บรรยากาศภายในจวนตระกูลฉินแปรเปลี่ยนจากห้องโถงจัดเลี้ยงอันวิจิตร สู่ลานฝึกยุทธ์กว้างขวางที่ปูด้วยแผ่นหินศิลาแกร่งสีนิล แม้ฮูหยินฉินจะพยายามรักษามาดผู้ดีขัดขวางการใช้กำลังในบ้านเพียงใด แต่เมื่อได้ยินคำว่า "ระดับเทพสงครามยังยอมรับ" หูของนางก็ผึ่งกว้างยิ่งกว่าพัดในมือ ความอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำจนนางถึงกับสั่งให้ข้ารับใช้ยกเก้าอี้ไม้พะยูงมาตั้งขอบสนามเพื่อรอชม "ของดี"
ส่วน ฉินเล่ย นั้น บัดนี้ฮึกเหิมจนแทบจะกลายเป็นพยัคฆ์คลั่ง เขาเดินอาดๆ ไปหยิบ ง้าวมังกรพิโรธ อาวุธหนักประจำกายที่อาบด้วยกลิ่นอายโลหิตจากสมรภูมิจริงมาถือไว้ แววตาที่มองลู่ชิงนั้นลุกวาวประหนึ่งเห็นสมบัติล้ำค่าที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน
"น้องชาย... เหตุใดท่านจึงมือเปล่า? หรือท่านจะดูแคลนข้าจนคิดว่าใช้เพียงฝ่ามือก็สยบข้าได้?" ฉินเล่ยเอ่ยถามพลางขมวดคิ้ว เมื่อเห็นลู่ชิงยืนกอดอกทำหน้าเบื่อโลก มือไม้ว่างเปล่าไม่มีแม้แต่กิ่งไม้สักกิ่ง
ลู่ชิงเงยหน้ามองท้องฟ้าพลางถอนใจเฮือกใหญ่
"ท่านพี่รอง... ท่านมองดูสภาพข้าสิ ชุดที่ข้าใส่นี่ถ้าไม่มีรอยปะชุนก็คงจะปลิวหายไปกับสายลมแล้ว กระบี่เล่มหนึ่งถูกที่สุดในตลาดก็หลายสิบตำลึงเงิน คนยากจนข้นแค้นที่ต้องนับเหรียญอีแปะซื้อแป้งทอดอย่างข้า จะเอาปัญญาที่ไหนไปซื้ออาวุธระดับนั้นกันเล่า!"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยจับใจ (ซึ่งความจริงคือเขาขี้เหนียวระดับเทพเจ้า เงินทุกหยาดเหงื่อแรงงานเขาเก็บไว้อย่างดีที่หมู่บ้านชิงหมิง และสาบานว่าจะไม่ยอมเสียเงินกับ 'แท่งเหล็กกินไม่ได้' พวกนี้เด็ดขาด)
ฉินเล่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปตวาดสั่งข้ารับใช้เสียงดังลั่น
"พวกเจ้ามัวแต่ยืนบื้ออยู่ทำไม! ไปหยิบกระบี่ในคลังอาวุธมาให้ท่านลู่เดี๋ยวนี้ ข้ามิอาจลงมือกับคนที่ไร้อาวุธได้ มันเสียศักดิ์ศรีนักรบ!"
ไม่นานนัก กระบี่เหล็กธรรมดาเล่มหนึ่งที่ดูเก่านิดๆ รอยบิ่นหน่อยๆ ก็ถูกส่งถึงมือลู่ชิง บัณฑิตหนุ่มรับมันมาถือด้วยท่าทางงกๆ เงิ่นๆ ประหนึ่งคนถือไม้กวาดไม่เป็น เขาพลิกกระบี่ไปมาพลางทำหน้าเบ้
"หนักเหมือนกันนะเนี่ย... ตอนข้าฝึก 'กระบี่สังหารเซียน' ที่บ้านชิงหมิง ข้าใช้แค่ไม้ไผ่แห้งตีพุ่มไม้ข้างบ้านให้น้องสาวดูเท่านั้นเอง ไม่คิดเลยว่าเหล็กจริงๆ มันจะทื่อๆ แบบนี้"
(ความจริงคือเขาฝึกไปเพราะอิจฉาฉินอวี้ที่น้องสาวเอาแต่ชื่นชม เลยอยากโชว์ความเท่ต่อหน้าน้องสาวบ้างแต่ไม่เคยลองใช้กับคนจริงๆ)
"เอาล่ะนะท่าน! ข้าจะลงมือแล้ว!"
ตูมมมม!
