ซากปรักหักพังของตำหนักใหญ่สำนักเมฆาครามยังคงมีควันไฟสีครามลอยกรุ่น กลิ่นอายพลังปราณสีทองที่แตกสลายของเ้าสำนักกู่มู่ไป๋ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ ผสมปนเปกับกลิ่นปลาเค็มย่างโชยชาย ศิษย์นับหมื่นชีวิตบนลานประลองกลางต่างพากันหมอบกราบแน่นหน้าอก ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองสองพี่น้องตัวน้อยที่บัดนี้กลายเป็ผู้ปกครองลานหินแห่งนี้ไปโดยปริยาย
"พี่ใหญ่... ดูเหมือนว่าน้ำแกงปลาเค็มถ้วยนี้จะดึงดูดแมลงวันตัวใหญ่กว่าเดิมมาอีกแล้วนะ"
เสี่ยวิเอ่ยพึมพำขณะใช้ตะเกียบไม้คีบเนื้อปลาเค็มส่งเข้าปาก ใบหน้าน้อย ๆ มอมแมมไปด้วยรอยเขม่าดำ ทว่าดวงตากลับประกายเจิดจ้าดุจลูกสัตว์ร้ายป่าลึก
เสี่ยวหัวไม่ตอบคำ แต่นางขยับนิ้วเรียวบางลูบไล้ฝักกระบี่ไม้ไผ่ที่พาดอยู่บนตักเบา ๆ โสตประสาทอันลึกล้ำของนางได้ยินเสียงะเืเลื่อนลั่นที่ดังมาจากส่วนลึกของหุบเขาต้องห้ามท้ายสำนัก มันคือเสียงปลดปล่อยพันธนาการของค่ายกลโบราณที่ฝังแน่นมานับพันปี
ครืน... ครืน... บึ้ม!
แผ่นดินใต้เท้าของทุกคนพลันสั่นะเืเลื่อนลั่น ยอดเขาต้องห้ามท้ายสำนักะเิออกเป็เสี่ยง ๆ เศษหินและผืนดินพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากลายเป็ผงคลี โลองศิลาโบราณสามโลงที่สลักลวดลายเมฆาทมิฬพุ่งทะยานฝ่าม่านหมอกลงมา ดิ่งตรงสู่ลานประลองกลางดุจดาวตกถล่มทลายพิภพ!
ในเสี้ยวอึดใจนั้น ณ ร้านข้าวต้มตรอกคอกไก่ เมืองหลวง
แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลายเข้ามาในห้องหนังสือหลังร้าน บรรยากาศเงียบสงบอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหมึกและกลิ่นใบชาป่า หยุนฟานนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์หอม ในมือถือพู่กันขนหมาป่าคอยตวัดอักษรลงบนแผ่นกระดาษหยาบอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของเขามั่นคง แฝงความระมัดระวังอันเป็นิสัยของยอดบุรุษ
ฟึ่บ...
ร่างอ้อนแอ้นในชุดผ้าป่านสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้างกาย ชายหนุ่มละสายตาขึ้นมองใบหน้างดงามหมดจดที่แฝงกลิ่นอายความรู้และการศึกษา สตรีผู้นี้คือ "ฉินเสวี่ยอวิ๋น" ภรรยาคนที่สามของเขา อดีตพระธิดาและมหาปราชญ์หญิงผู้ละทิ้งทางโลกเพื่อมาช่วยเขาดูแลบัญชีร้านข้าวต้ม
