มู่อวิ๋นจิ่นนึกว่าองค์ชายจะวางนางไว้ที่ห้องโถงรับรองแต่ฉู่ลี่กลับแบกนางไปที่ห้องด้านหลังของจวน
หลังจากเข้าห้องไปฉู่ลี่ก็วางมู่อวิ๋นจิ่นลงนั่งบนเตียงเสียงบ่าวใช้ที่ยืนอยู่ด้านนอกพลันดังขึ้นด้วยความเปรมปรีดิ์ “เสร็จสิ้นพิธี”
เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นได้ยินก็ดึงผ้าคลุมหน้าสีแดงลงด้วยตัวนางเองก่อนจะมองไปที่ฉู่ลี่ “หมายความว่าอย่างไร?”
“เจ้ากับข้าไม่ได้แต่งด้วยความสมัครใจไม่จำเป็นต้องไหว้ฟ้าดินให้มากความหรอกกระมัง?” ฉู่ลี่แสยะยิ้มมุมปากโดยมีมู่อวิ๋นจิ่นนั่งจ้องเขาตาเป็นมันอยู่บนเตียง
มู่อวิ๋นจิ่นชะงักไปชั่วขณะก่อนที่แววตาจะเปล่งประกายความประหลาดใจออกมา “นั่นหมายความว่าข้ากับเจ้าไม่เคยไหว้ฟ้าดินตกลงเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามประเพณีถ้าอย่างนั้นวันใดที่ข้าพบเจอบุรุษที่ถูกใจก็ย่อมสามารถแต่งได้ตามปรารถนาใช่หรือไม่?”
ฉู่ลี่คาดคิดไม่ถึงว่ามู่อวิ๋นจิ่นจะกล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมาประโยคที่ว่านางขอแต่งงานกับบุรุษอื่นได้ตามใจปรารถนาทำให้ฉู่ลี่เอ่ยตอบด้วยเสียงราบเรียบ “ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น”
“ดีที่เจ้ายังจิตใจดีอยู่บ้าง” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยด้วยความโล่งใจ
หลังจากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นได้เอ่ยถามขึ้นต่อ “เอาล่ะ องค์ชาย องค์หญิงของเจ้าที่เหลือยังอยู่ด้านนอกหากคนเหล่านั้นรู้ว่าเจ้ายังไม่ได้ร่วมไหว้ฟ้าดินตามประเพณีเช่นนั้นเจ้าไม่เกรงกลัวจะถูกนำไปนินทาอย่างนั้นหรือ?”
“องค์ชายอย่างข้าย่อมมีแผนในใจที่วางไว้เรียบร้อยแล้ว” ฉู่ลี่ตอบ
มู่อวิ๋นจิ่นร้อง “อ่อ” ขึ้นมาเป็นการรับทราบจากนั้นก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อ เอาแต่มองไปรอบๆเมื่อเห็นห้องที่ประดับตกแต่งอย่างงดงามเช่นนี้ ก็พลันเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา
“พวกเราคงจะไม่ได้นอนอยู่ห้องเดียวกันใช่หรือไม่?”
ฉู่ลี่พยักหน้าอย่างเชื่องช้า “เจ้ากับข้าอยู่ในเรือนเดียวกัน ห้องนี้เป็นของเจ้า ส่วนข้าจะอยู่ห้องข้างๆ”
“อืม เช่นนั้นก็ดี คนอื่นจะได้ไม่ต้องสงสัย” มู่อวิ๋นจิ่นกล่าวอย่างโล่งอกคิดไม่ถึงว่าจะได้มาพบเจอเรื่องดี ๆ เช่นนี้
ไม่เพียงแต่จะสามารถหลุดพ้นออกจากจวนอัครเสนาบดีได้เท่านั้นแต่ยังสามารถมากินนอนอย่างสบายใจที่จวนองค์ชายหกได้อีกชีวิตของนางช่างโชคดีอะไรเช่นนี้!
…
หลังจากนั้นตลอดทั้งวันมู่อวิ๋นจิ่นได้นั่งอยู่ในห้องคนเดียวฟังเสียงของบ่าวใช้ด้านนอกกระซุบกระซิบกันอย่างสนุกสนาน
ด้วยความรู้สึกดีใจที่ตกลงกับฉู่ลี่ได้แล้วนั้นมู่อวิ๋นจิ่นจึงนั่งหยิบของว่างบนโต๊ะกับร่ำสุราอย่างสบายอกสบายใจ
จนกระทั่งแม่นมคนหนึ่งผลักประตูเดินเข้ามาในห้อง “ ไอ๊หยา คุณหนูทำไมถึงทานขนมก่อนล่ะเจ้าคะ?”
