เหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง!

    บทที่ 43 กลับบ้าน(2)

    ผู้มาย่อมเป็นเสวียนอู่หยางไม่ผิดรังสีกระบี่ของเขาแม้จะกดเอาไว้แล้วส่วนหนึ่งแต่ยามพึ่งทะลวงขั้นมาเช่นนี้ก็ยากนักที่จะปกปิดได้อย่างสมบูรณ์เพียงแค่มองเห็นเสวียนอู่หยางเดินเข้ามารอบกายหลิวเจี้ยนก็ปรากฏไอเซียนขึ้นมาห่อหุ้มทันทีนี่เป็นสัญชาตญาณป้องกันตัวเองของเขา ในระดับเซียนนั้นสิ่งที่ล้ำค่าและทรงพลังที่สุดก็คือไอเซียน

                    “ยินดีด้วยพี่อู่หยาง กระทั่งทัณฑ์เซียนก็ทำอะไรท่านไม่ได้เลยท่านมาถึงเร็วขนาดนี้หรือว่าสังหารคนพวกนั้นไปหมดแล้ว?”

                    องค์จักรพรรดิกล่าวออกด้วยน้ำเสียงยินดีดวงตาของเขายังแฝงการรอคอยและความปารถนาอันเต็มเปี่ยมออกมาด้วยเดินบนวิถียุทธ์เหมือนกันแล้วใครบ้างจะไม่อยากแข็งแกร่งขึ้น? เขาเองก็ติดอยู่ในขั้นตัดพันธะมานานแล้วเหมือนกันไม่รู้ว่ากี่วันคืนที่เฝ้าปรารถนาจะหลุดพ้นกลายเป็นเซียน

                    “แค่พวกฉินอ๋องไม่จำเป้นต้องให้ข้าลงมือหรอกตอนนี้ท่านปู่ใหญ่กับปู่รองออกจากการเก็บตัวแล้ว”

                    เสวียนอู่หยางส่ายหัวเล็กน้อยกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบหลังจากนั้นเขามองไปยังหลิวเสี้ยนที่มีไอเซียนปกคลุมตัวกายยืนนิ่งไม่กล้าเคลื่อนไหวครั้งหนึ่งก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อยตำหนักกายาเป็นขุมอำนาจชั้นกลางบนสะพานฟ้านี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย ขุมอำนาจขนาดเล็กนั้นเสวียนอู่หยางไม่กลัวอยู่แล้วส่วนขุมอำนาจชั้นสูงยิ่งแล้วใหญ่คนพวกนั้นรู้จักเสวียนอู่หยางเป้นอย่างดีและยังรู้ถึงเบื้องหลังของเขาด้วย

                    หากบอกว่าขุมอำนาจชั้นสูงนั้นมั่นคงดุจหินผาส่วนขุมอำนาจขนาดเล็กนั้นอ่อนแอจนสามารถเกิดขึ้นและดับไปได้ทุกวันเช่นนั้นขุมอำนาจขั้นกลางก็คือกลุ่มคนที่วุ่นวายถึงขีดสุดคนพวกนี้ไม่กลัวตายกล้าได้กล้าเสี่ยงเพื่อที่จะถีบตัวเองให้สูงขึ้น การแย่งชิงระหว่างขุมอำนาจพวกนี้ไม่รู้ว่ามีผู้เคราะห์ร้ายมากเท่าไหร่ที่โดนลูกหลงหนึ่งปีมีสามร้อยหกสิบห้าพวกขุมอำนาจเหล่านี้ก็สู้รบกันได้ทุกวัน!

                    หากเป็นขุมอำนาจชั้นสูงพวกเขาย่อมไม่กล้าล่วงเกินเสวียนอู่หยางง่ายๆแต่หากเป็นขุมอำนาจระดับตำหนักกายาก็ไม่เหมือนกันแล้วพวกเขากล้าเสี่ยงเพื่อที่จะได้รับผลประโยชน์ที่สูงขึ้น

                    “เป้าหมายตำหนักกายาคืออะไร?”