ฉินเล่ยไม่รอช้า เขาระเบิดพลังปราณระดับ ยอดขุนพลขั้นต้น ออกมาอย่างเต็มสูบ กระแสพลังสีครามแผ่ซ่านออกมาจากร่างจนอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยว แผ่นหินใต้เท้าสั่นสะเทือนพรวดๆ จนกาน้ำชาของฮูหยินฉินแทบจะกระเด็นตกโต๊ะ ฉินเล่ยพุ่งทะยานเข้าหาลู่ชิงประหนึ่งดาวหางสีเงิน ง้าวมังกรในมือวาดเป็นวงโค้งหมายจะกดดันยอดคนผู้นี้ให้แสดงฝีมือออกมา!
ลู่ชิงที่เห็นเงาร่างมหึมาพุ่งเข้ามาพร้อมลมพายุ ก็ตกใจจนตาถลน
"เฮ้ย! ข้ายังไม่ได้ตั้งตัว!"
ด้วยสัญชาตญาณของการถูกกวดขันมาอย่างหนักในวิถีแห่งเซียน เขาจำภาพการวาดไม้ไผ่ที่เคยทำเล่นๆ ได้ จึงส่งพลังผ่านแขนเสื้อปะชุนตวัดกระบี่สวนออกไปแบบ 'ขอไปที' เพื่อป้องกันตัวจากการโดนทับตาย
ฟุบบบ...
ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมม!
เสียงแหวกอากาศฟังดูนุ่มนวลเหลือเกิน แต่ผลลัพธ์ที่ตามมากลับสะเทือนขวัญสั่นประสาท!
ทุกอย่างหยุดกึกในชั่วพริบตา ฉินเล่ยยืนนิ่งสนิทอยู่ห่างจากปลายกระบี่ของลู่ชิงเพียงไม่กี่คืบ ง้าวมังกรในมือเขาสั่นระริก ไม่ใช่เพราะน้ำหนักอาวุธ แต่เป็นเพราะ ความสยดสยอง ที่แล่นพล่านตั้งแต่ปลายเท้าไปถึงเส้นขนบนหัว เขารู้สึกได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่พุ่งผ่านหน้าไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เป็นความรู้สึกของความตายที่ลูบผ่านแก้มไปอย่างนิ่มนวล
ลู่ชิงที่ฟันพลาดไปเพียงนิดเดียวเพราะกะน้ำหนักกระบี่เหล็กไม่ถูก กลับสร้างผลงานที่เกือบจะถล่มจวนแม่ทัพลงได้ คลื่นกระบี่ที่มองไม่เห็นพุ่งทะยานผ่านร่างฉินเล่ยไปปะทะเข้ากับ กำแพงศิลา ด้านหลังซึ่งหนากว่าสองจั้ง (ประมาณ 6 เมตร) กำแพงนั้นแตกออกเป็นเสี่ยงประหนึ่งเต้าหู้ถูกมีดกรีด รอยแยกนั้นลึกเกือบหนึ่งจั้ง และยาวเฟื้อยเป็นทางยาวถึงห้าจั้ง ฝุ่นละอองตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ฮูหยินฉินที่กำลังจะจิบชา ถึงกับปล่อยถ้วยชาหลุดมือจนแตกกระจาย ฉินเยี่ย พี่สาวคนโตที่นั่งมองอยู่ถึงกับลุกพรวดขึ้นมา มือปิดปากแน่นจนดวงตาแทบจะหลุดออกจากเบ้า ความเงียบปกคลุมทั่วลานฝึกราวกับป่าช้า
แม้แต่ ฉินอวี้ ที่ว่าเตรียมใจมาดีแล้ว พอเห็นรอยกระบี่บนกำแพงที่หนาขนาดนั้น เขาก็ถึงกับคอแห้งผาก พลางคิดในใจด้วยความสยดสยอง 'พี่ลู่... ท่านบอกข้าว่าท่านฝึกฟาดไม้ไผ่เล่นๆ งั้นรึ? ไม้ไผ่บ้านท่านทำด้วยเหล็กสวรรค์หมื่นปีหรือไง! นั่นมันกำแพงหินอาคมนะท่าน!'
