แกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling)

    ตอนที่ 48 : การเสียสละ

     

    ตอนที่48 : การเสียสละ

     

              หลังจากทัตพุ่งเข้าไปช่วยฝ้ายจากมอนสเตอร์อัศวินดำแต่มันดันวิ่งผ่านเธอแล้วเข้ามาหาเขาแทนเสียอย่างนั้น

              แววตาสีแดงใต้หมวกเกราะจ้องมองทัตขณะที่มันวิ่งเข้ามา ทำเขารู้สึกขนลุกไปถึงหัว

     

    เวรเอ้ย! จะดักอะไรนักหนาวะเนี่ย!

              อัศวินดำร่างยักษ์เข้ามาอยู่ตรงหน้าจนกลบทัศนวิสัยในชั่วพริบตาแล้วมันยังฟาดคมหอกเข้ามาใส่กลางลำตัวทัตหวังจะผ่าเขาเป็นสองส่วน มันไม่ให้โอกาสทัตได้หลบหรือแก้ตัวเลย

     

    งั้นไม่หลบก็ได้!

              ทัตยังไม่สิ้นไร้ไม้ต่อเขาใช้แขนอีกข้างดึงโซ่ที่ติดปลอกแขนเหล็กใช้เป็นกำแพงป้องกันอย่างน้อยมันก็แข็งกว่ากำแพงที่สร้างจากเวทเกราะแน่ ๆ

              คมหอกฟาดเข้ามาเลยติดโซ่ที่ทัตดึงขึงขวางลำตัวโชคดีที่อาวุธ Chivalry แข็งแกร่งเทียมกันจนเฉือนทำลายไม่ได้

              แต่นั่นยังไม่มากพออยู่ดี

     

    “หา!!!?”

              โซ่หยุดได้เพียงคมดาบไม่อาจหยุดแรงมหาศาลของผู้ใช้ได้ เจ้าอัศวินเลยออกแรงดันคมหอกต่อจนซัดทัตปลิวกระเด็น

     

    “อั๊ก!!!!”

    “ทัต!”

    “พี่ทัต!”

              พิมกับฝ้ายแทบไม่เชื่อสายตา ภาพทัตถูกซัดปลิวไปถึงซากโรงพยาบาลทำเอาหน้าอกเจ็บปวดถึงขีดสุด

              พิมเกลียดความรู้สึกนี้หัวใจเธอสั่งให้เท้าถีบพุ่งไปหาทัตทันที

              ...ก่อนที่สมองจะรู้ตัวว่าหันหลังให้ศัตรู และทำเอาเธอขนลุกกลัวทีหลัง

     

              แต่ดูเหมือนสาวน้อยอีกคนจะมีทั้งสองอย่างด้านหลังพิมเลยมีฝ้ายวิ่งตามมาติด ๆ

     

    “ไปเลยค่ะพี่พิม! เดี๋ยวหนูระวังหลังให้เอง!”

    “อื้ม!”

              พิมก้าวเท้าที่กำลังจะหยุดเพื่อวิ่งต่อ การมีหัวหน้าหน่วยประสบการณ์สูงคอยระวังหลังทำให้พุ่งความสนใจไปหาทัตได้เต็มที่

              ฝ้ายที่ตามหลังพิมมาติดๆ ปรับตัวอย่างรวดเร็ว เธอวิ่งตามพิมไปมองหลังตัวเองไปเพราะสิ่งที่ต้องให้ความสนใจคือเจ้าอัศวินจอมฉวยโอกาส

              แต่ภาพที่ฝ้ายเห็นคือเงาสองคนกำลังพุ่งใส่ด้านหลังของเจ้าอัศวิน ...คือควินน์กับน้ำหวาน

              ทั้งสองคนเข้าประชิดอัศวินดำเหวี่ยงอาวุธประจำตัวใส่ข้อเท้าของมันคนละข้างหวังทำลายการเคลื่อนไหว

     

    “อะเด๊ะ?”

    “อะไรเนี่ย!?”

              แต่ดาบเลื่อยยนตร์และคมมีดหวดโดนลมเพราะเจ้าอัศวินดำกระโดดขึ้นแล้วใช้หอกปักลงพื้นเป็นจุดค้ำได้ทัน เหมือนรู้อยู่แล้วว่าจะมีคนฉวยโอกาสแบบตัวเอง

              และจังหวะอีกฝ่ายโจมตีเข้ามานี่แหละคือสิ่งที่มันรออยู่

              มันใช้สองมือจับหอกที่ปักพื้นแล้วเตะควินน์กับน้ำหวานที่กำลังเสียหลักเท้าของมันอัดกระแทกเข้ากลางลำตัวพวกเธออย่างรุนแรง จนสองสาวกระเด็นกระดอนไปบนพื้นคนละทางไม่ต่างจากทัต

     

    “เวรเอ้ย!”