                    เสียงของเสวียนอู่หยางราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความกดดันหลิวเสี้ยนที่ตื่นตระหนกอยู่แล้วยามนี้อาจเพราะความหวาดกลัวถึงได้ตอบกลับไปอย่างไม่ทันคิด

                    “เพราะแดนสมบัติ”

                    อย่างไรก็ตามพริบตาต่อมาสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอีกครั้งรีบตั้งสติปรีบสีหน้าให้กลับมาสุขุมเช่นเดิมต่อหน้าเซียนปฐพีเขาไม่มีแรงใจจะสู้ต่อแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำก็คือพาชีวิตน้อยๆของตัวเองกลับไปให้ได้เรื่องแดนสมบัติก็หลุดปากพูดไปแล้วตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าตำแหน่งของเขาและชื่อของผู้อาวุโสหลินกงจะช่วยเขาได้แน่นอนว่าต่อให้อีกฝ่ายเป็นเซียนปฐพีก็ใช่ว่าจะล่วงเกินตำหนักกายาได้ง่ายๆ

                    “ข้าน้อยหลิวเสี้ยนผู้อาวุโสฝ่ายนอกของตำหนักกายา มาเยือนแดนเบญจภพคราวนี้ก็เพราะผู้อาวุโสหลินกงไว้วานมา”

                    “อ้อ หลินกงคนนั้นข้าเคยเจออยู่ครั้งหนึ่งตาเฒ่านี้นิสัยกลิ้งกรอกนัก บางทีอาจจะใช้ความช่วยเหลือตระกูลฉินมานานแล้ว”

                    องค์จักรพรรดิกล่าวออกมาหลังจากได้ยินชื่อหลินกงหากเขาจำไม่ผิดในอดีตตอนนั้นแยกทางกับพวกเสวียนอู่หยางไปไม่นานเขาเคยมีเรื่องกับตำหนักกายาอยู่ครั้งหนึ่งและก็เป็นหลินกงที่ออกหน้ามาไกล่เกลี่ยดูเหมือนตอนนั้นฉินอ๋องจะมีความสัมพันธ์กับเขาด้วย นี่เป็นเหตุผลที่เขารู้จักวิชากายทองพิทักษ์

                    “เอาเถอะ ยังไม่แน่ว่าจะมีแค่ตำหนักกายาที่คิดลงมือกับแดนเบญจภพต่อจากนี้คงต้องสืบดูให้แน่ใจค่อยจัดการรวบหัวรวบหางพวกเขาทีเดียวระหว่างนี้พวกเจ้าสองคนก็มาเป็นแขกที่จวนเสวียนก็แล้วกัน”

                    เสวียนอู่หยางกล่าวอย่างราบเรียบโบกมืออย่างไม่ใส่ใจครั้งหนึ่งไอกระบี่ก็ฉีกกระชากไอเซียนของหลิวเสี้ยนจนหายไปทำให้เขารู้สึกราวกับยืนแก้ผ้ากลางฤดูหนาวทั้งการกระทำและคำพูดนี้ทำให้สีหน้าของหลิวเสี้ยวเปลี่ยนไปอีกครั้งทั้งโกรธทั้งกลัวกล่าวออกมาเสียงต่ำ

                    “สหายเต๋าต้องการเป็นศัตรูกับตำหนักกายางั้นหรือ?ข้าเป็นถึงผู้อาวุโสฝ่ายนอกหากไม่กลับไปทางตำหนักกายาต้องส่งคนมาแน่อีกอย่างเรื่องนี้อาศัยสหายเต๋าคนเดียวย่อมไม่อาจแก้ไขได้...”

