โลหิตยังคงไหลรินอยู่เต็มแผ่นหลังของแอเรียส รอยแผลที่ถูกฝากเอาไว้จากกรงเล็บของหมาป่าเท้าอัคคีมันถูกฝังลงไปเกือบถึงกระดูก รอยไหม้ดำบนเสื้อผ้าและบริเวณรอบบาดแผลยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน แอเรียสกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บปวด มีบางคราที่สติของเขาราวกับจะหลุดลอยออกไป มันคงเป็นเพราะร่างกายที่ยังอ่อนแอและพลังเวทที่ยังไม่แข็งแกร่งที่ทำให้เขาอ่อนแอเช่นนี้
“ ข้าเคยก้มมองสัตว์อสูรระดับปีศาจราวกับเป็นมดปลวก เคยมองเหล่านักเวทระดับผู้ใช้มนตราราวกับเป็นเด็กน้อยหัดเดิน ข้าเคยสามารถลบพวกมันออกไปจากโลกได้ด้วยฝ่ามือเพียงข้างเดียว ข้าไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ข้าถูกพวกมันไล่ล่าสังหารเช่นนี้ แล้วดูสภาพข้าในตอนนี้สิ หึ ช่างน่าสมเพชนัก ! “
แอเรียสยิ้มเยาะเย้ยกับให้ตนเองในยามนี้ เขาเคยยืนอยู่ในจุดสูงของเหล่านักเวท เขาเคยเหลือบมองทุกสรรพสิ่งด้วยหางตา เหล่าสัตว์อสูรต่างหวั่นเกรงที่จะเผชิญหน้ากับเขา เหล่านักเวทต่างก้มหัวคาราวะยามที่พบเจอเขา แม้แต่ราชาของแต่ละอาณาจักรยังต้องก้มหัวคาราวะให้แก่นามของเขา
“ สักวันข้าจะทำให้นามของข้ากลายเป็นจุดสูงสุดของโลกเวทมนตร์อีกครั้ง“
แอเรียสสะบัดหัวละทิ้งความคิดเหล่านั้นเสีย สายตาเต็มไปด้วยความตั้งใจอันมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ยิ่งเขาคิดถึงชีวิตที่เขาเคยเป็นระดับเซียนมนตรามันยิ่งจะทำให้ความหยิ่งผยองและความยโสที่เขาเคยมีในอดีตควรกลับคืนมาอีกครั้ง มันไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะโหยหาความแข็งแกร่งและเรื่องราวในอดีต สิ่งที่เขาควรทำในตอนนี้คือฝึกฝนให้แข็งแกร่งกว่าตัวเขาในอดีต ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้โอกาสเขาอีกครั้งเขาก็จะไม่ทำให้มันเสียเปล่า เขาไม่รู้ว่าเขาจะต้องใช้เวลาอีกกี่ร้อยปีหรือกี่พันปีแต่ถึงจะบรรลุระดับเซียนมนตราได้ แต่ถึงอย่างไรเขาจะต้องกลายเป็นนักเวทผู้แข็งแกร่งให้ได้ในสักวัน
โฮกกกก !!
เสียงคำรามของหมาป่าเท้าอัคคียังคงดังออกมาจากปากทางเข้าถ้ำ มันคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด มากสุดที่มันทำได้คือเพียงสอดเท้าข้างหนึ่งเข้ามาในถ้ำแห่งนี้ได้เท่านั้น แต่มันคงจะไม่ทำเรื่องราวอันโง่เขลาเช่นนั้นอีกแล้ว เพราะนั่นคือสาเหตุที่ทำให้มีดาบสั้นเล่มหนึ่งปักลงบนฝ่าเท้าของมัน เสียงคำรามออกมาอย่างโหยหวนและใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของมันแอเรียสยังคงจดจำได้ดี อย่างน้อยนี่ก็ถือเป็นการล้างแค้นที่มันเคยดูถูกเขาเอาไว้
“ นี่มันจะเฝ้าข้าไปจนถึงเมื่อไหร่กัน“
แอเรียสจ้องมองไปยังหมาป่าเท้าอัคคีที่กำลังเกรี้ยวกราดอยู่หน้าปากทางเข้าถ้ำ มันอาละวาดจนต้นไหม้บริเวณนั้นหักโค่นลงมาจนแทบหมดสิ้น เปลวเพลิงสีแดงลุกโชนอยู่บนกิ่งก้านและลำต้นของต้นไม้ที่หักโค่นลงมา กลิ่นสาปของสัตว์อสูรและเผากลิ่นไหม้ของต้นไม้โชยเข้ามาในถ้ำที่แอเรียสอยู่จนเริ่มรู้สึกที่จะหายใจลำบากขึ้น
กว่าสามชั่วโมงผ่านไปแอเรียสก็ยังคงเห็นหมาป่าเท้าอัคคียังคงเฝ้าอยู่ที่หน้าถ้ำไม่ได้จากไปไหน มันคลายความโกรธลงไปมากแล้ว แต่สายตาที่กระหายเลือดของมันยังคงอยู่เช่นเดิม แอเรียสเลือกที่หยุดให้ความสนใจมันแล้วร่ายเวทรักษาและเม็ดยาอาบจันทราเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บบนร่างแทน เม็ดยาต่างๆเมื่อใช้ติดต่อกันหลายเม็ดในวันเดียวมันย่อมส่งผลในการรักษาไม่มากนักผลของตัวยาจะถูกลดหลั่นลงไปตามลำดับ นี่คือเหตุผลที่แอเรียสต้องร่ายเวทรักษาไปด้วย
บรู้วววว !!