    “ผลีผลามเกินไปแล้ว!”

              สถานการณ์ทำทั้งทองและมาร์คร้อนรนถึงเห็นด้วยกับจังหวะบุกเมื่อกี้ แต่สองสาวไม่ได้คิดเผื่อตอนโดนสวนพวกเธอถึงนอนกุมท้องบนพื้นเป็นเป้านิ่ง เจ้าอัศวินสามารถพุ่งเข้าไปปิดฉากพวกเธอได้ง่ายๆ เลย

     

    “ให้ตายสิวะ!” ทองยกปืนขึ้นแล้วยิงใส่อัศวินดำหวังใช้ระยะห่างนี้ให้เป็นประโยชน์

              แต่ดวงตาสีแดงของมันดันหันขวับมาทางเขาพอดียังกับรู้อยู่แล้วจนทองชะงักกลัว

              มันเอี้ยวตัวหลบก่อนกระสุนไปถึง พอลงพื้นมันก็วิ่งจ้ำเข้ามาทางนี้ทันที

     

    “ไอ้เวรเอ้ย!”ทองไม่มีทางเลือกนอกจากต้องวิ่งหนีทิ้งระยะปืนของเขาเสียเปรียบมากในการสู้กับหอกระยะประชิดจึงถอยห่างออกไปเพื่อยิงสนับสนุนในระยะที่ถนัดแทน

              เหลือไว้แต่มาร์คที่ยังอยู่จุดเดิมและตั้งการ์ดขึ้นด้วยสนับมือหนามเหล็ก

              ดวงตาสีแดงของมันจ้องมาที่มาร์คแทนทำเขาเหงื่อตกหน้าเสียไปด้วยอีกคน

     

    แย่ล่ะสิ สถานการณ์ไม่ดีเลย

    ความเฉียบคมกับสมาธิของทุกคนน้อยลงเยอะมาก

     

    คงเพราะยังเหนื่อยจากที่จัดการไอ้มังกรนั่นแน่ ๆ

              มาร์คคิดถึงสาเหตุที่ทัตควินน์และน้ำหวานถูกจัดการเสียง่าย ๆ หากพิจารณาอย่างใจเย็นมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว

              เดิมทีการจัดการบอสหนึ่งตัวก็ต้องใช้คนที่เลเวลพอ ๆ กับบอสมากถึงสิบคนแต่นี่กลับมีแต่คนเลเวลน้อยกว่าบอสแถมยังใช้แค่แปดคนอีก ที่โค่นบอสมังกรนั่นได้ต้องเรียกว่าปาฏิหาริย์ด้วยซ้ำ

              กับเจ้าอัศวินที่กำลังพุ่งเข้ามานี่จึงไม่ใช่ทางที่ดีเลยหากคิดจะโค่นมันทั้งแปดคนอาจจะตายยกกลุ่มได้เลย

              เรื่องนั้นมีหรือที่คนเป็นผู้นำสูงสุดจะยอมได้

     

    “คุณมาร์คอย่าเข้าปะทะกับมันนะครับ! ถ่วงเวลาไว้ก็พอ!!!”

              เซนวิ่งเข้ามาสนับสนุนมาร์ค ดูเหมือนเขาเองก็อ่านสถานการณ์ได้แบบมาร์คในหัวน่าจะกำลังคิดหาทางหนีมากกว่าสู้ให้ชนะเหมือนกัน

     

              แต่สำหรับเจ้าอัศวินดำมันไม่คิดเรื่องของอนาคตให้ซับซ้อนแม้เห็นคนมาเพิ่มสิ่งที่ต้องทำก็ยังเหมือนเดิม

              มันง้างหอกตัวเองไปด้านหลังหนนี้มันยืดแขนออกกว้างกว่าทุกทีมาร์คกับเซนจึงรีบยกอาวุธตัวเองขึ้นป้องกันพร้อมกับกระโดดถอยหลังไปด้วย

     

    “หา!!!?”

              แต่คมหอกของมันไม่ได้พุ่งใส่มาร์คหรือเซนที่เข้ามาสมทบ มันกลับกวาดพื้นด้านหน้าเขาจนฝุ่นตลบทัศนวิสัยของทั้งสองคนถูกทำลายโดนสิ้นเชิง

     

    แย่แล้ว! จะมาทางไหนวะ?