                    ทว่าคำพูดของหลิวเสี้ยนยังกล่าวไม่ทันจบเขาก็ต้องอ้าปากค้างอยู่เช่นนั้นลำคอแห้งผากไม่กล้าแม้แต่จะกลืนน้ำลายเสวียนอู่หยางหันหน้ามามองเขาครั้งหนึ่งไอกระบี่ในผ้าดินก็รวมตัวกันกลายเป็นกระบี่เล่มแหลมคมเล่มหนึ่งจ่ออยู่ที่คอหอยของหลิวเสี้ยนแล้วควบกระบี่จากฟ้าดินขึ้นมาเล่มหนึ่งกระทั้งเซียนมนุษย์อย่างเขายังไม่ทันสังเกตุเห็นด้วยซ้ำ!

                    “ที่ข้าเก็บเจ้าไว้ก็เพราะยังมีประโยชน์อย่าได้คิดว่าตำหนักกายาจะยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ข้าไว้ชีวิตเจ้ายอมให้เป็นแขกที่จวนก็นับว่าไว้หน้าเจ้าตำหนักกายามากพอแล้ว”

                    ดวงตาของเสวียนอู่หยางดุจกระบี่คมกริบแค่จ้องมองก็ทำให้หลิวเสี้ยนรู้สึกเหมือนถูกกระบี่ทิ่มแทงทั่วร่างแล้วตอนนี้เขาถึงได้เข้าใจสถานะของตัวเองและไม่กล้าพูดอะไรอีก

                    “เรื่องทางนี้ให้ฝ่าบาทจัดการต่อก็แล้วกันข้ายังต้องไปดูเจ้าเด็กตัวแสบนั่นสักหน่อย คราวนี้เขาเกือบตายเข้าจริงๆแล้ว”

                    เสวียนอู่หยางกล่าวพลางถอนหายใจก่อนจะหายไปตัวไปทั้งอย่างนั้นกระบี่ฟ้าดินเองก็หายไปแล้วเช่นกัน ตอนนี้หลิวเสี้ยนพลันคุกเข่าลงกับพื้นหอบหายใจอย่างหนักหน่วงสัมผัสถึงความตายเมื่อครู่นี้เป็นของจริงอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นคนที่น่ากลัวเกินไปแล้ว!

                    “เจ้าคือผู้อาวุโสฝ่ายนอกใช่หรือไม่? ทางที่ดีควรลืมฐานะของเจ้าไปซะ ต่อหน้าเขาแม้หลินกงมาด้วยตัวเองก็ยังไม่กล้าเงยหน้ามองเขาด้วยซ้ำอยู่ที่นี่เจ้าก็ทำตัวให้ดีหน่อยก็แล้วกัน”

                    องค์จักรพรรดิยิ้มเย็นขณะกล่าวออกมาสายตาที่เดิมทีอบอุ่นพลันเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวเดินดำหน้าไปทางหลิวเสี้ยนนั้นเมื่อไม่มีทางเลือกก็ได้แต่ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากหิ้วตัวศิษย์ของเขาที่หมดสติไปนานแล้วเดินตามไปอย่างช้าจากนี้ชีวิตของเขาอยู่ในกำมือของอีกฝ่ายทั้งยังดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่กลัวตำหนักกายาเสียด้วย!

                    อีกด้านหนึ่งที่ด่านบูรพาตอนนี้เสวียนเทียนชิงกำลังยืนประชันหน้าอยู่กับสี่ปรมาจารย์ขั้นห้าด้วยสีหน้าราบเรียบจิตใจของเขาตอนนี้สงบอย่างน่าประหลาดห้วงจิตขยายใหญ่ขึ้นเชื่อมต่อกับพลังฟ้าดินนี่คือคุณสมบัติของขั้นญาณทิพย์ สามารถดึงพลังฟ้าดินมาผสานกับห้วงจิตใช้ออกเป็นวิชาอันทรงพลังได้