“อีกตั้งนานกว่าจะมืด ข้านั่งอยู่ในห้องคนเดียวตั้งนานสองนานจะทานอะไรนิดหน่อยคงไม่เป็นไรกระมัง” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยขึ้น
แม่นมที่ได้ยินถึงกับหัวเราะพรืด “พอผ่านค่ำคืนนี้ได้ คุณหนูก็จะกลายเป็นชายาองค์ชายหกแล้วนับจากนี้อยากทานอะไรย่อมได้ทั้งนั้น ไม่มีวันอดอยากหิวโซแน่เจ้าค่ะ”
พอแม่นมกล่าวจบก็ได้นำผ้าไหมสีขาวผืนหนึ่งวางลงเตียงของมู่อวิ๋นจิ่น
ทันทีที่มู่อวิ๋นจิ่นเห็นผ้าขาวจึงถามด้วยความฉงน “นี่มันคืออะไรกัน?”
ฉินไท่เฟยกำชับกำชาบ่าวให้นำมาเพื่อจะได้ตรวจสอบในวันพรุ่งนี้เจ้าค่ะ” แม่นมกล่าวไปพลางยกมือขึ้นปิดปากที่อมยิ้มอย่างมีนัย
ทันใดนั้นมู่อวิ๋นจิ่นก็เข้าใจในบัดดลหน้าของนางแดงขึ้นอย่างฉับพลันด้วยความเก้อเขิน
ก่อนที่แม่นมจะเดินจากไปนั้นได้หันมากำชับมู่อวิ๋นจิ่นอีกรอบว่า “สุราที่วางอยู่บนโต๊ะนี้อย่าดื่มมากเกินไปนะเจ้าคะ”
“ข้าทราบแล้วแม่นม” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยอย่างเหนื่อยหน่าย
เมื่อแม่นมเดินออกไปแล้วมู่อวิ๋นจิ่นลุกขึ้นมานั่งบนเตียงคว้าผ้าไหมสีขาวขึ้นมาพินิจด้วยแววตาที่แสดงออกถึงความขยะแขยง
สภาพท้องฟ้าค่อยๆ มืดมิดลง เสียงของบรรดาแขกเหรื่อก็เงียบลงไปอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งประตูถูกเปิดออกอีกครั้ง
ฉู่ลี่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องเห็นมู่อวิ๋นจิ่นหน้าแดงอยู่บนเตียงผมเพ้าที่เกล้าไว้ถูกปล่อยลงมา ให้ความรู้สึกงดงามไปอีกแบบ
พอเห็นของว่างและสุราที่วางอยู่บนโต๊ะถูกทานจนหมดฉู่ลี่ถึงกับหลุดหัวเราะออกมา “ช่างอ่อนหัดเสียจริง”
…
ในวันถัดมามู่อวิ๋นจิ่นถูกจื่อเซียงปลุกให้ตื่น
“คุณหนูรีบตื่นเถอะเจ้าค่ะ วันนี้ต้องเข้าไปยกน้ำชาให้ฉินไท่เฟยในวังหลวงจากนั้นต้องกลับไปเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่ที่จวนอัครเสนาบดีเจ้าค่ะ”
มู่อวิ๋นจิ่นที่อยู่ในภวังค์แห่งความฝันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ โดยกวาดสายตามองไปรอบห้องยกมือขึ้นเกาศีรษะไปมาก่อนนึกถึงเรื่องที่นางเข้ามาในจวนองค์ชายหกเมื่อวานนี้
จื่อเซียงเบ้ปากด้วยความร้อนใจมองมู่อวิ๋นจิ่นที่เพิ่งตื่นขึ้นมา
“เจ้าเป็นอะไรไป? ใครมารังแกเจ้าหรือ?” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยถามขึ้นด้วยความห่วงใย
จื่อเซียงส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกับเอ่ยด้วยความรู้สึกไม่เป็นธรรม “นึกไม่ถึงเมื่อคืนที่ผ่านมาองค์ชายหกไม่ได้ร่วมหอกับคุณหนูไม่รู้ว่าองค์ชายหกหมายความว่าอย่างไงตั้งใจจะดูถูกเหยียดหยามคุณหนูของบ่าวใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“เจ้านี่ พูดเพ้อเจ้ออะไรแบบนี้” มู่อวิ๋นจิ่นรีบลุกขึ้นนั่งและถามขึ้น “หรือว่าต้องร่วมหอกันแล้วถึงนับว่าไม่ใช่การดูถูกเหยียดหยาม?”