              มาร์คยกการ์ดขึ้นแต่ก็เหลียวมองสลับซ้ายขวาตลอดภายใต้ฝุ่นพรางตา คมหอกอาจพุ่งมาได้จากทุกทิศ

              แต่พริบตาที่ฝุ่นจางลงจนพอเห็นเงาอัศวินดำกลับปรากฏอยู่ด้านหน้าของเซนแทนเขาเสียอย่างนั้น

     

    ไอ้เวรนี่! เล็งหัวหน้าก่อนเลยเรอะ!

              เจ้าอัศวินดำเปลี่ยนเป้าทำเขาผิดขาดมันเปลี่ยนไปเล็งเซนแทนหลังจากที่เขาออกคำสั่งกับมาร์ค แถมฝุ่นที่มันสร้างยังทำให้เซนแสบตามากกว่าเขาเหมือนเล็งไว้แต่แรกนี่ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่

     

    “เวรเอ้ย!”

              มาร์คพุ่งเข้าไปแทนตำแหน่งของเซน ดึงแขนแล้วจับโยนออกไปด้านหลังตัวเองจนพ้นเขตฝุ่น

              คมหอกเลยแทงเข้ามาที่มาร์คแทน เขารู้สึกขนลุกราวกับความตายกำลังลูบหลัง จึงรีบเอี้ยวตัวหลบตามที่สกิลซิกส์เซนส์บอก

              แต่คมหอกกลับไม่ได้แทงเข้ามาอย่างเต็มกำลัง มือของเจ้าอัศวินดำยักษ์หยุดลงกะทันหันมันเหวี่ยงออกไปแล้วตวัดเข้ามาใส่สีข้างด้านซ้ายอีกรอบ

     

    แม่งเอ้ย! กับดักอีกแล้ว!

              ความเหนื่อยล้าทำสมองตามเล่ห์เหลี่ยมไม่ทันมาร์คโดนคมหอกตัดเข้าที่สีข้างซ้ายจนกระเด็นออกมาตามเซน

     

    “คุณมาร์ค!”

              เซนรีบเข้าไปรับร่างของมาร์คก่อนเขาจะตกกระแทกพื้น

              มือซ้ายที่ช่วยพยุงสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นสีข้างของมาร์คโดนเฉือนจนเลือดอาบ ไม่ใช่แผลที่จะกัดฟันทนเพื่อสู้ต่อได้เลย

              สถานการณ์เริ่มไม่เห็นทางหนีด้วยซ้ำจนสีหน้าเซนบิดเบี้ยว

              แถมตอนนี้เจ้าอัศวินมันก็กำลังยืนประจันหน้าเขาแล้วด้วย ทองที่มือยังว่างเลยพุ่งเข้ามาอยู่ด้านหน้าทั้งสองคนแทน

     

    “เวรเอ้ย เอาไงต่อดีหัวหน้า!”

              ทองตะโกนขอคำสั่งทั้งที่เหงื่อตกแต่เซนกลับได้แต่กัดฟันนั่งเงียบ

     

              แต่มาร์คที่ถูกเซนพยุงอยู่สัมผัสได้ว่าเซนกำลังมือสั่น

              ตอนแรกเขาคิดว่าแรงสะเทือนนี้มาจากความสับสนเขาเลยพยายามเหลือบมองสีหน้าของเซน

              แต่สิ่งที่อยู่บนนั้น...กลับเป็นแววตาเปล่งประกายจากความกล้าหาญ แม้รอยยิ้มจะบิดเบี้ยวด้วยความกลัว

              และสีหน้านั่นคือสิ่งที่เขาเคยเห็นมาก่อน

     

    ‘ฉันจะอยู่เอง นายไปซะมาร์ค’

              เสียงที่เคยได้ยินสะท้อนกลับมาเข้าหู

              ราวกับเป็นการยืนยันว่าสีหน้าที่ผสมทั้งความภาคภูมิและเสียใจบนใบหน้าเซนคืออย่างเดียวกับที่เขาเคยเห็น

              มาร์คจึงพอจะเดาได้เลยว่าเซนกำลังจะพูดอะไร

     

    “ฉันจะเป็นตัวล่อให้———”

    “ไม่ ฉันจะทำเอง”

              มาร์คเค้นเสียงที่กำลังจะแห้งเหือดออกมากลบการเตรียมใจของเซนจนสะดุ้ง

              ทองได้ยินเสียงด้านหลังสัมผัสได้ถึงการเตรียมใจเขายิ่งพลอยรู้สึกผิดตาม

              แต่ด้านหน้าเขาเจ้าอัศวินก็กำลังฟาดคมหอกลงมาเหมือนกัน

     

    “หลบก่อน!”

