กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 32 บานประตู

         โลหิตยังคงไหลรินอยู่เต็มแผ่นหลังของแอเรียส  รอยแผลที่ถูกฝากเอาไว้จากกรงเล็บของหมาป่าเท้าอัคคีมันถูกฝังลงไปเกือบถึงกระดูก  รอยไหม้ดำบนเสื้อผ้าและบริเวณรอบบาดแผลยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน  แอเรียสกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บปวด  มีบางคราที่สติของเขาราวกับจะหลุดลอยออกไป มันคงเป็นเพราะร่างกายที่ยังอ่อนแอและพลังเวทที่ยังไม่แข็งแกร่งที่ทำให้เขาอ่อนแอเช่นนี้ 

     

         “ ข้าเคยก้มมองสัตว์อสูรระดับปีศาจราวกับเป็นมดปลวก  เคยมองเหล่านักเวทระดับผู้ใช้มนตราราวกับเป็นเด็กน้อยหัดเดิน ข้าเคยสามารถลบพวกมันออกไปจากโลกได้ด้วยฝ่ามือเพียงข้างเดียว ข้าไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ข้าถูกพวกมันไล่ล่าสังหารเช่นนี้  แล้วดูสภาพข้าในตอนนี้สิ หึ  ช่างน่าสมเพชนัก ! “

     

         แอเรียสยิ้มเยาะเย้ยกับให้ตนเองในยามนี้  เขาเคยยืนอยู่ในจุดสูงของเหล่านักเวท  เขาเคยเหลือบมองทุกสรรพสิ่งด้วยหางตา เหล่าสัตว์อสูรต่างหวั่นเกรงที่จะเผชิญหน้ากับเขา  เหล่านักเวทต่างก้มหัวคาราวะยามที่พบเจอเขา แม้แต่ราชาของแต่ละอาณาจักรยังต้องก้มหัวคาราวะให้แก่นามของเขา 

     

         “ สักวันข้าจะทำให้นามของข้ากลายเป็นจุดสูงสุดของโลกเวทมนตร์อีกครั้ง“

     

         แอเรียสสะบัดหัวละทิ้งความคิดเหล่านั้นเสีย สายตาเต็มไปด้วยความตั้งใจอันมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ยิ่งเขาคิดถึงชีวิตที่เขาเคยเป็นระดับเซียนมนตรามันยิ่งจะทำให้ความหยิ่งผยองและความยโสที่เขาเคยมีในอดีตควรกลับคืนมาอีกครั้ง  มันไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะโหยหาความแข็งแกร่งและเรื่องราวในอดีต  สิ่งที่เขาควรทำในตอนนี้คือฝึกฝนให้แข็งแกร่งกว่าตัวเขาในอดีต ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้โอกาสเขาอีกครั้งเขาก็จะไม่ทำให้มันเสียเปล่า  เขาไม่รู้ว่าเขาจะต้องใช้เวลาอีกกี่ร้อยปีหรือกี่พันปีแต่ถึงจะบรรลุระดับเซียนมนตราได้  แต่ถึงอย่างไรเขาจะต้องกลายเป็นนักเวทผู้แข็งแกร่งให้ได้ในสักวัน    

     

         โฮกกกก !!

     

        เสียงคำรามของหมาป่าเท้าอัคคียังคงดังออกมาจากปากทางเข้าถ้ำ  มันคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด  มากสุดที่มันทำได้คือเพียงสอดเท้าข้างหนึ่งเข้ามาในถ้ำแห่งนี้ได้เท่านั้น  แต่มันคงจะไม่ทำเรื่องราวอันโง่เขลาเช่นนั้นอีกแล้ว  เพราะนั่นคือสาเหตุที่ทำให้มีดาบสั้นเล่มหนึ่งปักลงบนฝ่าเท้าของมัน  เสียงคำรามออกมาอย่างโหยหวนและใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของมันแอเรียสยังคงจดจำได้ดี  อย่างน้อยนี่ก็ถือเป็นการล้างแค้นที่มันเคยดูถูกเขาเอาไว้

     

         “ นี่มันจะเฝ้าข้าไปจนถึงเมื่อไหร่กัน“

     

