คนงานของเหมืองเกลือช่วยกันขนไหน้ำเกลือแร่ที่ต้มมาแล้วเข้าไปเก็บไว้ในโรงหมอ แจกจ่ายผ้าที่ตัดเป็ผืนให้กับทหารที่ค่อยทำหน้าที่ดูแลคนเจ็บ ผู้ที่ได้รับผ้าไปต่างทำหน้าประหลาดใจ ผ้าผืนเล็กเพียงเท่านี้ใช้เช็ดหน้ายังพอได้แต่นายน้อยซุนแจกจ่ายให้พวกตนเองทำอะไร
ซุนิฉวนหยิบผ้ามาพันหน้าปกคลุม่ปากกับคาง ใช้ผ้าอีกสองผืนพันมือต่างถุงมือ
“พวกท่านใช้ผ้าปิดปากกับพันมือเอาไว้ ระวังอย่าัักับร่างคนป่วยเสื้อผ้าของใช้ของคนป่วยโดยตรง”
หม่าอินยังไม่เข้าใจที่ซุนิฉวนกล่าว “นายน้อยซุน ท่านให้ทำเช่นนี้เพื่อสิ่งใด”
คนในสมัยนี้ยังไม่มีความรู้เื่เชื้อโรค หากซุนิฉวนจะอธิบายให้ฟังคงไม่มีใครเชื่อว่าจะมีสิ่งเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเป็ต้นเหตุของโรคเหล่านี้ จะอย่างไรซุนิฉวนอ้างถึงนักพรตไปแล้วคงต้องไปให้ถึงที่สุด
ซุนิฉวนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างยิ่ง
“นายกองหม่า ผ้าพวกนี้ถูกข้าปลุกเสกด้วยอาคมที่ท่านนักพรตลึกลับผู้หนึ่งถ่ายทอดให้ หากใช้ตามนี้จะป้องกันไม่ให้ติดโรคจากผู้ป่วย”
พวกหวงเหวินที่ได้ยินที่ซุนิฉวนกล่าวต่างทำสีหน้าสงสัย ก่อนเดินทางออกมาจากเหมืองเกลือไม่เห็นว่านายน้อยซุนจะทำท่าร่ายอาคมว่าคาถาสักครึ่งคำ เหตุใดของพวกนี้กลายเป็ถูกร่ายอาคมไปแล้วได้ แต่ตนเองไม่สะดวกที่จะกล่าวถามในตอนนี้ ซุนิฉวนคงมีแผนการในใจเป็แน่ เชื่อที่นายน้อยกล่าวเป็ดีที่สุด
“อ่อ เช่นนั้นผ้าพวกนี้ก็เป็ผ้ายันต์” หม่าอินสั่งให้ทหารพันผ้าตามที่ซุนิฉวนแสดงให้ดู ปากบอกเช่นนั้นแต่ในใจกลับไม่ใคร่เชื่อถือนัก
พวกทหารทำหน้าที่แทนหมอ พวกหมอในเมืองต่างก็ไม่ยอมออกมาด้านนอกเมืองอีกแล้ว ภายในเมืองเองยังมีผู้ป่วยที่ถูกขนออกมาด้านนอกกำแพงอยู่ทุกวัน
น้ำเกลือแร่ถูกแจกจ่ายให้กับคนป่วยที่ยังพอมีแรงดื่มได้ ผู้ที่ป่วยหนักจนเกินไป ซุนิฉวนได้แต่สั่งให้แยกออกมาจากคนที่มีอาการน้อยกว่าเพื่อรอดูอาการไปก่อน
หม่าอินทดลองชิมน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ซุนิฉวนกล่าวอ้างว่าช่วยคนป่วยได้
“นี่มันน้ำเกลือ” รสเค็มออกหวานเข้าสู่ลำคอของหม่าอิน สายตาของหม่าอินมีแต่ความสงสัย แต่ในเวลานี้นอกจากเชื่อถือซุนิฉวนแล้ว หม่าอินเองก็ไม่มีวิธีอื่นอีก
ซุนิฉวนให้คนงานช่วยเหลือทหารดูแลคัดแยกคนป่วย หวงเหวิน ซุนิเย่ หานฉีหรง เว่ยฉางช่วยกันสั่งการให้จัดสถานที่สำหรับต้มน้ำเกลือแร่เพิ่มเติม เหมืองเกลือนำเกลือกับน้ำตาลมาด้วยเป็จำนวนมาก ใช้เวลาไม่นานก็จัดการตั้งเตาใหญ่ต้มน้ำเกลือออกมาอีกมากโข ใช้เวลาไปตลอด่บ่ายจึงป้อนน้ำเกลือแร่ให้ผู้ป่วยเกือบพันคนจนเสร็จสิ้น