ฉินเสวี่ยอวิ๋นไม่ได้เอ่ยคำทักทายหวานหู ทว่านางยื่นมือเรียวบางดุจลำเทียนไปประคองถ้วยชาสมุนไพรอุ่น ๆ วางลงข้างแท่นหมึก สายตาคู่สวยจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำหมึกของสวามี ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันทำให้อารมณ์ของเนื้อเื่พลันนุ่มนวลลง
หยุนฟานวางพู่กันลง เขาไม่เอ่ยคำขอบคุณพร่ำเพรื่อ ทว่ายื่นมือหนาไปกุมมือเรียวบางของนางไว้ นิ้วมือสอดประสานกันแน่น ััได้ถึงความอบอุ่นลึกซึ้ง ชายหนุ่มเอื้อมมืออีกข้างไปจัดปิ่นปักไม้ไผ่บนมวยผมของนางให้เข้าที่อย่างแ่เบา
"ท่านพี่... บัญชีร้านเดือนนี้ เกลือทะเลและฟืนไฟถูกใช้ไปมากกว่าปกติถึงสามส่วน" ฉินเสวี่ยอวิ๋นกระซิบ น้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟัง แววตาของนางสะท้อนความห่วงใยและใส่ใจในสิ่งเล็กน้อย "เ้าพวกตัวแสบหยิบห่อเกลือปราณเก้าส่วนไปจนหมดคลังแล้ว"
"อืม... ช่างพวกเขาเถอะ" หยุนฟานยิ้มบาง แววตาแฝงความอ่อนโยนลึกล้ำ "เกลือเ่าั้หากพวกลูกใช้ทลายสำนักเล็ก ๆ ท้ายหุบเขาได้ ย่อมถือว่าคุ้มค่าแล้ว"
ฉินเสวี่ยอวิ๋นไม่ได้กล่าวอันใดต่อ นางเพียงขยับกายเข้าไปใกล้ชิดขึ้น ใบหน้าเนียนซบลงกับหัวไหล่กว้างของเขา สองสายตาประสานกันในความเงียบ ััแห่งความใส่ใจในชีวิตประจำวันเช่นนี้คือสายใยที่ผูกมัดหัวใจของพวกเขาไว้แน่นแฟ้นตราบนานเท่านาน
ตัดกลับมา ณ ลานประลองกลาง สำนักเมฆาคราม
ปัง! ปัง! ปัง!
ฝาโลงศิลาทั้งสามะเิออกเป็เศษธุลี ร่างของบุรุษชราสามคนในชุดคลุมสีเทาหม่นก้าวออกมาจากโลง ทั่วร่างของพวกเขามีไอความตายและกลิ่นอายพลังระดับขอบเขตเซียนที่แท้จริงแผ่ซ่านออกมาจนทำให้ศิลาลานประลองรอบด้านกลายเป็สีดำทมิฬ
พวกมันคือ "สามบรรพชนเมฆา" ผู้ก่อตั้งสำนักที่เร้นกายกักตนมานับห้าร้อยปี!
ผู้นำกลุ่มคือ "บรรพชนกู่เฉิน" ดวงตาของเขาแห้งเหี่ยวทว่าแฝงกระแสไฟสังหารลึกล้ำ เขากวาดสายตามองซากปรักหักพังของตำหนักใหญ่ และมองเห็นเ้าสำนักกู่มู่ไป๋ที่นอนจมกองเืหมดสภาพอยู่ใต้แผ่นศิลา "ใคร... ใครบังอาจมาทำลายรากฐานพันปีของสำนักเมฆาครามของข้า!"
หลินเพ่ยเอ๋อร์ที่หน้าตาบวมเป่งรีบวิ่งมาคุกเข่าโขกศีรษะร่ำไห้ "เรียนท่านบรรพชน! เป็ไอ้เด็กสายนอกสองคนนั้นเ้าค่ะ! พวกมันไม่เพียงแต่ทำร้ายเ้าสำนัก ทว่ายังนำเตาย่างโสโครกมาปิ้งปลาเค็มลบหลู่บารมีของพวกท่านด้วย!"