              ทองให้สัญญาณเซนกับมาร์คก็กระโดดถอยหลบตาม

              เจ้าอัศวินยกหอกขึ้นทำให้ทองรีบตั้งปืนเตรียมยิงอีกครั้งแต่การเคลื่อนไหวของมันกลับช้าลงไป

              แววตาใต้หน้ากากนั่นเป็นเหมือนกับตอนที่มันยังขี่มังกร...เป็นสายตาดูแคลนที่รู้สึกว่ายังไงก็ชนะ และคิดจะเล่นกับเหยื่อ

     

              แต่เพราะแบบนั้น...เซนกับมาร์คเลยมีช่วงเวลาให้ตัดสินใจเรื่องสำคัญ

     

    “คุณมาร์คคนบาดเจ็บอย่างคุณถ่วงเวลาได้ไม่นานหรอก” เซนมองตามาร์คตรง ๆด้วยความจริงอันยากจะปฏิเสธ กระทั่งความเปล่งประกายนั้นยังไม่กลัวตายเลยด้วยซ้ำ

              แต่ความกล้าหาญนั้น...ไม่อาจโน้มน้าวใจของผู้ที่ตัดสินชะตากรรมของตัวเองแล้วได้

     

    “ไม่”มาร์คส่ายหน้าปฏิเสธด้วยสีหน้าที่เยือกเย็นก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง แม้จะยังต้องใช้มือกุมสีข้างอาบเลือด

    “ถ้านายตายเซฟเวอร์ก็จะจบเห่ทุกอย่างที่ทำมาจะสูญเปล่าหมด แค่นี้ก็ไม่เข้าใจเหรอ”มาร์คมองตาเซนกลับด้วยความจริงที่เหนือกว่าทำเซนไหล่สะดุ้ง

              แต่ที่ทำให้เซนพูดไม่ออกจริงๆ คงเป็นสีหน้าไร้อาวรณ์ของมาร์คมากกว่าราวกับว่าเขาเตรียมใจถึงที่สุดแล้วยังไงอย่างนั้น

     

    “...บ้าเอ้ย”

              เซนทำได้แค่สบถไม่มีอะไรจะเถียงหรือขัดขวางการเตรียมใจของมาร์คได้

              แล้วในฐานะคนเป็นผู้นำการทำลายการเตรียมใจของผู้ใต้บังคับบัญชามันไม่ต่างจากการดูแคลนเลย

              เซนสูดหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกผิดเหมือนเป็นคนลงดาบมาร์คเอง ก่อนที่จะเดินหน้าต่อ

     

    “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ทำเพื่อเซฟเวอร์นะครับ”เซนมองหน้ามาร์คเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเบี่ยงสายตาไปยังอนาคตทันที

    “คุณทองไปช่วยคุณน้ำหวาน เดี๋ยวฉันไปช่วยคุณควินน์เอง”

    “...อา” ทองพยักหน้ารับคำสั่งเบา ๆ

              ถึงไม่ได้มีส่วนร่วมกับบทสนทนาโดยตรง แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความรุนแรงของการเตรียมใจทั้งคู่

              เขาเดินถอยหลังจนมายืนอยู่ข้างๆ มาร์ค

     

    “ฉันขอถอนคำพูดไม่ดีทุกอย่างที่เคยพูดกับนายนะ”

    “อโหสิให้”

    “...โชคดีล่ะ”

              คำตอบเบาๆ ของมาร์คทำเอาทองเจ็บปวดใจไม่เบา เพราะเขาเกือบจะมีเรื่องกับมาร์คในการประชุม หากไม่ได้ทัตเข้ามาแก้ความเข้าใจผิดการจากกันคงทำเขารู้สึกผิดมากกว่านี้อีก

     

    ...ไอ้คนขี้ขลาดเอ้ย

              ทองก่นด่าตัวเองวิ่งตามหลังเซนทั้งที่ความทุกข์อัดในอกอย่างนั้น

     

              การเคลื่อนไหวของทั้งกลุ่มเปลี่ยนไป...เห็นชัดเจนแม้จากมุมมองของทัตที่อยู่ตรงซากตึกโรงพยาบาล

              เขาถูกพิมกับฝ้ายหิ้วปีกคนละข้างเพราะพวกเธออยากให้เขาดูสถานการณ์ก่อนการอยู่ในจุดที่เห็นภาพกว้าง เลยทำให้มองเห็นเซนกับทองวิ่งแยกออกจากมาร์คพอดี

     

    “ฝ้าย... เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” ทัตขมวดคิ้วทั้งที่พอจะเดาออกพิมเองยังหลับตาด้วยความที่คิดเป็นอื่นไม่ได้

              และสีหน้าทุกข์ใจของฝ้ายคือคำตอบ

     

    “คุณมาร์คคงจะยอมสละตัวเองเพื่อให้เราหนีค่ะ”

    “อะไรนะ!?———อึก!”