เสียงเห่าหอนของฝูงหมาป่าเท้าอัคคีที่ดังมาแต่ไกลดึงสติของแอเรียสให้ต้องหันไปสนใจที่ทางเข้าถ้ำอีกครั้ง ผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีแอเรียสก็มองเห็นฝูงของหมาป่าเท้าอัคคีที่เดินมาล้อมวงรอบหมาป่าเท้าอัคคีตัวจ่าฝูงอย่างนอบน้อม ถึงแม้แอเรียสจะไม่ได้มองเหตุการณ์ภายนอกถ้ำแบบใกล้ชิดแต่เขาก็มองเห็นที่ปากของหมาป่าเท้าอัคคีตัวหนึ่งมีร่างอันไร้วิญญาณของคนผู้หนึ่งคาบเอาไว้ ร่างนั้นเต็มไปด้วยรอยบาดแผลจนยากจะระบุได้ว่ามันคือผู้ใด มีรอยเลือดไหลท่วมร่างนั้น แม้จะไม่สามารถมองเห็นใบของร่างอันไร้วิญญาณนั้นได้แต่แอเรียสย่อมรู้ดีว่าร่างนั้นคือผู้ใด
“ ชิ !!มันตายแล้วสินะ เสียดายที่ข้าไม่ได้ลงมือสังหารมันด้วยตัวเอง “
แอเรียสมองไปยังภาพของร่างนั้นอีกเล็กน้อยก่อนจะหันหน้ากลับมา ภายในใจรู้สึกเสียดายไม่น้อยที่ไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่ามันด้วยตัวเอง แอเรียสค่อยๆประคองร่างของตัวเองลุกขึ้นก่อนจะเดินลึกเข้าไปในถ้ำแห่งนั้นมากขึ้น เขาไม่อยากจะเห็นภาพของสัตว์อสูรที่ฉีกทึ้งรุมกินร่างของมนุษย์สักเท่าใดนัก แม้เขาจะรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องปกติของโลกเวทมนตร์แห่งนี้ก็ตาม มนุษย์ล่าสัตว์อสูร สัตว์อสูรเองก็ล่ามนุษย์เช่นกัน มันก็คงเป็นหนึ่งสมดุลของโลกใบนี้
โฮกกกก !!