“นายกองหม่า ท่านสั่งทหารให้เปลี่ยนผ้าที่ใช้ทุกวัน ผ้าที่ใช้แล้วให้ต้มด้วยน้ำเดือดก่อนนำมาใช้อีกครั้ง รวมถึงเสื้อผ้าของคนป่วย ต่อจากนี้น้ำดื่มต้องนำมาต้มก่อนใช้ เสื้อผ้าที่ใส่ในแต่ละวันต้องนำไปต้มน้ำจนเดือดก่อนที่จะนำไปซัก ทุกวันต้องชำระร่างกายให้สะอาด ผู้คนที่อยู่ในเมืองก็เช่นกันให้ทำตามนี้”
“ได้ข้าจะทำตามที่ท่านแนะนำ” หม่าอินกล่าว
ซุนิเย่นำหมั่นโถวที่เตรียมมาจากเหมืองนำมาให้ซุนิฉวนที่ยืนสั่งการอยู่ด้านข้างหม่าอิน
“พี่ใหญ่ ั้แ่บ่ายท่านยังไม่ได้กินข้าว ท่านกินหมั่นโถวนี่ก่อน”
ซุนิฉวนเดินไปล้างมือ เช็ดมือกับผ้าผืนใหม่จนแห้งรับหมั่นโถวมากัด
“ก่อนกินข้าวพวกเ้าก็ต้องล้างมือให้สะอาดด้วยเข้าใจหรือไม่”
“ขอรับพี่ใหญ่”
หม่าอินจัดให้คนของเหมืองเกลือพักอยู่ที่โรงเรือนอีกด้านหนึ่งใกล้กับที่พักของพวกทหาร งานของทหารนั้นวุ่นวายนัก หม่าอินอยู่สนทนากับซุนิฉวนได้ไม่นานก็ต้องออกไปสั่งการกองทหารที่อยู่ภายในเมือง
เวลาดึกแล้วแต่ยังมีคนป่วยถูกขนออกมาจากภายในเมืองไม่ขาดสาย ซุนิเย่ส่งสายตามองดูคนมากมายที่นอนอยู่ในเรือนผู้ป่วยที่ห่างออกไป ในใจของซุนิเย่ไม่ต่างกับพวกหวงเหวินที่มีคำถามอยู่เต็มอก
ซุนิฉวนรับทราบวิธีการเหล่านี้มาจากที่ใด !
คนของเหมืองเกลืออยู่ที่เมืองถานโจวมาเข้าวันที่ห้าแล้ว จำนวนคนที่เสียชีวิตลดลงกว่าครึ่ง ถึงแม้จำนวนผู้ที่ป่วยจะยังคงเพิ่มขึ้นในทุกวัน แต่ผู้ที่ตายลดจากวันละร้อยกว่าคนเหลือเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น หม่าอินนั้นแทบไม่เชื่อหูตนเองตอนที่ทหารเข้ามารายงาน
“นี่เป็ไปได้อย่างไร โรคนี้ขนาดหมอที่อยู่ในเมืองยังรับมือไม่ได้ หรือว่าอาคมที่นายน้อยซุนบอกจะเป็เื่จริง”
หม่าอินได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเอง ในใจเริ่มเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ตอนนี้ผ้าที่เหมืองเกลือนำมาเริ่มจะไม่พอใช้แล้ว ซุนิฉวนจึงให้หม่าอินนำผ้าจากในเมืองถานโจวออกมาช่วยกันตัดเย็บ แต่ว่าทหารกลับไม่ยอมนำผ้าไปใช้จนกว่าซุนิฉวนจะร่ายอาคมให้เห็นกับตาก่อน ผ้าที่เหมืองเกลือแจกจ่ายไปในตอนแรก บางส่วนถูกผู้ที่หายป่วยแล้วเก็บเอาไว้บูชา ผู้ที่ยังไม่ป่วยพอทราบข่าวก็เริ่มเอาอย่าง ต่างพากันแอบเก็บผ้ายันต์ของเหมืองเกลือเอาไว้ป้องกันโรค