    “อย่าเพิ่งฝืนสิ!”

              พิมรีบพยุงทัตที่พยายามขัดขืนแทบไม่ทันการโจมตีจากอัศวินดำก่อนหน้านี้ทำซี่โครงทัตหัก พวกเธอถึงต้องคอยพยุงเขาไว้

              แต่ความเจ็บปวดที่ข้างลำตัวยังไม่มากพอจะกลบความอึดอัดในอก

              ความอัดแน่นจากความเจ็บใจ...ที่จะต้องเสียใครบางคนให้กับโลกไร้เหตุผลพรรค์นี้

     

    เวรเอ้ย อีกแล้ว... จะต้องมีคนตายเพราะปกป้องเราอีกแล้วเหรอ!?

    ครั้งของสินก็ทีนึงแล้ว...ไอ้โลกนี้มันจะไร้เหตุผลไปถึงไหนกัน?

              ทัตมองภาพมาร์คยืนประจันหน้ากับศัตรูอย่างโดดเดี่ยวความหนาวเหน็บที่เขาเผชิญต้องไม่ต่างจากตอนที่สินกำลังนอนบนเตียงผ่าตัดก่อนจากไปแน่

              ทั้งอย่างนั้น... เขากลับทำได้แค่ยืนอยู่เฉย ๆ งั้นเหรอ?

              ทั้งที่ตัดสินใจว่าจะทำลายโลกนี้... ทำลาย ‘เฟิร์สไนท์’ นี้ แต่ ‘หนึ่งเดียว (The One)’อย่างเขากลับทำได้แค่ปล่อยให้ผู้คนถูกกลืนกิน และตายไปซ้ำแล้วซ้ำเล่างั้นเหรอ?

              ทัตไม่ได้อยากเป็นฮีโร่ หรือเป็นคนที่ยึดถือจริยธรรมสูงส่งอะไรทั้งนั้น...เขาก็แค่อยากสร้างโลกที่พิมและฝ้ายจะมีความสุขเท่านั้นเอง

              แล้วไอ้สภาพแวดล้อมที่ต้องทิ้งใครไว้ข้างหลังเพื่อเอาตัวรอดแบบนี้...มันจะเป็นโลกที่เขาอยากสร้างได้อย่างไร

     

    ไม่ยอมหรอก... ไอ้เวรเอ้ย!

              ความโกรธปะทุในอกของทัตเมื่อเห็นเจ้าอัศวินย่ำใกล้มาร์คความเจ็บปวดที่มีถึงกับหายไปชั่วขณะ ชีวิตที่อยู่ได้จากการเสียสละของพวกพ้องไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้เลยสักนิด

     

    “ทัต...”

              พิมเห็นแววตาแรงกล้าของทัตเธอมองเขามาตลอดย่อมรู้ดีที่สุดว่าทัตไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้ปล่อยผ่านแน่

              ...แต่คนที่มองเขามาตลอดอีกคนอย่างฝ้ายเธอเองก็รู้ดีเหมือนกันว่าทัตจะทำอะไร

              และนั่นขัดกับความรู้สึกเป็นห่วงของฝ้ายอย่างแรงเธอจึงกระชับมือที่พยุงทัตจนแน่น

     

    “เราก็รีบไปกันเถอะค่ะ”

    “ฝ้าย! แบบนั้นมัน———”

    “ไม่ได้ค่ะ”

              ฝ้ายปฏิเสธทัตอย่างเย็นชามือที่พยุงทัตยิ่งกอดล็อคเขาแน่นขึ้นไปอีก

              แต่สีหน้าทัตก็ไม่ได้อ่อนลงคิ้วเขาขมวดเข้าด้วยกันแน่นขึ้นเสียด้วยซ้ำ

              ฝ้ายจับสีหน้านั้นออก เธอรู้จักความดื้อดึงของพี่ชายตัวเองดี

     

    “พี่ทัต... หนูไม่ปล่อยให้พี่ไปตายเปล่าแน่ค่ะ แล้วถึงจะเป็นเรื่องไม่ดีที่ต้องปล่อยให้คุณมาร์คตายแต่เขาก็ทำเพื่อพวกเรา คิดจะทำให้การเสียสละของเขาสูญเปล่าเหรอคะ?”