บรรพชนกู่เฉินตตวัดสายตาคมกริบดุจใบมีดโกนจับจ้องไปยังเสี่ยวหัวและเสี่ยวิ ทว่ายามเมื่อโสตประสาทของเขาสูดดมกลิ่นไอพลังจากเตาดินเผาและหม้อน้ำแกง ร่างแก่ชราถึงกับสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง ั์ตาเบิกกว้างด้วยความโลภอันมหาศาล
"นั่นมัน... กลิ่นอายกฎเกณฑ์ธรรมชาติบริสุทธิ์! สมบัติ์ที่แม้แต่มหาเซียนแดนะยังต้องหลั่งเืแย่งชิง! ไอ้เด็กเหลือขอสองคนนี้กลับนำมาใช้ต้มน้ำแกงปลาเค็มตากแห้งกินเล่นเนี่ยนะ?!" บรรพชนทั้งสามแผดเสียงร้องในใจด้วยความเสียดายและโลภโมโทสันสูงสุด
"เด็กน้อย! พวกเ้ามีความผิดมหันต์ขโมยสมบัติ์ จงส่งหม้อดินและเตาย่างทั้งหมดมาให้หอคุมกฎสูงสุดริบเข้าคลังบรรพชนเดี๋ยวนี้! มิเช่นนั้น ข้าจะใช้มหาเวทโลกันตร์ละเลงร่างพวกเ้าให้กลายเป็ผงคลี!" กู่เฉินคำราม พลังปราณระดับเซียนะเิออกระลอกหนึ่งจนท้องฟ้าเหนือเทือกเขาแปรเปลี่ยนเป็สีดำมืดมิด
"ไม่ให้! ของกินของข้า ใครกล้าแตะ... ข้าจะทุบให้หลังหักเลย!" เสี่ยวิแยกเขี้ยวเคี้ยวฟัน วางถ้วยน้ำแกงลงแล้วก้าวออกมายืนกางแขน แววตาดุดันขัดกับใบหน้ามอมแมม
จังหวะการลงมือของบรรพชนกู่เฉินรวดเร็วและอำมหิตเกินกว่ายอดฝีมือปุถุชนจะจินตนาการได้ ฝ่ามือเหี่ยวแห้งตวัดฉับไว ลมพายุหมุนวนสีดำอัดแน่นไปด้วยอสนีบาตโลกันตร์พุ่งม้วนตัวตรงดิ่งลงมาจากฟากฟ้า หมายจะบดขยี้ร่างของเสี่ยวิและ่ชิงตะกร้าเสบียงกรังในคราเดียว!
ระยะห่างเหลือเพียงหนึ่งชุ่น แรงกดดันมหาศาลทำเอาพื้นศิลาหนาใต้เท้าของเสี่ยวิทรุดตัวลงไปกว่าครึ่งจั้ง เสียงอึกทึกครึกโครมบาดแก้วหูจนศิษย์รอบข้างเืไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด
ทว่า... เสี่ยวหัวไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดมาทำลายของสำคัญที่บิดามารดาตั้งใจทำมาให้
ฟึ่บ!
ร่างเล็กของเด็กหญิงพุ่งวาบประดุจเงาพราย ท่วงท่าสง่างามเด็ดขาดดุจกิ่งไผ่ต้องลมพายุ วิชาตัวเบาขั้นสุดยอดถูกปลดปล่อยออกมาในชั่วดีดนิ้ว นางไม่ได้ชักกระบี่ไม้จากฝัก ทว่าใช้เพียงฝักกระบี่ไม้ไผ่ตวัดกระแทกเข้าที่จุดศูนย์กลางของอสนีบาตโลกันตร์อย่างแม่นยำเด็ดขาด!
เคร้ง!!!!!!!!!!
เสียงโลหะปะทะไม้ดังสะท้านก้องกังวานไปทั่วทั้งเก้าชั้นฟ้า แรงอัดปราณที่ซ่อนเร้นในฝักกระบี่ไม้ไผ่ทลายมหาเวทโลกันตร์ของบรรพชนเซียนจนแตกสลายกลายเป็เศษธุลีในเสี้ยวอึดใจ ดุจแก้วบางที่ชนเข้ากับขุนเขา
"เป็ไปไม่ได้?!" บรรพชนกู่เฉินหน้าถอดสี ร้องอุทานอั่กในลำคอ ร่างสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง ปลิวละลิ่วถอยหลังไปสิบก้าว ใบหน้าซีดเผือดลงด้วยความตกตะลึงสูงสุด
ทว่าเสี่ยวหัวไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้หายใจ นางก้าวสืบเท้าขยับกายประดุจเงาพราย หมุนตัวตวัดปลายฝักกระบี่ไม้ไผ่เข้าเจาะทะลวงจุดชีพจรหน้าอกของบรรพชนกู่เฉินอย่างโเี้เด็ดขาด!
ฉึก! กร๊อบ!