ข้ารู้จักอาคมที่ไหนกันเล่า ! ซุนิฉวนยืนมองผ้ากองโตกับไหน้ำเกลือแร่ที่ทหารขนมากองเอาไว้ รอคอยให้ซุนิฉวนร่ายอาคม ผู้ที่เฝ้ามองอยู่ด้านหลังต่างพากันกลั้นหายใจไม่กล้าส่งเสียงรบกวน ซุนิฉวนไม่มีทางเลือกอื่น ไปก็ต้องไปให้สุด ซุนิฉวนเดินเชิดหน้าก้าวเข้าหากองผ้าที่ทหารนำมากองรอไว้ ทำท่าพนมมือ ริมฝีปากปากขยับไหวแต่ไม่มีเสียงดังออกมา ซุนิฉวนกำลังท่องสูตรคูณแม่สิบสองอยู่โดยไม่ส่งเสียง
โอ้ นายน้อยซุนรู้จักอาคมจริงด้วย เสียงฮือฮาจากทหารที่เฝ้ามองดูอยู่ ตอนนี้หม่าอินเชื่อว่าซุนิฉวนรู้จักอาคมเข้าไปแล้วเจ็ดส่วน คนของเหมืองเกลือแม้ยังคงสงสัย แต่จำนวนคนที่ตายก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ที่มีอาการป่วยไม่มากเกือบทุกรายหายดีในไม่กี่วันหลังจากดื่มน้ำเกลือแร่ หรือว่านายน้อยซุนจะแอบไปรู้จักนักพรตที่อยู่ที่เมืองฉางอานจริง ๆ ซุนิเย่กับหวงเหวินมองหน้ากัน กลับไปคงต้องให้ซุนิฉวนถ่ายทอดอาคมให้บ้าง
ซุนิฉวนท่องสูตรคูณจนจบพอลืมตาขึ้นมารู้สึกว่าสายตาของทุกคนที่มองตนเองจะดูต่างออกไปจากที่แล้วมา ดูเหมือนมีความเกรงกลัวเพิ่มเข้ามาด้วย หรือว่าตนเองจะคิดไปเอง
“เอาละ ผ้ากับน้ำในไห ข้าร่ายอาคมแล้ว พวกท่านเอาไปใช้ได้”
สีหน้าทหารดูมีความเชื่อมั่นมากขึ้น รับคำอย่างแข็งขัน ต่างนำผ้ากับน้ำเกลือแร่ไปแจกจ่ายให้คนป่วย ผู้ที่หายป่วยแล้วแต่ยังคงพักอยู่ที่เรือนคนไข้ มีหลายคนที่ร่ำร้องขอผ้ายันต์ของนายน้อยซุนเก็บเอาไว้
“ใต้เท้า ใต้เท้า มีข่าวจากนายกองหม่าขอรับ”
เสมียนอำเภอส่งเสียงดังวิ่งผ่านประตูเข้ามาที่เรือนด้านหลังของที่ว่าการอำเภอซึ่งเป็ที่พักของนายอำเภอ สวีปิงช่านกำลังคุกเข่าสวดมนต์ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือให้ตนเองกับครอบครัวรอดพ้นจากโรคระบาดอยู่ในห้องหนังสือ กลิ่นควันธูปโชยออกมาจนถึงด้านนอก เกือบสิบวันที่เกิดโรคระบาด สวีปิงช่านสั่งปิดประตูเมือง ที่ว่าการปิดประตูด้านนอกไม่ให้คนเข้าออก ขนาดหม่าอินจะเข้ามารายงานยังต้องรออยู่ที่ด้านนอกที่ว่าการ ส่งรายงานผ่านเสมียนห้ามเข้ามาด้านในเอง
สวีปิงช่านกลัวว่าหม่าอินจะนำโรคร้ายเข้ามาติดตนเองกับครอบครัว
“เ้าส่งเสียงดังไปแล้ว ทำข้าใ มีเื่อันใดอีก” สวีปิงช่านตวาด ก่อนที่จะลุกออกมาด้านนอก
เสมียนยืนก้มหน้าไม่กล้ากล่าวเสียงดัง