         แอเรียสจ้องมองไปยังหมาป่าเท้าอัคคีที่กำลังเกรี้ยวกราดอยู่หน้าปากทางเข้าถ้ำ มันอาละวาดจนต้นไหม้บริเวณนั้นหักโค่นลงมาจนแทบหมดสิ้น เปลวเพลิงสีแดงลุกโชนอยู่บนกิ่งก้านและลำต้นของต้นไม้ที่หักโค่นลงมา กลิ่นสาปของสัตว์อสูรและเผากลิ่นไหม้ของต้นไม้โชยเข้ามาในถ้ำที่แอเรียสอยู่จนเริ่มรู้สึกที่จะหายใจลำบากขึ้น 

     

         กว่าสามชั่วโมงผ่านไปแอเรียสก็ยังคงเห็นหมาป่าเท้าอัคคียังคงเฝ้าอยู่ที่หน้าถ้ำไม่ได้จากไปไหน  มันคลายความโกรธลงไปมากแล้ว  แต่สายตาที่กระหายเลือดของมันยังคงอยู่เช่นเดิม แอเรียสเลือกที่หยุดให้ความสนใจมันแล้วร่ายเวทรักษาและเม็ดยาอาบจันทราเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บบนร่างแทน  เม็ดยาต่างๆเมื่อใช้ติดต่อกันหลายเม็ดในวันเดียวมันย่อมส่งผลในการรักษาไม่มากนักผลของตัวยาจะถูกลดหลั่นลงไปตามลำดับ นี่คือเหตุผลที่แอเรียสต้องร่ายเวทรักษาไปด้วย   

     

         บรู้วววว !!

     

         เสียงเห่าหอนของฝูงหมาป่าเท้าอัคคีที่ดังมาแต่ไกลดึงสติของแอเรียสให้ต้องหันไปสนใจที่ทางเข้าถ้ำอีกครั้ง  ผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีแอเรียสก็มองเห็นฝูงของหมาป่าเท้าอัคคีที่เดินมาล้อมวงรอบหมาป่าเท้าอัคคีตัวจ่าฝูงอย่างนอบน้อม ถึงแม้แอเรียสจะไม่ได้มองเหตุการณ์ภายนอกถ้ำแบบใกล้ชิดแต่เขาก็มองเห็นที่ปากของหมาป่าเท้าอัคคีตัวหนึ่งมีร่างอันไร้วิญญาณของคนผู้หนึ่งคาบเอาไว้ ร่างนั้นเต็มไปด้วยรอยบาดแผลจนยากจะระบุได้ว่ามันคือผู้ใด  มีรอยเลือดไหลท่วมร่างนั้น  แม้จะไม่สามารถมองเห็นใบของร่างอันไร้วิญญาณนั้นได้แต่แอเรียสย่อมรู้ดีว่าร่างนั้นคือผู้ใด 

     

         “ ชิ !!มันตายแล้วสินะ  เสียดายที่ข้าไม่ได้ลงมือสังหารมันด้วยตัวเอง “

     

         แอเรียสมองไปยังภาพของร่างนั้นอีกเล็กน้อยก่อนจะหันหน้ากลับมา ภายในใจรู้สึกเสียดายไม่น้อยที่ไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่ามันด้วยตัวเอง   แอเรียสค่อยๆประคองร่างของตัวเองลุกขึ้นก่อนจะเดินลึกเข้าไปในถ้ำแห่งนั้นมากขึ้น  เขาไม่อยากจะเห็นภาพของสัตว์อสูรที่ฉีกทึ้งรุมกินร่างของมนุษย์สักเท่าใดนัก แม้เขาจะรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องปกติของโลกเวทมนตร์แห่งนี้ก็ตาม  มนุษย์ล่าสัตว์อสูร  สัตว์อสูรเองก็ล่ามนุษย์เช่นกัน  มันก็คงเป็นหนึ่งสมดุลของโลกใบนี้

     

         โฮกกกก !!

     

         ทันทีที่แอเรียสเริ่มลุกขึ้นเดินเขาก็ได้ยินขู่คำรามของหมาป่าเท้าอัคคีที่ดังมาจากด้านหลัง มันมองภาพของเหยื่ออันแสนอ่อนแอของมันเดินลึกเขาไปในถ้ำด้วยความโกรธ  เหยื่อควรจะเป็นดั่งลูกไก่ในกำมือของมันกลับหนีหายไปต่อหน้าต่อตา  แต่แอเรียสหาได้สนใจสัตว์เดรัจฉานเฉกเช่นมันไม่  เขาค่อยๆพาร่างอันสะบักสะบอมของเขาเดินโซซัดโซเซเข้าไปถ้ำลึกอย่างช้าๆ ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะหยุดพักข้างๆก้อนหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนพื้นถ้ำ มันเป็นก้อนหินที่เป็นรูปร่างสี่เหลี่ยมราวกับถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือของมนุษย์  แอเรียสมองสำรวจก้อนหินนั้นด้วยความแปลกใจ  เขาจ้องมองมันด้วยความแปลกใจ บนก้อนหินก้อนนั้นมีร่องรอยของตัวอักษรแปลกๆสลักเอาไว้  มันเป็นอักษรที่แม้แต่เขาเองก็อ่านไม่ออก 