“บ่าว…” จื่อเซียงถูกถามจนพูดอะไรไม่ออก
มู่อวิ๋นจิ่นบิดขี้เกียจและยืดเส้นยืดสายจากนั้นก็บอกกับจื่อเซียงว่า “ข้าอยากอาบน้ำแล้ว”
หลังจากอาบน้ำเสร็จไม่นานมู่อวิ๋นจิ่นเดินไปยืนเลือกเสื้อผ้าอาภรณ์อย่างพิถีพิถัน
เมื่อเห็นมู่อวิ๋นจิ่นเลือกเสื้อผ้าดังนั้นจื่อเซียงจึงเดินเข้าไปเลือกชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนให้ และเอ่ยปากบอกกับนางว่า “เมื่อครู่บ่าวเห็นองค์ชายหกใส่อาภรณ์สีม่วงเจ้าค่ะ”
มู่อวิ๋นจิ่นมองชุดสีม่วงอ่อนอย่างพิจารณาแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนชุดอย่างเชื่องช้า
จากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้ามานั่งเก้าอี้โดยมีจื่อเซียงเป็นคนช่วยเกล้าผมขึ้นก่อนจะบรรจงเสียบปิ่นไข่มุกที่งดงามประณีตลงไป
“ข้าไม่ชอบการเกล้าผมแบบนี้เลย” มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกว่าทรงนี้ทำให้นางดูแก่ขึ้นไปถนัดตา
“คุณหนูได้แต่งงานออกเรือน นับเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ววันนี้ต้องไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท และฮองเฮาอีกนะเจ้าคะ” จื่อเซียงอธิบายเป็นฉากๆ
มู่อวิ๋นจิ่นแอบขมวดคิ้วขึ้นที่ได้ยินจื่อเซียงบอกว่านางเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว
นางอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้นหากเป็นปัจจุบันนี้อย่างมากนางก็แค่นักเรียนชั้นมัธยมปลายแต่พอเป็นยุคโบราณกลับเป็นผู้ใหญ่ที่แต่งงานออกเรือนไปเสียแล้ว
จนกระทั่งมู่อวิ๋นจิ่นเกล้าผมเป็นที่เรียบร้อยพร้อมจะเข้าวังหลวงจื่อเซียงกลับเอ่ยขึ้นอย่างไม่คาดคิด “คุณหนูเมื่อครู่แม่นมเสิ่นพูดกับบ่าวว่าให้นำผ้าไหมขาวออกไปด้วยสรุปแล้วเป็นผ้าไหมแบบไหนเจ้าคะ?
ผ้าไหมสีขาว…
มู่อวิ๋นจิ่นจนปัญญาเดินก่อนจะเดินไปที่เตียงนอนอ่อนนุ่ม หยิบผ้าไหมสีขาวขึ้นมาจากนั้นกัดปลายนิ้วให้เลือดออกหยดลงไปบนผ้า
พอเห็นเลือดของนางเลอะจนทั่วผ้าไหมขาวแล้วมู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกฉงนกับสิ่งที่ตนเองต้องกระทำอยู่เหมือนกัน
หลังเสร็จสิ้นมู่อวิ๋นจิ่นได้เดินออกมาสูดอากาศ เมื่อมองไปรอบ ๆเห็นแสงตะวันกำลังสาดส่องไปที่ด้านข้าง และพบกับห้องห้องหนึ่งดูท่าห้องนั้นน่าจะเป็นของฉู่ลี่
พอมองอย่างพินิจห้องของฉู่ลี่นั้นก็อยู่มิไกลเลย
จื่อเซียงได้สำรวจทิศทางและสถานที่ต่างๆ ในจวนองค์ชายหกเป็นอย่างดีแล้ว พอมู่อวิ๋นจิ่นก้าวออกจากห้องนางก็แนะนำสถานที่ต่าง ๆ ภายในจวนให้ผู้เป็นนายฟัง “คุณหนูกับองค์ชายอยู่กันที่เรือนลี่เฉวียนซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อเดียวกับตำหนักสายธาราขององค์ชายที่อยู่ในวังหลวง”