“นายกองหม่ารายงานว่า ผู้ที่ป่วยอยู่นอกเมืองตอนนี้หายป่วยจนเกือบหมดแล้วขอรับ เหลือผู้ที่ป่วยหนักอยู่ไม่กี่ร้อยคน ผู้ที่ติดโรคภายในเมืองก็มีจำนวนลดลงจนเหลือไม่ถึงสิบคนต่อวัน นายกองหม่าให้มาเรียนถามใต้เท้าว่า ผู้ที่หายป่วยแล้วจะให้กลับเข้าเมืองได้เลยหรือไม่ ตอนนี้โรงเรือนที่ปลูกอยู่ด้านนอกเมืองเริ่มไม่พอให้คนพักแล้วขอรับ”
“นี่ นี่ เป็ไปได้อย่างไร” สวีปิงช่านรำพึงกับตัวเอง
โรคระบาดเกิดขึ้นมาเกือบสิบวันแล้ว ผู้ที่ป่วยตายพุ่งสูงเกินหลักพันเพียงแค่ในไม่กี่วันแรกเท่านั้น หมอในเมืองต่างหมดปัญญาช่วยเหลือ ต่างพาปิดสำนักไม่กล้าออกไปนอกเมืองจนต้องให้ทหารออกไปช่วยเหลือแทน สวีปิงช่านคาดว่าคนในเมืองอาจจะตายมากถึงหมื่นคนก่อนที่โรคจะสงบลง แต่ตอนนี้หม่าอินกลับมาบอกว่าคนตายแค่หลักพันซ้ำโรคระบาดยังมีแนวโน้มว่าจะหยุดลง
“นายกองหม่าอยู่ที่ใด ข้าจะออกไปพบ ไม่ เรียกนายกองหม่าเข้ามาหาข้า”
สวีปิงช่านกล่าว จัดเสื้อผ้าเดินเข้าไปยังที่ด้านในของที่ว่าการอำเภอ
หม่าอินถือเป็ทหารที่สวีปิงช่านไว้ใจ การร่วมมือกับเหมืองเกลือในการปราบปรามค่ายโจรที่ผ่านมา สวีปิงช่านได้ประโยชน์มากที่สุด ทรัพย์สมบัติที่ยึดมาจากค่ายโจร ซุนิฉวนจะเก็บเอาไว้สองส่วน หม่าอินเก็บไว้หนึ่งส่วน สวีปิงช่านเก็บไว้สามส่วนโดยไม่ต้องลงแรง ส่วนที่เหลือถึงจะรายงานลงในบัญชีของที่ว่าการ การตกรางวัลให้กับกองทหารที่ออกไปปราบโจรก็เบิกจ่ายจากสมบัติส่วนที่เหลือ
“ใต้เท้า” หม่าอินเดินเข้ามาที่ด้านในที่ว่าการ บริเวณคอกับแขนทั้งสองข้างยังพันผ้าผืนน้อยเอาไว้ดูแปลกตา
สวีปิงช่านไม่ได้สนใจผ้าที่เห็นอยู่ พยักหน้าให้หม่าอินนั่งลง
“นายกองหม่า เื่โรคระบาดที่ว่าดีขึ้นแล้ว เป็ความจริง”
“ขอรับใต้เท้า คาดว่าไม่เกินสิบวัน คนป่วยคงเหลือไม่ถึงร้อย”
หม่าอินกล่าวอย่างภาคภูมิใจ ตนเองตัดสินใจไม่ผิดจริง ๆ ที่เชื่อมั่นในตัวนายน้อยซุน
“นายกองหม่า ที่แท้เกิดเื่ใดขึ้นกันแน่” สวีปิงช่านถาม
เื่ราวั้แ่วันที่คนของเหมืองเกลือมาถึงที่เมืองถานโจว การช่วยเหลือ วิธีการที่ซุนิฉวนถ่ายทอด อาการของคนป่วยที่ดีขึ้น ผู้ที่ป่วยตายเริ่มลดจำนวนลง คนติดเชื้อในเมืองที่ไม่เพิ่มขึ้นจนรับมือไม่อยู่ รวมถึงอาคมที่ซุนิฉวนใช้ออก สิ่งเหล่านี้ถูกหม่าอินเล่าออกมาจนหมดสิ้น กล่าวถึงตอนท้ายหม่าอินถึงกลับประสานมือเมื่อกล่าวถึงชื่อของซุนิฉวน
“แล้วตอนนี้นายน้อยซุนเล่าอยู่ที่ใด อีกอย่างเ้ายังมีผ้ายันต์อีกหรือไม่หามาให้ข้าสักสิบ ไม่สิสักร้อยผืนเลยจะดีกว่า”