                    อย่างเช่นตอนนี้หากเสวียนเทียนชิงใช้หนึ่งกระบี่ผ่าสวรรค์หรือแม้แต่กระบี่สะท้อนจันทร์ออกมาอีกครั้งผลลัพธ์ย่อมไม่เหมือนเดิมตอนเป็นขั้นเบิกวิญญาณได้แต่อาศัยกลวิธีและอุบายเล็กน้อยเพื่อฝืนแสดงอานุภาพออกมาทว่าตอนนี้เขาสามารถใช้พลังเหล่านั้นอย่างอิสระและแท้จริง

                    “ไม่ต้องสู้แล้ว กลับจวนเถอะ”

                    เสียงชายคนหนึ่งดังกังวานไปทั่วด่านบูรพาสีหน้าของเสวียนเทียนชิงเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาส่วนทางฝั่งสี่ปรมาจารย์ขั้นห้าต่างก็ถอนหายใจออกมาเช่นกันทว่าสีหน้าของพวกเขากลับไม่สู้ดีเลยเสียงของชายเมื่อครู่นี้แม้จะดูเรียบเฉยธรรมดาแต่เพียงหนึ่งประโยคนั้นกลับมีอำนาจตัดสินสถานกาณณ์ทั้งหมดในตอนนี้

                    อู่หยางไร้พ่าย...คำพูดของเขาใครเล่าจะกล้าขัดขืน?

                    “ล่วงเกินแล้ว!”

                    นำโดยบัณฑิตหลูที่หลีกทางให้พร้อมกับประสานมือขึ้นมากล่าวกับเสวียนเทียนชิงเหล่าปรมาจารย์ขั้นสห้าที่เหลือต่างก็ทำเช่นเดียวกันพวกเขาไม่กล้าขัดขืนคำพูดของเสวียนอู่หยางและยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาล้วยไม่กล้าเป็นศัตรูกับเสวียนเทียนชิง! ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อนในตอนอายุเท่ากันเสวียนอู่หยางยังเทียบบุตรชายของเขาคนนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!

                    “ขอบคุณทุกท่านที่ออมมือเรื่องคราวนี้ก็ให้จบลงเช่นนี้เถิด”

                    เสวียนเทียนชิงไม่ใช่คนโง่ไม่รู้ความปรมาจารย์เหล่านี้ไม่ได้เต็มใจเป็นศัตรูกับเขาแต่ล้วนถูกข้อผูกมัดทำให้ต้องลงมืออีกทั้งพวกเขาก็ไว้หน้าตระกูลเสวียนมากแล้ว หากปรมาจารย์ทั้งสี่ท่านคิดเอาชีวิตเขาจริงๆเกรงว่าเขาคงตายไปนานแล้ว วันนี้ที่ผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะปรมาจารย์ทั้งสี่ท่านนี้ออกมาคอยยื่นทางถอยให้เสวียนเทียนชิงหลายต่อหลายครั้ง

                    “ชิงเหนียว ลู่หยา กลับจวน!”

                    หลังจากสูดหายใจเข้าลึกเสียงทรงพลังของเสวียนเทียนชิงก็ดังขึ้นสีหน้าของเขาราบเรียบไร้อารมณ์แต่กลับแสดงให้เห็นถึงความเย่อหยิ่งสูงส่ง ร่างกายแม้บาดเจ็บอาภรณ์ขาดวิ่นแต่ท่วงท่ากลับอหังการดุจขุนพลศึกที่รบชนะสิบทิศ!ถูกบีบให้จากบ้านไปสามปีในที่สุดวันเขาก็กลับมาแล้ว

                    เสวียนเทียนชิงผู้นี้ไม่ได้พ่ายแพ้อยู่ที่ด้านนอกทั้งยังไม่ได้กลับมาอย่างอัปยศอดสู

                    เขากลับมาอย่างเหี้ยมหาญรบชนะตลอดทางไม่หวั่นเกรงศัตรูหน้าไหนประกาศให้คนเหล่านั้นได้รู้ว่าต่อให้พวกเจ้าจะใช้วิธีการใดก็เอาชนะเสวียนเทียนชิงผู้นี้ไม่ได้!

    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง! ที่คุณอ่าน