              คำพูดของฝ้ายทำให้ทัตเงียบลงแม้แววตาของเขายังแข็งกร้าวถึงจะเข้าใจดีว่ามันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะยอมรับได้

              ในตอนนั้นมืออันอบอุ่นก็สัมผัสแก้มซ้ายเขาและบังคับให้หันไปมองเจ้าตัว... มองพิมที่กำลังทำสีหน้าเป็นห่วงสุดใจ

     

    “ฉันรู้ว่ามันยากสำหรับนาย... นายที่ไม่ชอบเรื่องไร้เหตุผลแบบนี้คงจะเจ็บปวดมากฉันรู้ดีเลย”

              น้ำเสียงพิมสั่นเครือเธอเข้าใจความรู้สึกของทัตดีกว่าใคร เพราะความซื่อตรงของทัตช่วยเธอไว้เธอถึงได้เป็นเธออย่างทุกวันนี้

              และเพราะรู้พิมถึงไม่อาจปล่อยให้มันนำทางชายที่รักไปสู่ความตายได้

     

    “แต่ว่านะ บางครั้ง...มันก็มีเรื่องที่ทำไม่ได้อยู่ หนนี้น่ะมันช่วยไม่ได้จริง ๆ”พิมมองมาราวกับขอโทษทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดของเธอหากจะมีเรื่องที่ทำไม่ได้มันก็เป็นเพราะการไร้ความสามารถของทัตเอง

              แค่ความรู้สึกอย่างเดียวมันไม่สามารถเอาตัวรอดได้นั่นคือความจริงที่ทัตต้องยอมรับ

              หากดึงดันต่อไป คนที่เป็นอันตรายก็จะไม่ใช่เขาแค่คนเดียวแต่เป็นพิมกับฝ้ายด้วย

              รู้แบบนั้นความแข็งขืนเลยเริ่มลดลงอย่างชัดเจนแม้จะกัดฟันแต่ทัตก็ไม่ออกแรงต้านแล้ว

              ฝ้ายเห็นก็พลอยถอนหายใจโล่งอก เธอพยักหน้าให้พิมเปลี่ยนให้แบกทัตแทนเธอจะได้คอยเป็นหัวหอกจัดการมอนสเตอร์ระหว่างทางหนีให้

     

    บ้าเอ้ย...

              แม้จะไม่ชอบใจอย่างที่สุด แต่ทัตก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยในสถานการณ์อย่างนี้พลังเขาช่างมีจำกัดเมื่อเจอกับมอนสเตอร์ที่สร้างจากระบบ

              แต่มันก็ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว

              อย่างน้อย... เสียงขัดขืนเขาก็ยังดังมาถึงจุดที่มาร์คอยู่

     

    อา... แบบนั้นแหล่ะดีแล้ว...

              มาร์คโล่งใจที่ทัตยอมไปแต่โดยดีคิดแล้วก็นึกถึงตัวเองจนต้องอมยิ้ม...ทั้งที่ตรงหน้ามีอัศวินดำร่างยักษ์ยืนประจันหน้า และส่งรังสีอำมหิตกดเขาอยู่

              แต่มือของเขากลับไม่สั่นเลยสักนิดทั้งที่ความตายอยู่ตรงหน้าราวกับเขาเฝ้ารอให้มันมาถึงอยู่แล้ว

              ชั่วพริบตาที่คมหอกฟาดลงมาทำให้เย็นหลังวาบ เขารีบกระโดดหลบไปด้านหลังเพื่อซื้อเวลาให้พวกพ้องมากขึ้นอีกนิดก็ยังดี

     

    นึกว่าจะไม่กลัวตายแล้วซะอีก เวรเอ้ย!

              ความหงุดหงิดเข้ามาแทรกในใจ

              ทั้งที่คิดว่าเตรียมใจไว้แล้ว แต่สุดท้ายพอเกือบตายความกลัวก็กลับมาอยู่ดี

              แต่ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้าย...เพราะสิ่งที่กลับมาพร้อมความกลัว กลับเป็นความทรงจำในอดีตที่อยากลืมด้วย

     

    จ่า...ตอนนั้นคุณเองก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกันรึเปล่า

              ความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นมาขณะวิ่งถ่วงเวลาไปรอบๆ

              การโดนเจ้าอัศวินดำวิ่งตามทำให้ความรู้สึกกลัวตอนเจอมอนสเตอร์ครั้งแรกกลับมาด้วย

              แต่ในตอนนั้น...เขามีรุ่นพี่ตำรวจคอยช่วย

     

              นั่นเป็นวันแรกที่มาร์คเกิดการตื่นเขาเจอกับมอนสเตอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าครั้งแรกที่โค่นได้และกำลังจะตายลงจากการโจมตีครั้งเดียวที่มันสร้าง