ส่วนลู่ชิงนั้น บัดนี้ยืนอึ้งมองกระบี่เหล็กธรรมดาในมือที่เริ่มแตกร้าวเป็นลายงาจากการแบกรับพลังไม่ไหว เขาค่อยๆ หันไปมองกำแพงที่พังพินาศ แล้วหันมามองฉินเล่ยที่ยืนตัวแข็งเป็นหิน ก่อนจะยิ้มแห้งๆ ด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนคนกำลังจะร้องไห้
"เอ่อ... ท่านพี่รอง... คือว่า... กำแพงนี่มันคงเก่าแล้วใช่ไหมท่าน? ข้า... ข้า.... ท่านแม่... ฮูหยิน! ข้าไม่มีเงินชดใช้ค่ากำแพงจริงๆ นะขอรับ อย่าจับข้าขังคุกเลย!"
หนิงเซียนที่แอบดูอยู่บนหลังคาจวนถึงกับกุมขำจนตัวงอ "ฮิๆ นายท่านคะ ทำเป็นเล่นไป... รอยกระบี่นั่นถ้าเบี่ยงมาทางซ้ายอีกนิด พี่ชายรองของท่านคงได้ไปรายงานตัวที่ยมโลกโดยไม่ต้องใช้ม้าเลยล่ะเจ้าค่ะ!"
ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ปกคลุมไปทั่วลานประลองประหนึ่งโลกทั้งใบหยุดหมุน จู่ๆ เสียงหัวเราะอันดังสนั่นหวั่นไหวก็ระเบิดออกมาจากลำคอของ ฉินเล่ย จนทุกคนถึงกับสะดุ้ง
"ฮ่าๆๆๆๆ! เยี่ยม! เยี่ยมยอดที่สุด!"
เขาลดง้าวมังกรในมือลง พลางมองไปยังรอยแยกมหึมาบนกำแพงหินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคลั่งไคล้และเลื่อมใส แทนที่จะแสดงสีหน้าโกรธแค้นหรืออับอายที่พ่ายแพ้อย่างราบคาบโดยที่ยังไม่ได้ออกกระบวนท่าแม้แต่ท่าเดียว แต่คนมุทะลุอย่างฉินเล่ยกลับรู้สึกเหมือนได้พบขุมทรัพย์ล้ำค่า
"เหนือฟ้ายังมีฟ้าโดยแท้! ข้าฉินเล่ยที่หลงลำพองว่าไร้คู่ต่อกรในระดับเดียวกัน บัดนี้กลับได้รับการเปิดโลกทัศน์ด้วยกระบี่เดียวของท่านพี่ลู่!" เขาประสานมือคารวะลู่ชิงอย่างหนักแน่น แววตาที่เคยดุดันบัดนี้ลุกโชนด้วยไฟแห่งการต่อสู้
"สมแล้วจริงๆ... สมแล้วที่เป็นบุคคลที่แม้แต่ปรมาจารย์หวังซิวยังต้องให้การยอมรับ!"
ลู่ชิงที่ตอนแรกเตรียมตัวจะวิ่งหนีเพราะกลัวโดนเรียกเก็บค่าซ่อมกำแพง ถึงกับยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง เขากะพริบตาปริบๆ มองท่าทางฮึกเหิมผิดมนุษย์มนาของฉินเล่ย พลางคิดในใจว่า 'คนบ้านนี้เขาปกติกันไหมนะ? โดนฟันเกือบตายแต่กลับหัวเราะร่าเหมือนได้โชคลาภเสียอย่างนั้น!'
ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ฉินเล่ยท้อถอย แต่มันกลับกลายเป็นการจุดไฟในใจของขุนศึกหนุ่มให้ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม เขาขบกรามแน่นพลางรำพึงกับตัวเองด้วยเสียงที่ดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน
"ข้ายังอ่อนหัดนัก! หากกระบี่เพียง 'โบกไปมาทักทาย' ของท่านพี่ลู่ยังทรงพลังปานนี้ ข้าต้องกลับไปฝึกหนักเพิ่มขึ้นอีกร้อยเท่า พันเท่า!"
ฮูหยินฉินที่เห็นบุตรชายคนรองไม่ได้รับบาดเจ็บ (นอกจากเสียสติไปชั่วขณะ) ก็ลอบถอนหายใจยาว พลางหันไปมองลู่ชิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความสงสัยในตัวบัณฑิตชุดปะชุนถูกแทนที่ด้วยความยำเกรงและความสงสัยว่า... ภายใต้ท่าทางตระหนี่ถี่เหนียวและเห็นแก่กินผู้นี้ ซ่อนพลังที่สั่นสะเทือนสวรรค์ไว้มากเพียงใดกันแน่
"พี่ลู่... ข้าบอกท่านแล้วว่าพี่รองข้าเขานิสัยแปลกๆ" ฉินอวี้เดินเข้ามากระซิบข้างหูลู่ชิงด้วยสีหน้าปั้นยาก