ตอนนี้สวีปิงช่านสังเกตเห็นผ้าที่หม่าอินคล้องเอาไว้ที่ตัว เมื่อทราบว่าเป็ผ้ายันต์ใช้ป้องกันโรคระบาดจึง้าได้มาให้กับตนเองกับคนในครอบครัวด้วย แต่ผ้ายันต์นี้นอกจากทหารที่ทำงานใกล้ชิดกับคนป่วยแล้ว ถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดียิ่ง นายน้อยซุนไหนเลยมีเวลาร่ายอาคมได้ทุกวัน ตอนนี้คนที่ได้ไปก่อนต่างเก็บเอาไว้ราวกับของมีค่า
“ใต้เท้าคงต้องไปขอร้องนายน้อยซุนด้วยตัวเองแล้วขอรับ”
หลายวันก่อนที่เมืองกวางโจว ณ จวนผู้บัญชาการทหาร ทหารที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าประตูจวนพอมองเห็นคนสองคนเร่งรีบเดินเข้ามาก็ทำความเคารพอย่างแข็งขัน ปล่อยให้ทั้งสองคนเดินผ่านเข้าไปด้านในราวกับคุ้นเคยกับผู้ที่มาทั้งสองคนเป็อย่างดี
ชายสองคนแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหารเพียงแต่มิได้สวมชุดเกราะหมวกเหล็ก ที่เอวสะพายกระบี่ฝักสีดำดูงามสง่านัก ชายผู้ที่นำหน้าดูอ่อนวัยกว่าผู้ที่ตามหลังอยู่หลายปี ทั้งสองเดินผ่านเข้าภายในจวน จนทะลุออกมาที่สวนด้านใน
ภายในสวนเขียว ชายวัยกลางคนสวมชุดลำลองร่างกายสูงใหญ่ไว้เครายาวราวหนึ่งฝ่ามือ กำลังให้อาหารปลาอยู่ที่ด้านหนึ่งของสวน ชายหนุ่มที่อ่อนวัยกว่ากวาดสายตามองเห็นชายวัยกลางคนอยู่ที่ด้านบึงน้ำจึงเร่งฝีเท้าเข้าไปหาด้วยความรีบร้อน
“ท่านลุง” ชายหนุ่มประสานมือคำนับ
“มู่เหยียน มิใช่ว่าเ้าเตรียมตัวจะเดินทางไปที่เมืองถานโจว เหตุใดจึงมาที่จวนในเวลานี้ได้”
“ขอรับ แต่ว่าหลานยังมีเื่ที่อยากจะปรึกษาท่านลุง”
“อ่อ เช่นนั้นก็ว่ามาเถิด” ชายวัยกลางคนผู้นี้คือหลิวอิ่น แม่ทัพประจำมณฑลเหลียงกวาง หลิวอิ่นส่งชามอาหารปลาให้กับบ่าวรับใช้ จากนั้นจึงเดินนำหน้าชักนำหลิวมู่เหยียนกับหลี่หย่วนเจ๋อไปที่โต๊ะไม้ที่อยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง
หลิวอิ่นหยิบกาน้ำชาที่ยังร้อนอยู่รินให้หลิวมู่เหยียนที่นั่งลงในด้านตรงข้าม ขณะที่หลี่หย่วนเจ๋อสงบปากคำยืนอยู่ด้านหลังของหลิวมู่เหยียน อย่างเรียบร้อย
หลิวมู่เหยียนเป็หลายชายเพียงคนเดียวของหลิวอิ่น บิดาของหลิวมู่เหยียนมีนามว่าหลิวเหยียน เป็น้องชายของแม่ทัพผู้เก่งกาจผู้นี้ หลิวอิ่นนั้นไม่มีทายาท ความหวังทั้งหมดล้วนฝากไว้ที่น้องชายกับหลานชาย หลิวอิ่นให้ความรักความเอาใจใส่หลานชายผู้นี้ไม่ต่างไปจากบิดา บางครั้งยังมากกว่าหลิวเหยียนเสียด้วยซ้ำไป
หลิวอิ่นกุมอำนาจทางการทหารของเหลียงกวางมาหลายสิบปี ั้แ่เกิดฏชาวนาที่นำโดยหวงเฉาในสมัยของฮ่องเต้ถังซีจง ราชสำนักเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ เพื่อปราบปรามฝ่ายฏ ราชสำนักรับแม่ทัพฝ่ายฏนามว่าจูเวินเข้าสู่ราชสำนัก ทำให้จูเวินสร้างสมอำนาจกดข่มตงฉินมานานจนหลายสิบปี