              แต่ก่อนหน้านั้นได้มีคนมาช่วยเขาไว้ก่อน...เขาคนนั้นคือรุ่นพี่ตำรวจที่ทำงานเดียวกันและเกิดการตื่นเหมือนกับเขา

              จ่าคนนั้นเป็นคนแนะนำเขาให้เข้าเซฟเวอร์พาเขาเข้าสู่โลกของการช่วยเหลืออีกใบทั้งกลางวันและกลางคืนเลยเป็นภารกิจอุทิศเพื่อสังคมไป

              แต่มาร์คไม่ได้รู้สึกไม่พอใจเลย...ตอนแรกมันเป็นแค่ความชื่นชมและอยากจะทดแทนบุญคุณ แต่ไป ๆ มา ๆจ่าคนนั้นกลับกลายเป็นแบบอย่างที่เขาอยากจะเป็นเสียได้

              เขาถึงได้แข็งแกร่งขึ้น เดินตามแผ่นหลังของรุ่นพี่คนนั้นและก้าวเดินไปบนเส้นทางเดียวกัน เพื่อหวังทำลายเหตุการณ์ประหลาดนี้ลงให้ได้ในสักวัน

              แต่...เส้นทางของนักรบไม่เคยสวยหรู

     

    “อึก!!!”

              มาร์คถูกอัศวินตามทันด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออันน้อยนิดมันก็ตวัดหอกใส่อย่างไม่รอรีจนเขากระเด็นกับพื้นร่างของเขาคลุกฝุ่นหลายตลบก่อนจะรีบลุกขึ้น

     

    “!!!?”

              แต่พอลุกขึ้นมาได้เจ้าอัศวินดำก็มายืนอยู่ตรงหน้ายังกับผีทำเอาผิวเย็นเหมือนโดนเทน้ำราด

              ความเร็วของมันมากขนาดนี้แต่กลับปล่อยให้มาร์ควิ่งพล่านไปทั่วราวกับกำลังเล่นสนุกยิ่งคิดเขายิ่งหงุดหงิดจนกัดฟัน

              และความหรรษาของมันเหมือนเพิ่งเริ่มหอกที่มันทิ้งหัวลงถูกตวัดเข้ามา ตัดแขนซ้ายมาร์คขาดกระเด็นในชั่วพริบตา

     

    “อ้ากกกกก!!!!”

              เสียงร้องตะโกนผสานทั้งความเจ็บปวดและโกรธแค้นต่อโชคชะตา

              รอยแขนที่ถูกตัดรู้สึกแสบยิ่งกว่าอะไรแต่ที่เจ็บปวดใจยิ่งกว่าคือมันทำให้เขานึกถึง ‘วันนั้น’

     

    “อั๊ก!!!”

              อัศวินทมิฬเตะกลางลำตัวของมาร์คกระเด็นอีกครั้ง หนนี้เขาไม่มีแรงรักษาสมดุลกลางอากาศร่างเขาลอยคว้างจนกระแทกลงบนกระโปรงรถ

     

    เวร... เวรแล้ว...

              มาร์ครู้สึกว่าร่างกายขยับได้ยากขึ้นเลือดที่เสียไปทำให้การรับรู้รอบตัวยากขึ้น ประสาทสัมผัสก็เริ่มแข็งทื่อ

              อัศวินดำเดินย่างสามขุมเข้าหาเขาอีกครั้งความไม่รีบร้อนของมันเหมือนปลงใจกับอาการของมาร์คมันไม่ได้เข้ามาด้วยจิตต่อสู้อีกแล้ว นอกจากเพื่อปลิดชีพเก็บงาน

     

    แม่งเอ้ย... ยิ่งเหมือนกับวันนั้นเข้าไปใหญ่

    ไอ้ชิบหายเอ้ย!

              ความทรงจำของผู้มีพลังช่างดุจดั่งคำสาป

              สถานการณ์ใกล้เคียงกับอดีตดึงความทรงจำที่เก็บเอาไว้ออกมาจากส่วนลึกเรื่อยๆ ราวกับเพื่อตอกย้ำความเสียใจที่ไม่อาจแก้ไข

     

              ในวันนั้นตัวเขาเองก็เสียท่าให้กับมอนสเตอร์ร่างยักษ์อย่างนี้

              เขาถูกอัดจนเละ และตกอยู่ในสภาพร่อแร่เหมือนอย่างนี้ไม่มีผิด

              แต่จุดแตกต่างคือ...จ่ารุ่นพี่ที่เคยช่วยชีวิตได้เข้ามายืนประจันหน้าขวางเจ้ามอนสเตอร์ตัวนั้นเพื่อปกป้องเขา

     

    ‘ฉันจะอยู่เอง นายไปซะมาร์ค’ จ่าพูดอย่างนั้นแล้วก็วิ่งไปสู้กับไอ้เวรนั่น

    ส่วนฉันก็ถูกคนอื่นแบกหนีไป ทิ้งให้จ่าสู้แล้วก็ตายอยู่ตรงนั้นคนเดียว

     

    แต่ฉันยังจำได้... สีหน้าของจ่าตอนที่หันมา...