เสียงกระดูกซี่โครงหน้าอกหักสะบั้นดังสะท้าน บรรพชนกู่เฉินหน้าเขียวคล้ำ เืสด ๆ ฉีดพุ่งออกจากปาก ร่างกายซีกซ้ายชาหนึบจนไม่อาจขยับเขยื้อน ยามเมื่อเส้นประสาทและรากฐานเซียนถูกทำลายสิ้น ร่วงลงไปกองกับพื้นโคลนหมดสภาพยอดคนพันปี
In เวลาเดียวกัน บรรพชนอีกสองคนที่เหลือเห็นท่าไม่ดี ชักกระบี่ศิลาพุ่งเข้าใส่เสี่ยวิจากซ้ายและขวา หมายจะสับร่างของเด็กชายให้แหลกคามือ ทว่าเสี่ยวิกลับหัวเราะร่า เด็กชายใช้เท้าขวาขยับก้าวไขว้ตามท่าร่างก้าวพระบาทท่องดารา ร่างเล็กพุ่งวาบหลบวิถีคมกระบี่ทั้งหมดได้อย่างปาฏิหาริย์ดุจปลาไหลมุดโคลน
ฟึ่บ! ปัง! ปัง!
เสี่ยวิไปปรากฏกายเื้ัของพวกมัน ฝ่ามือน้อย ๆ สองข้างอัดแน่นไปด้วยปราณบริสุทธิ์ ซัดตบเข้าที่บั้นเอวของบรรพชนทั้งสองคนพร้อมกันเบา ๆ หนึ่งครั้ง!
บึ้ม!!!
มวลอากาศเบื้องหน้าพลันะเิออกดุจะุปืนใหญ่ แรงดันปราณอันมหาศาลพุ่งกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของศัตรูอย่างจัง เสียงกระดูกซี่โครงหักสะบั้นดัง อั่ก! ร่างชราของบรรพชนทั้งสองปลิวละลิ่วทะลุกันผ่านฝาโลงศิลาของตัวเองพังทลายเป็ชิ้น ๆ ปลิวไปตกกระแทกกับกองมูลดินด้านนอก ล้มลุกคลุกคลานหมดสภาพสลบเหมือดจมกองเืทันทีในเสี้ยวอึดใจ โดยไม่อาจส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว
ฝุ่นดินและควันปราณค่อย ๆ สงบลง บรรยากาศรอบด้านกลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครา ศิษย์สายนอกและสายในนับหมื่นคนต่างพากันเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอันสูงสุด พวกเขารีบคุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะให้สองพี่น้องตัวน้อยดุจกราบไหว้มหาเทพแห่งความตาย
"ฝาก... ฝากไว้ก่อนเถอะ!" หลินเพ่ยเอ๋อร์ร้องไห้โฮ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความสยดสยอง นางรีบคลานไปลากร่างอันสะบักสะบอมของสามบรรพชนหนีหายเข้าไปในส่วนลึกของสำนักทันทีด้วยความอับอายขายหน้า
เสี่ยวิหยิบถ้วยดินเผาตักน้ำแกงปลาเค็มขึ้นมาซดโฮกใหญ่ "ฮ้า! อร่อยเหลือเกินพี่ใหญ่ พลังปราณกลับมาเต็มเปี่ยมแล้ว!"
ไอพลังปราณสีทองหนาแน่นะเิออกระลอกหนึ่งรอบกายของเด็กชาย ร่างกายที่เคยเหน็ดเหนื่อยกลับคืนสู่ความสมบูรณ์พร้อมในเสี้ยวอึดใจ จนทำเอาแท่นศิลาประลองใต้เตาย่างหลอมเหลวกลายเป็ผงคลีสีดำละเอียด
กิ๊ก ๆ ๆ!
เ้าเจ็ดที่นอนหมอบอยู่ในตะกร้าผ้าผ่อนพลันชูคอขึ้น ขนสีเหลืองทองของมันตั้งชัน แววตาไก่ชนแฝงกระแสไอสังหารจาง ๆ ราวกับรู้ว่าพายุลูกใหญ่กว่าเดิมกำลังจะก่อตัวขึ้น
ห่างออกไปในเงามืดบนยอดหลังคาตำหนักที่พังทลาย
ผู้เฒ่าชิงหลิวที่แอบติดตามดูเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาถึงกับมือสั่นเทาจนเกือบปล่อยป้ายหยกหล่นพื้น ดวงตาเหี่ยวย่นเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกอันสูงสุด "แม้แต่สามบรรพชนขอบเขตเซียน... ก็ยังโดนสยบในชั่วดีดนิ้ว... สองพี่น้องตระกูลหยุน... พวกเ้าเป็ตัวตนระดับทลายฟ้าดินจากแดนะตนใดกันแน่?!"