ทันทีที่แอเรียสเริ่มลุกขึ้นเดินเขาก็ได้ยินขู่คำรามของหมาป่าเท้าอัคคีที่ดังมาจากด้านหลัง มันมองภาพของเหยื่ออันแสนอ่อนแอของมันเดินลึกเขาไปในถ้ำด้วยความโกรธ เหยื่อควรจะเป็นดั่งลูกไก่ในกำมือของมันกลับหนีหายไปต่อหน้าต่อตา แต่แอเรียสหาได้สนใจสัตว์เดรัจฉานเฉกเช่นมันไม่ เขาค่อยๆพาร่างอันสะบักสะบอมของเขาเดินโซซัดโซเซเข้าไปถ้ำลึกอย่างช้าๆ ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะหยุดพักข้างๆก้อนหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนพื้นถ้ำ มันเป็นก้อนหินที่เป็นรูปร่างสี่เหลี่ยมราวกับถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือของมนุษย์ แอเรียสมองสำรวจก้อนหินนั้นด้วยความแปลกใจ เขาจ้องมองมันด้วยความแปลกใจ บนก้อนหินก้อนนั้นมีร่องรอยของตัวอักษรแปลกๆสลักเอาไว้ มันเป็นอักษรที่แม้แต่เขาเองก็อ่านไม่ออก
“ นี่มันภาษาอะไรกัน“
แอเรียสหรี่ตามองไปยังตัวอักษรนั้นด้วยความแปลกใจ ดูเหมือนมันจะมีหลายส่วนที่ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ดูจากร่องรอยของมันแล้วตัวอักษรนี้น่าจะถูกสลักเอาไว้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันปี
แม้จะพยายามสักเท่าไรแต่ดูเหมือนเขาก็ไม่สามารถจะอ่านมันออก ในที่สุดแอเรียสก็เลิกให้ความสนใจกับมัน เขามองลึกเข้าไปในถ้ำด้วยความหวาดระแวงอยู่ไม่น้อย เขาไม่รู้ว่าภายในถ้ำจะมีสิ่งแปลกประหลาดอะไรซ่อนไว้อยู่บ้าง ไม่แน่ว่าถ้ำแห่งนี้อาจจะเป็นรังของสัตว์อสูรบางตัว และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงนั่นคงเป็นฝันร้ายสำหรับแอเรียส
ในที่สุดความมืดก็เริ่มปกคลุมทั่วทั้งผืนป่า ดวงตะวันเริ่มลับขอบฟ้าเป็นสัญญาณของยามราตรีที่กำลังจะมาถึง ภายในถ้ำที่แอเรียสอาศัยเป็นที่หลบภัยในยามนี้ยิ่งมืดมิดกว่าสถานที่ใด มีเพียงจุดที่แอเรียสอยู่เท่านั้นที่มีแสงสว่างจากกองไฟที่ถูกจุดขึ้นจากฝีมือของแอเรียส แสงสว่างจากเปลวไฟมันช่วยขับไล่ความมืดให้หายออกไปจากบริเวณนั้นได้ และมันยังช่วยให้คลายความหนาวเหน็บลงไปได้บางส่วนอีกด้วย
แอเรียสยังคงได้ยินเสียงของฝูงหมาป่าเท้าอัคคีจากปากถ้ำอยู่เป็นระยะ ดูเหมือนพวกมันจะยังคงไม่จากไปไหน นี่ก็คงจะเป็นคำสั่งของเจ้าตัวจ่าฝูงอีกเช่นเคย มันคงแค้นที่ถูกแอเรียสโจมตีด้วยดาบสั้นเล่มนั้น ในแหวนมิติของแอเรียสยังคงมีอาวุธเช่นนี้อยู่อีกหลายชนิดแม้มันจะเป็นเพียงอาวุธธรรมดาหาใช่อาวุธเวทก็ตาม ความจริงแล้วพวกมันเป็นอาวุธที่เอาไว้ใช้ฝึกซ้อมกับอัลเบิร์ต ในแหวนมิติมีอาวุธเวทเพียงสองชิ้นเท่านั้นคือดาบอสูรมายา และดาบยาวหนึ่งเล่มที่ได้รับมาจากฟาร์ฮานแม้มันจะเป็นเพียงอาวุธเวทระดับต่ำก็ตาม
ในที่สุดก็ผ่านพ้นไปถึงสองวัน บาดแผลบนร่างของแอเรียสนับว่าดีขึ้นมาก ด้วยความรู้และยารักษาที่แอเรียสมีอยู่แผลบนร่างของเขาเริ่มปิดสนิทดีแล้ว แต่พวกหมาป่าเท้าอัคคีก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะไปไหน พวกมันผลัดเวรกันเฝ้าเขาเอาไว้ราวกับเป็นนักโทษที่ถูกคุมขัง