หลิวอิ่นอยู่ที่กวางโจวไม่ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจส่วนกลาง แต่ก็ไม่ยินยอมหากจะถูกลากลงน้ำครำไปพร้อมกับราชสำนักถัง ั้แ่สิบกว่าปีก่อน หลิวเหยียนก็ร่วมมือกับซุนเหว่ยก่อตั้งพรรคทรายทะเลขึ้นมา อาศัยจวนแม่ทัพเป็ที่ทำการ ผู้ที่อยู่ในพรรคทรายทะเลเกือบทั้งหมดเป็ทหารภายใต้การบัญชาการของหลิวอิ่นสองพี่น้อง
ใครจะคาดคิดว่าพรรคทรายทะเลที่ค้าขายเกลือเถื่อน ต่อสู้แย่งชิงพื้นที่อยู่ในยุทธภพแท้จริงแล้วกลับเป็ทหาร ทั้งยังอยู่ที่จวนแม่ทัพประจำมณฑล กองกำลังทหารหาก้าที่จะแข็งแกร่งจำต้องมีอาวุธเสบียงทั้งยังม้าศึก หากมัวเฝ้าคอยให้ราชสำนักส่งงบประมาณมาให้ จูเวินที่กุมอำนาจอยู่ในราชสำนักคงส่งงบประมาณแปดส่วนให้กับคนของตนเองก่อน
หลิวอิ่นไม่อาจนั่งอยู่เฉยรอคอยให้ผู้อื่นโยนกระดูกที่ถูกแทะจนหมดสิ้นแล้วมาให้ ทหารกว่าสองแสนคนของหลิวอิ่นไหนเลยรอคอยเพียงแต่เงินทองจากราชสำนักได้ สกุลซุนกับสกุลหลิวต่างฝ่ายต่างประสานประโยชน์ ตระเตรียมหนทางรอดให้กับตนเองั้แ่เนินแล้ว
“ท่านลุง ข้าอยากจะนำกองกำลังไปประจำอยู่ที่เหมืองเกลือสกุลซุน”
“มิใช่ว่าคนของพรรคทรายทะเลดูแลอยู่แล้ว เหตุใดเ้าต้องนำกองกำลังไปอีก ซ้ำยังจะประจำอยู่ที่เหมืองเกลือ หรือเ้าจะไม่ยอมกลับมาบ้านแล้ว ใช่ว่าไปถูกใจธิดาบ้านไหนที่ถานโจวเข้าแล้วหรือไร”
หลิวมู่เหยียนทำสีหน้าขึงขังยกมือขึ้นสาบานต่อฟ้า
“ข้าหลิวมู่เหยียนสาบานว่าที่้าไปประจำที่ถานโจวไม่เกี่ยวของกับสตรีบ้านใด”
ซุนิฉวนเป็บุรุษ ท่านลุงข้าไม่ได้โกหกท่านหรอกนะ หลิวมู่เหยียนหันไปขยิบสายตาให้หลี่หย่วนเจ๋อที่ยืนอยู่ด้านหลัง
หลี่หย่วนเจ๋อสบสายตาอย่างรู้ทัน “ท่านแม่ทัพ ข้าเป็พยานให้กับแม่ทัพน้อยได้ ไม่มีเื่สตรีแน่นอนขอรับ” แต่ถ้าเป็ลูกชายของสกุลซุนก็อีกเื่หนึ่ง
หลิวอิ่นยิ้มแย้มพลางลูบเครา
“เอาเถอะเ้าเองก็อายุเท่านี้แล้วหากถูกใจธิดาบ้านใดเข้าจริง บิดามารดาเ้าคงยินดีไม่น้อย ตอนนี้ที่เสฉวน หวังเจี้ยนเข้ายึดเมืองเฉิงตูต่อสู้กับราชสำนักมาหลายปีแล้ว ราชสำนักยังทำอะไรไม่ได้ เสฉวนอยู่ไม่ห่างจากเมืองถานโจวมากนัก หากหวังเจี้ยนคิดข้ามกุ้ยโจวลงมาที่ทางใต้คงไม่พ้นต้องโจมตีเมืองถานโจวก่อน มีเ้าอยู่ที่นั่นจะได้คอยเฝ้าระวังเอาไว้”
หลิวมู่เหยียนปิดบังความยินดีเอาไว้แทบไม่อยู่ “หลานขอบคุณท่านลุง”