็นทักษะนี้แล้ว การจะลองเรียนรู้มันสักหน่อยก็คงไม่ทำให้ข้าฝึกฝนช้าลงหรอกนะ!"เทียนฉินพึมพำอยู่ในใจก่อนจะตัดสินใจลองศึกษาทักษะคัมภีร์ไร้อักษรนี้ดูสักหน่อย
#ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้สามารถนำมาใช้จารึกอักษรเป็นค่ายกลได้ ค่ายกลระดับสูงนั้นทำได้แม้กระทั่งใช้ดวงดาราบนท้องฟ้ามาจารึกเป็นแกนกลางของค่ายกล ดังนั้นวิธีแห่งค่ายกลนี้ไม่ได้จำกัดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงเท่านั้น แต่มันคือความคิดสร้างสรรค์ของผู้ที่จารึกอักษรลงในสิ่งไหนต่างหาก#
เทียนฉินอ่านข้อความในผลึกด้วยความตื่นเต้น ในโลกใบนี้ยังมีผู้คนมากมายที่ไม่เคยได้รับแม้โอกาสในการเรียนรู้ แม้แต่ผู้เชี่ยงชาญก็ยังนับว่าหาได้ยากยิ่ง รวมถึงในการจารึกอักษรลงไปบนแกนกลางต้องใช้พลังจิตวิญญาณเป็นอย่างมากอีกด้วย ดังนั้นผู้ที่มีจิตวิญญาณไม่เข้มแข็งมากพอ ก็มิอาจจะควบคุมตัวอักษรที่จารึกลงไปให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้
"ที่แท้ทักษะค่ายกลกลับยากเย็นเช่นนี้!"เทียนฉินครุ่นคิดอยู่ในใจ
ทักษะคัมภีร์ไร้อักษรนี้ถูกแบ่งย่อยออกเป็นสี่ประเภทหลัก คือค่ายกลลวงตา ค่ายกลสังหาร ค่ายกลเคลื่อนย้าย และสุดท้ายแตกต่างจากค่ายกลทั่วไปอยู่บ้าง เพราะไม่ใช่การจารึกอักษรลงบนสิ่งของเพื่อสร้างแกนกลาง แต่เป็นการใช้จิตวิญญาณและสายเลือดจารึกลงบนตัวคน ซึ่งมันถูกเรียกว่า ค่ายกลประทับวิญญาณ
ค่ายกลต่างๆนอกจากการเรียนรู้วิธีจารึกอักษรแล้วยังต้องอาศัยชัยภูมิที่เหมาะสมด้วย เพราะการจะสำแดงพลังของค่ายกลออกมาได้นั้น ต้องอาศัยการชักนำพลังจิตวิญญาณธรรมชาติออกมาใช้งานโดยตรงเท่านั้น ไม่ต่างไปจากการบ่มเพาะพลังเลย และที่สำคัญการจารึกอักษรนั้นไม่ใช่เฉพาะใช้สำหรับค่ายกลเท่านั้น แต่มันยังสามารถนำไปจารึกกับสิ่งอื่นเพื่อเพิ่มพลังให้กับของสิ่งนั้นอีกด้วย
ยิ่งอ่านต่อไปเรื่อยๆ สีหน้าที่เคยมั่นใจของเขาก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยความเคร่งเครียดและความไม่เข้าใจ
"ศาสตร์แห่งค่ายกลไม่อาจดูแคลนได้จริงๆ ความลึกล้ำแต่ละตัวอักษรล้วนยากหยั่งถึง สิ่งที่ข้าทำความเข้าใจได้ในช่วงแรก เป็นเพียงหลักการความรู้พื้นฐานเท่านั้น แต่เมื่อสัมผัสถึงส่วนของเนื้อหาหลักที่แท้จริงแล้ว ข้ากลับไม่อาจจะทำความเข้าใจมันได้เลยสักนิด!"
เทียนฉินสูดอากาศเข้าไปในปอดก่อนจะเอ่ยพึมพำออกมา
"ช่างเป็นทักษะค่ายกลที่ลึกล้ำเสียจริง!"
ในขณะที่เทียนฉินกำลังสับสนกับทักษะคัมภีร์ไร้อักษรอยู่นั้นหลงยู่หมิงก็อุทานออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ เพราะเมื่อไหรก็ตามที่เทียนฉินได้เรียนรู้หรือสัมผัสกับสิ่งใด หลงอยู่หมิงที่อาศัยอยู่ในจิตวิญญาณของเขาก็จะรับรู้ไปด้วย
"ท่านเข้าใจมันด้วยหรืออาวุโสหลง!"เสียงของหลงยู่หมิงปลุกให้เทียนฉินตื่นจากภวังค์
"ฮ่าๆ! ข้าจำได้ว่าเคยบอกเจ้าไปแล้วนะว่า ค่ายกลที่อยู่ในเทือกเขารกร้างนั้นข้าเป็นคนที่สร้างมันขึ้นมาเอง!"
"แต่ว่าสิ่งที่ข้าได้รับการสืบทอดมา มันไม่ได้ลึกล้ำซับซ้อนถึงเพียงนี้!"หลงยู่หมิงยอมรับกับเทียนฉินอย่างอารมณ์ดี
ทักษะคัมภีร์ไร้อักษรนี้ไม่ใช่ตำราค่ายกลธรรมดา ผู้ที่เรียนรู้เข้าใจในคัมภีร์บางส่วนได้ ก็สามารถนับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในทักษะค่ายกลได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่เทียนฉินไม่อาจทำความเข้าใจได้เลย ทว่าความล้มเหลวในครั้งนี้กลับช่วยให้เขาเข้าใจในตนเองมากขึ้น ว่าเขาไม่ได้เก่งไปเสียทุกอย่าง
"ถ้าอย่างนั้นท่านสามารถสอนข้าได้หรือไม่?"เทียนฉินเอ่ยถามอย่างมีความหวัง
"ไม่ใช่เรื่องยากเย็นนักหรอกที่จะสอนเจ้า แต่ข้าขอเวลาศึกษาทักษะคัมภีร์ไร้อักษรนี้ให้เข้าใจเสียก่อนแล้วกัน!"หลงอยู่หมิงกล่าวออกมาตามตรง เพราะเขาก็สนใจเรียนรู้ทักษะนี้เหมือนกัน หากเขาทำความเข้าใจมันได้หมดแล้ว เรื่องที่จะสอนเทียนฉินนั่นก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
เทียนฉินพยักหน้าอย่างเข้าใจพลางครุ่นคิดอยู่ในใจ เมื่อใดที่ข้าสามารถทำความเข้าใจในการจารึกอักษรจนสามารถสร้างค่ายกลได้ ก็เท่ากับว่าข้ามีวิธีรักษาชีวิตรอดเพิ่มขึ้นอีกวิธีหนึ่ง เพราะเขาก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยได้พ
บเจอกับค่ายกลมาก่อน จึงรู้ว่าการสร้างค่ายกลได้ทุกที่นั้นจะมีประโยชน์มากเพียงใด
จบตอนที่ 111