“ เมื่อไหร่พวกมันจะไสหัวไปที่อื่นกันสักที !!“
ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่แอเรียสเดินออกมามองที่หน้าปากทางเข้าถ้ำด้วยสีหน้าหงุดหงิดเช่นนี้ เขาพ่นลมหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิดก่อนที่จะเดินกลับมายังก้อนหินก้อนเดิมอีกครั้ง ดูเหมือนข้อดีเพียงอย่างเดียวที่พวกหมาป่าเท้าอัคคียังคงอยู่ที่ป่าถ้ำก็คงจะเป็นการที่ไม่มีสัตว์อสูรตัวไหนกล้าเฉียดกายเข้ามาใกล้ถ้ำแห่งนี้เลยแม้แต่ตัวเดียว แต่แอเรียสเองก็ไม่สามารถเล็ดลอดออกไปไหนได้เช่นกัน
“ ป่านนี้ท่านพ่อท่านแม่คงเป็นห่วงข้าอยู่เป็นแน่“
แอเรียสนั่งเหม่อมองพลางคิดถึงภาพของอัลเบิร์ตและมาเรียด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก ภายในใจเต็มไปด้วยความกังวล ผู้ที่เขากังวลมากที่สุดก็คงจะเป็นมารดาของเขาที่น่าจะเป็นห่วงเขามากที่สุด เขาได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้าก่อนจะก้มหน้ารอคอยเวลาต่อไป
ณ ตระกูลสการ์เชีย สถานการณ์ภายในตระกูลนี้เป็นไปตามไปที่แอเรียสคาดไว้จริงๆ มันเต็มไปด้วยความวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มาเรียและอัลเบิร์ตต่างออกไปตามหาแอเรียสด้วยความเป็นห่วง พวกเขาเฝ้าออกตามหาแอเรียสทั้งกลางวันและกลางคืนจนแทบจะไม่ได้พักผ่อน ทหารยามนับสิบถูกส่งออกไปตามหาแอเรียสทั้งในเมืองและผืนป่า แต่เบาะแสเดียวที่พวกเขาค้นพบกลับเป็นรอยเลือดและร่องรอยของการตอนสู้บนเส้นทางที่ไม่ห่างไกลจากตระกูลมากนัก ภาพใบหน้าของแอเรียสและไคออนถูกติดประกาศอยู่ทั่วเมืองเบอเนียร์ มีเงินรางวัลสำหรับผู้ที่พบเบาะแสของคนทั้งสองสูงถึงห้าพันเหรียญคริสตัล และหากมีผู้ใดสามารถนำตัวคนทั้งสองมายังตระกูลสการ์เชียได้มันผู้นั้นจะได้รับเงินรางวัลสูงถึงสามหมื่นเหรียญคริสตัล มันเป็นเงินที่มากเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไปจะหาได้ในหนึ่งปีเสียอีก แต่ก็ยังคงไร้วี่แววของแอเรียสและไคออน มีเพียงคนที่หน้าตาคล้ายกับแอเรียสและไคออนเท่านั้นที่ถูกพามันยังตระกูลสการ์เชีย
ฟาร์ฮานที่กำลังยืนมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและความกังวล แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เขาเองก็แทบจะไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อยตั้งแต่แอเรียสหายไป
“ ท่านฟาร์ฮานดูเหมือนทหารของเราจะพบเบาะแสบางอย่างแล้ว แต่ดูเหมือนมันจะเป็นเรื่องที่ไม่สู้ดีนัก“
ฟาร์ฮานหันไปมองคานล์ที่ยืนอยู่หน้าประตู เพียงมองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของอีกฝ่ายเขาก็พอคาดเดาได้บ้างแล้ว เขาเตรียมทำใจไว้ส่วนหนึ่งแล้วว่าอาจจะไม่มีวันได้พบเจอแอเรียสในสภาพปกติอีก แต่อย่างน้อยเขาอยากพบเจอร่างไร้วิญญาณของแอเรียสเพื่อมาดำเนินการตามพิธีกรรมก็ยังดี
“ เบาะแสอันใดกัน“
ฟาร์ฮานเอ่ยถาม
