สามพ่อลูกตัวเปียกปอนกลับมาบ้านพร้อมกับทองหนึ่งถุงย่ามและที่เก็บแอบเอาไว้ตามเสื้อผ้าของแต่ละคน หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้ารับประทานอาหารค่ำ และเก็บจานชามเรียบร้อยแล้วมู่หยางเซิงก็นำตัวอย่างทองคำแท่งขนาดกลางมาวางไว้กลางโต๊ะอาหารทุกคนยกเว้นหลินเหม่ยเอิน มีสีหน้าเฉยๆ เพราะรู้อยู่ก่อนแล้วแต่หลินเหม่ยเอินรู้สึกใมากถึงกับตาโตปากอ้ากว้างปานจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง แล้วรีบยกมือเรียวบางขึ้นปิดปากไม่ให้เกิดเสียงดังเล็ดลอดออกมา พอสงบใจนางได้ก็ถามสามี
“อะ อะไรกันเ้าคะท่านพี่ ท่านไปนำทองมาจากที่ไหน”
มู่หยางเซิงเล่าเื่ราวทุกอย่างให้นางฟังั้แ่มู่หยางิ่ส่งทองให้ตนและเื่ที่เด็กๆ ไปเจอทองกันได้อย่างไร แล้วสรุปสุดท้ายว่าคืนนี้เขาจะไปนำทองที่ซ่อนไว้มาก่อน แล้ววันพรุ่งนี้จะไปงมทองกับมู่หยางิ่อีก
หลังจากฟังจบ แทนที่หลินเหม่ยเอินจะดีใจนางกลับทำสีหน้าเคร่งเครียด
“แล้วเราจะทำอย่างไรกับทองนี่เล่าเ้าคะมันเยอะมากขนาดนั้น หากนำไปขายต้องได้เงินมามากแน่ๆ”
“แล้วเงินมากไม่ดีหรือขอรับ เราจะได้มีเงินซื้อข้าวซื้ออาหาร ต่อไปเราจะได้ไม่ต้องอดอีก” มู่หยางเฉินถามสีหน้าฉงนสงสัย
“ใช่ขอรับ เราจะได้มีเงินมาซ่อมบ้านมีเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่เราไม่ต้องลำบากกันอีก ถ้าเรามีเงินเยอะๆ” มู่หยางิ่เห็นด้วยกับน้องชาย
“แน่นอน มีเงินเยอะย่อมดี” มารดาตอบบุตรชายทั้งสองคน
“แต่ว่า หากเรามีการเปลี่ยนแปลงมากมายกะทันหันชาวบ้านย่อมต้องสงสัยที่มาของเงินอย่างแน่นอน แล้วเราจะตอบอย่างไร” มารดาบอกถึงปัญหาที่อาจจะเกิดตามมาเมื่อจู่ๆ พวกเขาก็มีเงิน
ทุกคนนิ่งเงียบ ‘นั่นสินะ จะบอกอย่างไรดี’ มู่หยางเซิงมู่หยางิ่ และมู่เหม่ยอวี้คิดตาม
มู่เหม่ยอวี้ยกนิ้วขึ้นถูจมูกด้วยความเคยชินเวลาใช้ความคิด
“ก็บอกว่าเจอในลำธารสิขอรับ ยากตรงไหน ท่านแม่บอกว่าเด็กโกหกไม่ดี” มู่หยางเฉินกล่าวหน้าตาเฉยไม่ได้รู้สึกเคร่งเครียดอะไรเหมือนคนอื่นๆ
“เอิ่ม” มู่เหม่ยอวี้เด็กเลี้ยงแกะรู้สึกเหมือนโดนค้อนเคาะเข้าที่หน้าอกด้านซ้าย ‘โอ๊ย! เจ็บ’
“ไม่เหมาะหรอกลูก อาจจะมีคนไม่ดีแอบอ้างว่าเป็ของของตัวเองมาทำตกไว้แล้วมาเอาของเราไปหมด” มารดาบอกบุตรชาย
“ว๊า เช่นนั้นก็แย่สิขอรับ เราอุตส่าห์ไปงมกันแทบตาย”มู่หยางเฉินทำหน้าเสียดายบ่นงึมงำ
“บอกว่า ขายสมุนไพรล้ำค่าได้” มู่หยางิ่เสนอความคิดขึ้นมาบ้าง