“หากเดินออกจากเรือนลี่เฉวียนออกมาด้านขวาจะเป็นสวนดอกไม้ส่วนทิศตะวันตกยังมีเรือนที่ว่างอยู่หลายหลังคงจะให้…” จื่อเซียงรู้สึกขึ้นมาได้ว่าตัวนางพูดเยอะเกินไปแล้วจึงเงียบเสียดีกว่า
มู่อวิ๋นจิ่นได้ยินเช่นนั้นคิ้วบนใบหน้ากับเลิกขึ้นด้วยความฉงนใจ “ให้กับพวกชายาเล็กชายาน้อยล่ะสิ”
“คุณหนู…”
จื่อเซียงเดินนำมู่อวิ๋นจิ่นมาจนถึงหน้าเรือนองค์ชายหกขณะนั้นฉู่ลี่ได้นั่งอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยมีติงเสี่ยนยืนอยู่ข้างกายคอยมองมู่อวิ๋นจิ่นเดินผ่านสวนดอกไม้ด้วยความรู้สึกฉงน
จากนั้นติงเสี่ยนยิ้มแห้งๆ ให้กับมู่อวิ๋นจิ่นก่อนกล่าวทักทาย “ข้าน้อยคารวะชายาหกพ่ะย่ะค่ะ”
มู่อวิ๋นจิ่นได้ฟังที่ติงเสี่ยนเรียกก็ทำท่าทำทางพยักหน้ารับทว่าไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ จากนั้นเดินผ่านเข้าไปถามฉู่ลี่ “จะเข้าไปวังหลวงเมื่อไหร่?”
ทางด้านแม่นมเสิ่นที่ยืนอยู่ในห้องรีบเอ่ยปากขัดขึ้นทันที “ชายาหก หากอยู่เบื้องหน้าองค์ชายหกเช่นนี้ต้องเพิ่มคำว่าองค์ชายลงไปก่อนหน้าด้วย นี่เป็นกฎพื้นฐานเจ้าค่ะ”
“อ่อ” มู่อวิ๋นจิ่นแอบตอบอย่างไม่ค่อยพอใจขมวดคิ้วมองไปทางฉู่ลี่ก่อนจะถามขึ้นอีกครั้งว่า “พวกเราจะเข้าไปวังหลวงเมื่อไหร่กัน?”
สีหน้าของแม่นมเสิ่นเปลี่ยนเป็นบูดบึ้งขึ้นมาทันใด
ฉู่ลี่เห็นว่านางไม่สนใจสิ่งที่แม่นมเสิ่นเอ่ยไปเมื่อครู่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย กลับแสยะยิ้มมุมปากแทน “ทานอาหารเช้าก่อนแล้วกัน”
“ได้สิ” มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้ารับ
…
บนโต๊ะอาหารมู่อวิ๋นจิ่นค่อย ๆ ตักโจ๊กถั่วแดงขึ้นทานอย่างเชื่องช้าโดยมีแม่นมเสิ่นยืนยิ้มอยู่ ก่อนจะเอ่ยปากถามมู่อวิ๋นจิ่นว่า “พระชายาหกได้นำผ้าไหมติดมาด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินคำว่าผ้าไหมสีขาวฉู่ลี่หันมองไปทางมู่อวิ๋นจิ่นด้วยสีหน้างงงวยเล็กน้อย
มู่อวิ๋นจิ่นสัมผัสได้ถึงสายตาของฉู่ลี่ที่จับจ้องมาแต่นางก็มองค้อนควักกลับไปในทันที จากนั้นควักผ้าไหมสีขาวยื่นให้แม่นมเสิ่น
แม่นมเสิ่นรับผ้าไหมขาวไปแล้วมองเห็นคราบเลือดแดงที่เลอะเปรอะอยู่ถึงกับกลั้นหัวเราะไม่ไหว “บ่าวยินดีกับองค์ชายยินดีกับพระชายาด้วยเจ้าค่ะ”
มู่อวิ๋นจิ่นรีบก้มหน้าหลบตาราวกับไม่ได้ยินเสียงที่แม่นมเสิ่นเอ่ยเมื่อครู่
ฉู่ลี่ที่เห็นผ้าไหมขาวพลันทราบได้ทันทีว่าเหตุใดมู่อวิ๋นจิ่นต้องพันแผลที่นิ้วด้วยจึงเอาแต่จ้องไปที่นางที่กำลังก้มหน้าก้มตา