     

         “ นี่มันภาษาอะไรกัน“

     

         แอเรียสหรี่ตามองไปยังตัวอักษรนั้นด้วยความแปลกใจ ดูเหมือนมันจะมีหลายส่วนที่ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ดูจากร่องรอยของมันแล้วตัวอักษรนี้น่าจะถูกสลักเอาไว้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันปี 

     

        แม้จะพยายามสักเท่าไรแต่ดูเหมือนเขาก็ไม่สามารถจะอ่านมันออก  ในที่สุดแอเรียสก็เลิกให้ความสนใจกับมัน  เขามองลึกเข้าไปในถ้ำด้วยความหวาดระแวงอยู่ไม่น้อย  เขาไม่รู้ว่าภายในถ้ำจะมีสิ่งแปลกประหลาดอะไรซ่อนไว้อยู่บ้าง  ไม่แน่ว่าถ้ำแห่งนี้อาจจะเป็นรังของสัตว์อสูรบางตัว และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงนั่นคงเป็นฝันร้ายสำหรับแอเรียส

     

         ในที่สุดความมืดก็เริ่มปกคลุมทั่วทั้งผืนป่า  ดวงตะวันเริ่มลับขอบฟ้าเป็นสัญญาณของยามราตรีที่กำลังจะมาถึง  ภายในถ้ำที่แอเรียสอาศัยเป็นที่หลบภัยในยามนี้ยิ่งมืดมิดกว่าสถานที่ใด มีเพียงจุดที่แอเรียสอยู่เท่านั้นที่มีแสงสว่างจากกองไฟที่ถูกจุดขึ้นจากฝีมือของแอเรียส  แสงสว่างจากเปลวไฟมันช่วยขับไล่ความมืดให้หายออกไปจากบริเวณนั้นได้  และมันยังช่วยให้คลายความหนาวเหน็บลงไปได้บางส่วนอีกด้วย 

     

         แอเรียสยังคงได้ยินเสียงของฝูงหมาป่าเท้าอัคคีจากปากถ้ำอยู่เป็นระยะ  ดูเหมือนพวกมันจะยังคงไม่จากไปไหน นี่ก็คงจะเป็นคำสั่งของเจ้าตัวจ่าฝูงอีกเช่นเคย  มันคงแค้นที่ถูกแอเรียสโจมตีด้วยดาบสั้นเล่มนั้น ในแหวนมิติของแอเรียสยังคงมีอาวุธเช่นนี้อยู่อีกหลายชนิดแม้มันจะเป็นเพียงอาวุธธรรมดาหาใช่อาวุธเวทก็ตาม ความจริงแล้วพวกมันเป็นอาวุธที่เอาไว้ใช้ฝึกซ้อมกับอัลเบิร์ต ในแหวนมิติมีอาวุธเวทเพียงสองชิ้นเท่านั้นคือดาบอสูรมายา  และดาบยาวหนึ่งเล่มที่ได้รับมาจากฟาร์ฮานแม้มันจะเป็นเพียงอาวุธเวทระดับต่ำก็ตาม 

     

         ในที่สุดก็ผ่านพ้นไปถึงสองวัน  บาดแผลบนร่างของแอเรียสนับว่าดีขึ้นมาก ด้วยความรู้และยารักษาที่แอเรียสมีอยู่แผลบนร่างของเขาเริ่มปิดสนิทดีแล้ว แต่พวกหมาป่าเท้าอัคคีก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะไปไหน  พวกมันผลัดเวรกันเฝ้าเขาเอาไว้ราวกับเป็นนักโทษที่ถูกคุมขัง 

     

         “ เมื่อไหร่พวกมันจะไสหัวไปที่อื่นกันสักที !!“

     

        ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่แอเรียสเดินออกมามองที่หน้าปากทางเข้าถ้ำด้วยสีหน้าหงุดหงิดเช่นนี้ เขาพ่นลมหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิดก่อนที่จะเดินกลับมายังก้อนหินก้อนเดิมอีกครั้ง ดูเหมือนข้อดีเพียงอย่างเดียวที่พวกหมาป่าเท้าอัคคียังคงอยู่ที่ป่าถ้ำก็คงจะเป็นการที่ไม่มีสัตว์อสูรตัวไหนกล้าเฉียดกายเข้ามาใกล้ถ้ำแห่งนี้เลยแม้แต่ตัวเดียว แต่แอเรียสเองก็ไม่สามารถเล็ดลอดออกไปไหนได้เช่นกัน

     

         “ ป่านนี้ท่านพ่อท่านแม่คงเป็นห่วงข้าอยู่เป็นแน่“

     

     

     

         แอเรียสนั่งเหม่อมองพลางคิดถึงภาพของอัลเบิร์ตและมาเรียด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก  ภายในใจเต็มไปด้วยความกังวล ผู้ที่เขากังวลมากที่สุดก็คงจะเป็นมารดาของเขาที่น่าจะเป็นห่วงเขามากที่สุด  เขาได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้าก่อนจะก้มหน้ารอคอยเวลาต่อไป

     

        

     

         ณ ตระกูลสการ์เชีย  สถานการณ์ภายในตระกูลนี้เป็นไปตามไปที่แอเรียสคาดไว้จริงๆ  มันเต็มไปด้วยความวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มาเรียและอัลเบิร์ตต่างออกไปตามหาแอเรียสด้วยความเป็นห่วง  พวกเขาเฝ้าออกตามหาแอเรียสทั้งกลางวันและกลางคืนจนแทบจะไม่ได้พักผ่อน ทหารยามนับสิบถูกส่งออกไปตามหาแอเรียสทั้งในเมืองและผืนป่า  แต่เบาะแสเดียวที่พวกเขาค้นพบกลับเป็นรอยเลือดและร่องรอยของการตอนสู้บนเส้นทางที่ไม่ห่างไกลจากตระกูลมากนัก  ภาพใบหน้าของแอเรียสและไคออนถูกติดประกาศอยู่ทั่วเมืองเบอเนียร์  มีเงินรางวัลสำหรับผู้ที่พบเบาะแสของคนทั้งสองสูงถึงห้าพันเหรียญคริสตัล และหากมีผู้ใดสามารถนำตัวคนทั้งสองมายังตระกูลสการ์เชียได้มันผู้นั้นจะได้รับเงินรางวัลสูงถึงสามหมื่นเหรียญคริสตัล  มันเป็นเงินที่มากเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไปจะหาได้ในหนึ่งปีเสียอีก แต่ก็ยังคงไร้วี่แววของแอเรียสและไคออน   มีเพียงคนที่หน้าตาคล้ายกับแอเรียสและไคออนเท่านั้นที่ถูกพามันยังตระกูลสการ์เชีย

     

         ฟาร์ฮานที่กำลังยืนมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและความกังวล  แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เขาเองก็แทบจะไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อยตั้งแต่แอเรียสหายไป 

     

         “ ท่านฟาร์ฮานดูเหมือนทหารของเราจะพบเบาะแสบางอย่างแล้ว  แต่ดูเหมือนมันจะเป็นเรื่องที่ไม่สู้ดีนัก“

     

         ฟาร์ฮานหันไปมองคานล์ที่ยืนอยู่หน้าประตู เพียงมองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของอีกฝ่ายเขาก็พอคาดเดาได้บ้างแล้ว เขาเตรียมทำใจไว้ส่วนหนึ่งแล้วว่าอาจจะไม่มีวันได้พบเจอแอเรียสในสภาพปกติอีก  แต่อย่างน้อยเขาอยากพบเจอร่างไร้วิญญาณของแอเรียสเพื่อมาดำเนินการตามพิธีกรรมก็ยังดี 

     

         “ เบาะแสอันใดกัน“

     

         ฟาร์ฮานเอ่ยถาม

     

         “ ทหารของเราเจอดาบเล่มนี้ที่ใจกลางป่า  ทหารหลายคนจดจำได้ว่ามันเป็นดาบของไคออน บริเวณใกล้เคียงเต็มไปด้วยร่องรอยของกายต่อสู้ระหว่างนักเวทและสัตว์อสูร  คาดว่าจะเป็นฝูงสัตว์อสูรจำพวกหมาป่า ซึ่งดูจากรอยเท้าของมันแล้วฝูงของมันน่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่าแปดตัว “

     

         คานล์เอ่ยคำรายงานด้วยสีหน้ากังวล

     

         “ เจ้าพบสิ่งอื่นนอกจากดาบเล่มนี้อีกหรือไม่“

     