“ ทหารของเราเจอดาบเล่มนี้ที่ใจกลางป่า ทหารหลายคนจดจำได้ว่ามันเป็นดาบของไคออน บริเวณใกล้เคียงเต็มไปด้วยร่องรอยของกายต่อสู้ระหว่างนักเวทและสัตว์อสูร คาดว่าจะเป็นฝูงสัตว์อสูรจำพวกหมาป่า ซึ่งดูจากรอยเท้าของมันแล้วฝูงของมันน่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่าแปดตัว “
คานล์เอ่ยคำรายงานด้วยสีหน้ากังวล
“ เจ้าพบสิ่งอื่นนอกจากดาบเล่มนี้อีกหรือไม่“
คิ้วของฟาร์ฮานขมวดแน่นในใจภาวนาให้ไม่ได้ยินคำตอบแบบที่เขาคิดเอาไว้
“ ไม่ขอรับ เราพบเพียงดาบนี้เท่านั้น แต่น่าแปลกที่บริเวณนั้นมีเพียงรอยเท้าของคนผู้เดียว “
คานล์เอ่ยออกมาก่อนจะส่งดาบยาวในมือให้กับฟาร์ฮานเพื่อตรวจสอบ
“ อย่าพึ่งแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป โดยเฉพาะกับมาเรียและอัลเบิร์ต ไว้ข้าจะเป็นคนบอกพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้เอง “
ฟาร์ฮานตรวจออกคำสั่งก่อนจะหันหน้ากลับไปเหม่อมองยังหน้าต่างด้วยสีหน้าอันเศร้าโศกอีกครั้ง
“ ขอรับ “
ณ ถ้ำที่แอเรียสติดอยู่ นี่ก็ผ่านมาจนถึงวันที่สี่แล้วแต่ฝูงหมาป่าเท้าอัคคียังคงไม่มีท่าทีว่าจะจากไปโดยง่าย ราวกับว่าจะปักหลักใช้หน้าปากทางเข้าถ้ำเป็นรังแห่งใหม่ของพวกมันไปเสียแล้ว
“ เจ้าพวกหมาขี้เรื้อน!! ข้าอยากจะจับมันมาถลกหนังออกให้หมดทุกตัวเสียจริง“
แอเรียสเดินออกมามองภาพของหมาป่าเท้าอัคคีสามสี่ตัวที่เฝ้าอยู่หน้าปากทางเข้าถ้ำด้วยความหงุดหงิด คงเป็นเพราะความแค้นของเจ้าตัวจ่าฝูงพวกมันเลยไม่จากไปไหน
“ เห็นทีข้าคงต้องหาหนทางอื่น“
บาดแผลบนร่างของแอเรียสแทบจะหายสนิทหมดแล้ว เขาเลือกที่จะเดินลึกเขาไปในถ้ำแทนที่จะเดินออกไปทางเดิม ถ้ำบางแห่งนั้นจะมีทางเข้าหรือทางออกอยู่มากกว่าหนึ่งทาง ไม่แน่ว่าถ้ำแห่งนี้ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น แอเรียสเดินผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยวและอับชื้นภายในถ้ำเข้ามาเรื่อยๆ เส้นทางภายในถ้ำคดไปมาราวกับงูเลื้อย บางช่องทางก็แคบจนแอเรียสแทบจะรอดผ่านไปไม่ได้ กว่าหนึ่งชั่วโมงที่เดินเข้ามายังไม่มีทีท่าว่าจะถึงทางออกเลยแม้แต่น้อย แอเรียสใช้คบเพลิงเป็นแสงสว่างนำทางให้แก่เขา แม้เขาจะไม่รู้ว่าเขาเดินเข้ามาไกลแค่ไหนแล้วแต่เขาก็ยังคงก้าวเดินต่อไป แสงจากคบเพลิงตกกระทบกับผนังถ้ำด้านหน้า ดูเหมือนแอเรียสจะเดินมาถึงทางตันเสียแล้ว แต่สายตาของแอเรียสก็พบกับสิ่งแปลกประหลาดที่ไม่น่าจะมีปรากฏอยู่ในถ้ำแห่งนี้เข้า มันเป็นบานประตูสีเทาดูเก่าแก่ บนบานประตูสลักลวดลายของสัตว์อสูรอันน่าหวาดกลัวที่กำลังอ้าปากคำรามข่มขู่ศัตรู ที่ดวงตาข้างหนึ่งของมันประดับเอาไว้ด้วยอัญมณีสีแดงเข้ม ยามที่แอเรียสสัมผัสไปที่บานประตูเขารับรู้ได้ถึงกลิ่นไอของสัตว์อสูรแผ่ออกมาจากด้านหลังบานประตูนั้น แทนที่จะรู้สึกหวาดกลัวแต่แอเรียสกลับยกยิ้มขึ้นด้วยความตื่นเต้นยินดี
“ ดูเหมือนการติดอยู่ในทำนี้ก็ไม่เลวนัก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าถ้ำแห่งนี้จะมีทางเข้าดันเจี้ยนซ่อนเอาไว้“