“สมุนไพรอะไรล่ะ แพงขนาดนั้น” มารดาย้อนถาม
“แล้วถ้าพวกเขาอยากรู้ว่าจริงหรือไม่แล้วไปถามคนที่รับซื้อสมุนไพรล่ะ” มารดาถามต่อ
“อืม......” ทุกคนครางออกมาแล้วเริ่มทำหน้าเคร่งเครียดกันอีกครั้ง
‘เฮ่อ เส้นทางรวยของข้า ยากเย็นแสนเข็ญเสียจริงขนาดมีทองก็ยังเอามาใช้ลำบากอีก’ มู่เหม่ยอวี้ทำหน้าเบื่อหน่ายออกมา
“บอกว่ามีคนให้มาดีหรือไม่”มู่หยางเซิงเสนอความคิดของตนขึ้นมาบ้าง
“ใครให้มาหรือเ้าคะ” หลินเหม่ยเอินถาม
“ญาติ หรือผู้มีพระคุณสักคน หรือเ้านายเก่า”มูหยางเซิงตอบ
“อืม ข้ออ้างนี้ก็อาจจะใช้ได้เหมือนกันนะเ้าคะท่านแม่เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ บอกว่าเป็สมบัติเก่าที่บรรพบุรุษของเราให้ไว้บอกว่าถ้าไม่จำเป็จริงๆ ห้ามขาย” มู่เหม่ยอวี้เอ่ยความคิดของตนเอง
“แล้วทำไมไม่เอามาขายเสียตั้งนานแล้วล่ะเพราะเราลำบากกันมานานแล้ว” มารดาแย้ง
“ว๊า นั่นสินะ โง่จริง แหะๆ” มู่เหม่ยอวี้กำมือหลวมๆข้างหนึ่ง แล้วเอากำปั้นนั้นเคาะหัวตัวเองเบาๆ พร้อมเอียงคอเล็กน้อย ดูน่าเอ็นดูจนท่านพ่อและท่านแม่หลุดหัวเราะเบาๆ ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย
ทุกคนนิ่งคิดไปอีกชั่วครู่แล้วมารดาก็เสนอความคิดขึ้นมาบ้าง
“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เ้าคะให้ข้าทำทีเป็กลับบ้านเดิมของข้าที่อยู่ในเมืองอื่น ไป-กลับ รวมๆ ประมาณสิบวันตอนกลับก็นำหีบเปล่าใส่เกวียนมาด้วย ชาวบ้านจะได้เห็นว่าข้าได้กลับบ้านหากมีโชคดีอะไรก็คือข้านำมาจากบ้านของข้าพวกเขาคงไม่ไปตามสืบอะไรถึงบ้านข้าหรอกเ้าค่ะ”
“จะลำบากเ้าน่ะสิเหม่ยเอิน” มู่หยางเซิงเป็ห่วงภรรยาหากนางต้องเดินทางออกจากบ้าน
“ไม่ลำบากหรอกเ้าค่ะเพื่อตัดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต” หลินเหม่ยเอินตอบผู้เป็สามี
มู่เหม่ยอวี้รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของหลินเหม่ยเอินที่สำคัญตนก็อยากลองไปเที่ยวที่อื่นดูบ้าง อุตส่าห์หลงยุค ทะลุมิติเข้ามาทั้งที
“ท่านพ่อไม่ต้องเป็กังวลนะเ้าคะประเดี๋ยวข้าจะไปเป็เพื่อนท่านแม่เอง ข้าจะดูแลนางอย่างดี ริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม” มู่เหม่ยอวี้บอกผู้เป็บิดา ประหนึ่งมัดมือชกให้เขาอนุญาตนางจ้องหน้ามู่หยางเซิง ‘อนุญาตให้ข้าไป อนุญาตให้ข้าไป อนุญาตข้าบัดเดี๋ยวนี้’
มู่หยางเซิงย่นคิ้ว พิจารณาผลได้ผลเสียที่ตามมาในที่สุดก็พูดขึ้น“รอให้ข้างมทองให้หมดก่อนดีกว่า แล้วเราค่อยไปพร้อมกันทั้งหมดเพื่อความปลอดภัยของพวกเ้า”