    สีหน้าเขาบิดเบี้ยวเพราะความกลัวไปหมดถึงอย่างนั้นกลับยังพยายามยิ้มออกมาให้

     

    แต่... ก็รู้แล้วว่าทำไมจ่าถึงทำหน้าอย่างนั้น

     

    ดูตอนนี้สิ... ไอ้เวรนี่มันเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ขนฉันยังลุกไปทั้งตัวเลย

    แผลที่แขนก็เจ็บเป็นบ้า... ถ้ามันเอาหอกนั่นแทงกลางอกฉันล่ะ?แค่คิดก็แทบฉี่ราดแล้ว

     

    แค่คิด... ก็รู้สึกเสียใจที่เสนอเป็นตัวล่อแล้ว

    อา... เวรกรรมมันคืออย่างนี้นี่เองสินะ

              มาร์คยิ้มหัวร่อในลำคออันเหือดแห้งเหมือนประชดตัวเองแม้จะไม่ช่วยอะไรเลย

     

    สีหน้าของจ่าทำให้ฉันคิดมาตลอด... ว่าลึก ๆแล้วจ่าก็นึกเสียใจทีหลังอยู่เหมือนกันที่มาช่วยฉันไว้

    เราคิดแบบนั้นแล้วก็โทษตัวเองคิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะชดใช้ให้จ่าแบบเดียวกัน เพราะนึกเสียใจเรื่องนั้นเลยพยายามหาทางลงให้ตัวเองแบบนี้มาตลอด

     

    ...ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ได้แก้อะไรแท้ ๆ

     

    ความจริงเราก็แค่เสียใจที่ตอนนั้นไม่ยอมลุกไปสู้ต่อ

    เราก็แค่เสียใจ... ที่ไม่ยอมสู้จนถึงที่สุดแต่ดันหนีออกมาก่อน

     

    เราแค่ไม่อยากจะหนีโดยทิ้งใครไว้ก็เท่านั้นเอง!

              ความตระหนักเข้าใจตัวเองชัดแจ้งพร้อมกับความจริงอันโหดร้ายที่คืบคลาน

              อัศวินทมิฬเดินเข้ามาด้วยระยะห่างที่เหลืออีกแค่สิบเมตรลมหายของมาร์คก็ยิ่งแรงขึ้นราวกับเป็นการต่อต้านครั้งสุดท้าย

              ดวงตาของเขายิ่งพร่ามัวขึ้นภาพและเสียงรอบตัวก็ชักจะเลือนราง เหลือแต่ความรู้สึกผิดในใจที่แจ่มชัด ว่าทำไมตอนนั้นเขาถึงเลือกหนีแทนที่จะสู้ตาย

              แต่ไม่ทันแล้ว...ความตายกำลังชี้คมหอกมาทางเขาก่อนจะได้แก้ตัวให้เป็นคนที่อยากจะเป็น

     

              เสียงรอบตัวเงียบไปราวกับร่างกายปิดดับมาร์คคิดว่าความตายมาเยือนเขาแล้ว กระทั่งเสียงย่ำเท้าของเหล็กยังไม่มีมันจะเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไง

              แต่...ถ้าความตายมาถึงแล้ว ทำไมเขาจึงยังเจ็บแผลที่แขน คิดแบบนั้นจึงได้เปิดตาอันเลือนรางขึ้นอีกครั้ง

              แล้วก็ต้องเบิกตาโพลง

     

    “...จ่า?”

              สิ่งที่เห็นทำเอาเลือดลมสูบฉีดราวกับภาพมายาจากพรที่ปรารถนา

              ...แต่เพราะแบบนั้นภาพลวงตาจึงถูกแทนที่ด้วยความจริง

     

              คนที่ยืนขวางระหว่างเขากับสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ไม่ใช่คนที่ตายไปแล้วแต่เป็นเด็กหนุ่มผู้ยึดมั่นอุดมการณ์ และเลือกสู้ต่อจนตายแทนที่จะหนีเอาตัวรอด

              เป็นตัวตนที่มาร์คอยากจะแก้ไข...เป็นตัวตนแบบที่มาร์คอยากจะเป็น

     

    “ทัต”


    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องแกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling) ที่คุณอ่าน