หลังจากที่ทานอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยมู่อวิ๋นจิ่นกับฉู่ลี่จึงเดินทางออกจากจวน ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังวังหลวง
พอขึ้นรถม้าเท่านั้นมู่อวิ๋นจิ่นไม่ได้สนใจการรักษาท่าทาง จึงยื่นขาออกไปพาดกับที่นั่งฝั่งตรงข้ามหาวออกมาปากกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนเพลีย
ฉู่ลี่เห็นกิริยาท่าทางเช่นนั้นถึงกับเม้มปากแน่น “เอาขาลงเดี๋ยวนี้”
มู่อวิ๋นจิ่นที่หลับตาอย่างสบายใจจำใจต้องเหล่ตาขึ้นมองฉู่ลี่ด้วยความไม่พอใจ นางยอมเอาขาทั้งสองข้างลงมาแต่โดยดีทว่าภายในใจกลับต่อว่าต่อขานยกใหญ่
หลังจากมาถึงวังหลวงเมื่อลงจากรถม้าแล้วนั้นมู่อวิ๋นจิ่นก็เดินไปพร้อมกับฉู่ลี่มุ่งหน้าเข้าประตูวังหลวงพร้อมกับคิดในใจว่าโชคดีเหลือหลายที่วันนี้แค่ยกน้ำชาให้ฉินไท่เฟยเท่านั้นหากแม้ต้องยกน้ำชาให้เจิ้งไทเฮา หรือคนอื่น ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะโดนเล่นงานอะไรบ้าง
เมื่อผ่านสวนดอกไม้อวี่ฮวามีนางกำนัลและขันทีไม่น้อยที่เมื่อเห็นฉู่ลี่และมู่อวิ๋นจิ่นเดินผ่านมาก็ทำให้รู้สึกว่าท่าทางของทั้งคู่นั้นเหมาะสมกันยิ่งนัก
ฉู่ลี่พามู่อวิ๋นจิ่นไปที่สวนดอกเหมยเหมือนครั้งก่อนครั้นเมื่อจะเข้าไปในสวน แม่นมชวีได้ออกมายืนต้อนรับ แล้วทำความเคารพคนทั้งสอง
“ไท่เฟยกำลังรอทั้งสองท่านอยู่ที่สวนดอกเหมยเพคะ”
หลังจากที่มาถึงสวนดอกเหมยแล้วมู่อวิ๋นจิ่นเห็นฉินไท่เฟยนั่งรออยู่ที่ศาลาเหลียงจึงรีบก้าวเข้าไปหาด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม
“คารวะท่านย่า” ฉู่ลี่เพียงทำความเคารพฉินไท่เฟยเท่านั้น
ฉินไท่เฟยดูฉู่ลี่และมู่อวิ๋นจิ่นด้วยความพออกพอใจพลางเหลือบมองผ้าไหมขาวที่อยู่ในมือของแม่นมเสิ่นก่อนหันหน้าไปส่งสายตาให้แม่นมชวี
แม่นมชวีเข้าใจที่ฉินไท่เฟยต้องการสื่อจึงเอ่ยขึ้นว่า “เชิญองค์ชายหกยกน้ำชาได้”
เมื่อกล่าวจบลงนางกำนัลคนหนึ่งก็เดินยกถาดน้ำชาเข้ามา
มู่อวิ๋นจิ่นก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาหนึ่งแก้วหันไปคุกเข่าทำความเคารพฉินไท่เฟยตรงเบื้องหน้า “หลาน…หลานชื่ออวิ๋นจิ่น เชิญท่าน… ท่านย่าดื่มชาเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นมู่อวิ๋นจิ่นกล่าวตะกุกตะกักฉู่ลี่แอบยิ้มมุมปากขึ้นมาเล็กน้อยนึกไม่ถึงว่าสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์นี้จะตื่นเต้นเป็นด้วย
ฉินไท่เฟยเห็นมู่อวิ๋นจิ่นยกน้ำชาถวายถึงกับอดยิ้มเสียมิได้ “ดี ดี!”
จากนั้นก็รับถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่ม