“ข้าว่าท่านพ่ออยู่ที่นี่แล้วทำเป็สร้างข่าวว่าท่านแม่กลับบ้านดีกว่าเ้าค่ะชาวบ้านจะได้รู้เยอะๆ อีกอย่าง ถ้าไปกันหมดทั้งบ้านแล้วทองที่บ้านเล่าเ้าคะจะทำอย่างไร” มู่เหม่ยอวี้แย้ง
ท่านพ่อทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี เป็ห่วงภรรยาและลูกก็เป็ห่วงถ้าทิ้งทองไว้ที่บ้านอย่างเดียวก็ไม่ไว้ใจ หากไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลยก็อาจจะมีใครมาขโมยไปได้
มู่เหม่ยอวี้เสนอความคิดใหม่“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เ้าคะท่านพ่อ เราทำทีเป็ออกจากบ้าน ไปบ้านท่านยายตามเดิมแต่จริงๆ แล้วเราไปแค่เมืองถัดไป ซึ่งเดินทางวันเดียวก็น่าจะถึงแล้วเราก็ไปหาโรงเตี๊ยมอยู่รอให้ครบกำหนดวัน แล้วเราก็กลับเราแค่แสดงให้ชาวบ้านแถวนี้เห็นว่าเราออกเดินทางจากหมู่บ้านเท่านั้นเอง ส่วนจริงๆแล้วเราไปที่ใด พวกเขาไม่สนใจเราหรอกส่วนท่านก็ไปหาทองเพราะมันมีมากน้อยแค่ไหนเราก็ไม่รู้ ท่านอาจจะงมเสร็จในวันเดียวหรือสองสามวันเสร็จก็ได้ ว่างๆ ท่านก็ทำเป็เดินลอยชายไปบ่นให้ชาวบ้านฟังบ้างว่าภรรยาท่านกลับบ้าน แบบนี้ดีหรือไม่เ้าคะ”
มู่เหม่ยอวี้เริ่มรู้สึกสนุกกับการเป็ผู้กำกับการแสดง
แต่ไหนเลยทุกอย่างจะเป็ไปตามที่นางคิดนางประเมินความเป็ห่วงของบิดาที่มีต่อภรรยาและบุตรต่ำเกินไป มู่หยางเซิงไม่ยินยอม
“รอให้งมทองให้เสร็จให้เรียบร้อยก่อนแล้วนำไปฝังไว้ใต้ต้นไม้บนที่ดินของเรา แล้วหากิ่งไม้มาคลุมๆให้ดูกลืนไปกับพื้นที่เดิม จะได้ไม่น่าสงสัย และไม่ต้องห่วงว่าจะมีโจรขึ้นบ้านส่วนการปล่อยข่าว ก็บอกฝากบ้านกับลู่หลี่จงและเซี่ยฉิงชวน ว่าถ้าว่างๆก็ให้แวะมาดูๆ บ้านให้หน่อย เหม่ยเอินคิดถึงท่านพ่อท่านแม่ของนางเลยว่าจะพานางกลับไปเยี่ยมครอบครัวสักหน่อย นางไม่ได้ไปนานแล้ว เช่นนี้ดีหรือไม่”มู่หยางเซิงบอกแผนการของตนเอง
“แผนของท่านแเีมากเ้าค่ะ ท่านพ่อ”ในที่สุดมู่เหม่ยอวี้ก็เยินยอมู่หยางเซิงไปหนึ่งประโยคและทุกคนก็เห็นด้วยกับแผนการ
“แล้วตกลงว่าเราจะไปบ้านท่านยายหรือจะไปแค่เมืองถัดไปเ้าคะ”มู่เหม่ยอวี้ถาม
“ไปเมืองถัดไปก็แล้วกัน รอให้เราพร้อมกว่านี้ก่อนดีกว่าหากจะไปบ้านท่านยายเราควรหาซื้อเกวียนหรือรถม้าไปดีกว่า จะได้เดินทางสะดวกตอนนี้เราแค่้าเดินทางเพื่อให้เป็ไปตามแผนเท่านั้น”
เมื่อตกลงกันได้ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอน ต่างคนต่างคิดฝันอะไรของตนเองจนหลับไป