         คิ้วของฟาร์ฮานขมวดแน่นในใจภาวนาให้ไม่ได้ยินคำตอบแบบที่เขาคิดเอาไว้

     

         “ ไม่ขอรับ  เราพบเพียงดาบนี้เท่านั้น แต่น่าแปลกที่บริเวณนั้นมีเพียงรอยเท้าของคนผู้เดียว “

     

          คานล์เอ่ยออกมาก่อนจะส่งดาบยาวในมือให้กับฟาร์ฮานเพื่อตรวจสอบ

     

          “ อย่าพึ่งแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป  โดยเฉพาะกับมาเรียและอัลเบิร์ต  ไว้ข้าจะเป็นคนบอกพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้เอง “

     

         ฟาร์ฮานตรวจออกคำสั่งก่อนจะหันหน้ากลับไปเหม่อมองยังหน้าต่างด้วยสีหน้าอันเศร้าโศกอีกครั้ง

     

         “ ขอรับ “

     

     

         ณ ถ้ำที่แอเรียสติดอยู่  นี่ก็ผ่านมาจนถึงวันที่สี่แล้วแต่ฝูงหมาป่าเท้าอัคคียังคงไม่มีท่าทีว่าจะจากไปโดยง่าย ราวกับว่าจะปักหลักใช้หน้าปากทางเข้าถ้ำเป็นรังแห่งใหม่ของพวกมันไปเสียแล้ว

     

         “ เจ้าพวกหมาขี้เรื้อน!!  ข้าอยากจะจับมันมาถลกหนังออกให้หมดทุกตัวเสียจริง“

     

         แอเรียสเดินออกมามองภาพของหมาป่าเท้าอัคคีสามสี่ตัวที่เฝ้าอยู่หน้าปากทางเข้าถ้ำด้วยความหงุดหงิด คงเป็นเพราะความแค้นของเจ้าตัวจ่าฝูงพวกมันเลยไม่จากไปไหน 

     

         “ เห็นทีข้าคงต้องหาหนทางอื่น“

     

         บาดแผลบนร่างของแอเรียสแทบจะหายสนิทหมดแล้ว  เขาเลือกที่จะเดินลึกเขาไปในถ้ำแทนที่จะเดินออกไปทางเดิม ถ้ำบางแห่งนั้นจะมีทางเข้าหรือทางออกอยู่มากกว่าหนึ่งทาง  ไม่แน่ว่าถ้ำแห่งนี้ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น  แอเรียสเดินผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยวและอับชื้นภายในถ้ำเข้ามาเรื่อยๆ  เส้นทางภายในถ้ำคดไปมาราวกับงูเลื้อย  บางช่องทางก็แคบจนแอเรียสแทบจะรอดผ่านไปไม่ได้ กว่าหนึ่งชั่วโมงที่เดินเข้ามายังไม่มีทีท่าว่าจะถึงทางออกเลยแม้แต่น้อย แอเรียสใช้คบเพลิงเป็นแสงสว่างนำทางให้แก่เขา  แม้เขาจะไม่รู้ว่าเขาเดินเข้ามาไกลแค่ไหนแล้วแต่เขาก็ยังคงก้าวเดินต่อไป  แสงจากคบเพลิงตกกระทบกับผนังถ้ำด้านหน้า  ดูเหมือนแอเรียสจะเดินมาถึงทางตันเสียแล้ว  แต่สายตาของแอเรียสก็พบกับสิ่งแปลกประหลาดที่ไม่น่าจะมีปรากฏอยู่ในถ้ำแห่งนี้เข้า  มันเป็นบานประตูสีเทาดูเก่าแก่  บนบานประตูสลักลวดลายของสัตว์อสูรอันน่าหวาดกลัวที่กำลังอ้าปากคำรามข่มขู่ศัตรู  ที่ดวงตาข้างหนึ่งของมันประดับเอาไว้ด้วยอัญมณีสีแดงเข้ม  ยามที่แอเรียสสัมผัสไปที่บานประตูเขารับรู้ได้ถึงกลิ่นไอของสัตว์อสูรแผ่ออกมาจากด้านหลังบานประตูนั้น  แทนที่จะรู้สึกหวาดกลัวแต่แอเรียสกลับยกยิ้มขึ้นด้วยความตื่นเต้นยินดี

     

         “ ดูเหมือนการติดอยู่ในทำนี้ก็ไม่เลวนัก  ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าถ้ำแห่งนี้จะมีทางเข้าดันเจี้ยนซ่อนเอาไว้“