ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    ตอนที่ 53 หยางหั่วหมิง

            แต่เพียงครู่ต่อมา ความภาคภูมิใจได้แสดงออกมาจากใบหน้าเพราะนี้คือบุตรชายของมันเช่นกัน! เมื่อเริ่มสงบสติกับเรื่องราวของบุตรชายได้มันจึงกล่าวออกไป

     

            “อีกสองวัน จะมีผู้อาวุโสฝ่ายนอกของสำนักจันทร์กระจ่างมาให้การทดสอบเพื่อเข้าร่วมสำนัก แต่ด้วยระดับพลังเช่นเจ้าเรื่องการได้เข้าร่วมสำนัก คงเป็นเพียงแค่เรื่องไร้สาระ”เพราะด้วยระดับพลังถึงขั้นนี้ เรียกได้ว่าสามารถเข้าร่วมเป็นศิษย์สายในได้ทันที

     

            แต่เมื่อนึกขึ้นมาได้ ว่าบุตรชายตนเป็นอัจฉริยะที่สามารถสู้กับผู้ที่เหนือกว่าอย่างน้อย 4 ระดับทำให้เฟยหรงอดคิดขึ้นมาไม่ได้ ว่าสำนักดังกล่าวอาจไม่ดีพอสำหรับบุตรชายแต่ตัวมันก็หาได้กล่าวสิ่งที่คิดออกไป เพราะถือเป็นประสบการณ์ให้เรียนรู้

     

            “เช่นนั้น... ช่วงเวลาสองวันที่เหลือ เจ้าก็พักผ่อนให้เต็มที่เสียเถอะหากผู้อาวุโสจากสำนักจันทร์กระจ่างมาเมื่อใด ข้าจะให้ข้ารับใช้ไปแจ้งแก่เจ้า”

     

            เมื่อบิดาได้กล่าวออกมาจบจูเยว่จึงได้กล่าวลาและกลับไปยังที่พักของตน เพื่อรอเวลาเข้าร่วมการทดสอบ

     

     

            ณ บริเวณภูเขาที่เป็นที่ตั้งของสำนักแห่งหนึ่ง

     

            ตอนนี้ร่างของไป๋ฉีปรากฏขึ้นบริเวณตีนเขาซึ่งเมื่อแหงนหน้ามองยังบนภูเขาลูกนั้น พบทางเดินทอดยาวขึ้นไป ซึ่งบริเวณทางขึ้นสามารถเห็นคนสองคน ที่แต่งกายด้วยชุดประจำสำนักยืนเฝ้าอยู่แต่ไป๋ฉี่หาได้พุ่งตรงไปยังทางเข้าแต่อย่างใด กลับเลี่ยงออกไปนอกเส้นทางเพื่อขึ้นไปยังเขาลูกนั้น ร่างของมันได้เคลื่อนที่อย่างว่องไวราวกับคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี

     

            เพียงเวลาไม่นานไป๋ฉีได้ปรากฏตัวขึ้นมาบนยอดเขาเมื่อมองไปรอบๆปรากฏเป็นภาพที่พักและอาคารมากมายอาคารบริเวณรอบนอกแลดูธรรมดาทั่วไป แต่ส่วนภายในกลับเป็นอาคารที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างงดงาม คล้ายภาพวาดที่ถูกรังสรรค์

     

            ไป๋ฉีได้มองไปยังทั่วทั้งยอดเขาด้วยสายตาที่เหมือนกับรำลึกถึงความหลัง ก่อนที่จะได้สติขึ้นมาพร้อมกับเคลื่อนที่หายไปจากบริเวณดังกล่าว ก่อนที่จะปรากฏตัวอีกครั้งบริเวณอาคารที่แลดูโอ่อ่ากว้างขวางหลังหนึ่ง

     

            เมื่อข้ารับใช้ที่อยู่ด้านนอกจวน มองเห็นร่างที่กำลังเดินเข้ามาจึงส่งเสียงเตือนออกไป

     

            “เจ้าเป็นใครกัน?! ไม่รู้หรืออย่างไรว่านี่เป็นที่พักของท่านเจ้าสำนัก!!” เพราะผู้ที่อยู่เบื้องหน้าไม่เพียงไม่ใส่ชุดของสำนัก อีกทั้งตนยังไม่เคยพบเจอมาก่อน 

     

            “ข้าไป๋ฉี... ต้องการพบกับศิษย์พี่หยางช่วยแจ้งให้ข้าด้วย” เขากล่าวเสียงเรียบออกไป

     

            หน้าของข้ารับใช้ปั้นยากขึ้นมาทันที หลังจากที่ได้ยินคำดังกล่าวเพราะเกรงว่าบุรุษผู้นี้ จะรบกวนท่านเจ้าสำนัก แต่ในขณะที่มันกำลังลังเลอยู่นั้นเสียงได้ดังขึ้นมาจากภายในที่พักด้านหลัง

     

            “ให้เขาเข้ามา...”

     

            ข้ารับใช้ได้ยินเสียงดังกล่าวจึงไม่เอ่ยสิ่งใดอีกพร้อมกับนำทางเข้าไปภายในที่พัก หลังจากที่ได้เข้าไปภายใน ก็พบกับห้องรับรองซึ่งตกแต่งอย่างราบเรียบแตกต่างจากภายนอก 

     

            เมื่อไป๋ฉีได้มองไปยังเบื้องหน้าพบร่างหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในห้อง แลคล้ายชายหนุ่มอายุประมาณสามสิบปีพร้อมจ้องมาที่ไป๋ฉี ด้วยแววตาคล้ายนึกถึงเรื่องราวในอดีตแต่เมื่อสังเกตุได้ถึงบางสิ่ง ใบหน้านั้นเริ่มเคร่งขรึมขึ้นมา

     

            “ศิษย์พี่หยาง... ท่านสบายดีหรือไม่”ไป๋ฉีคำนับพร้อมกล่าวทักทายออกไป

     

            “ข้าสบายดี แต่ดูเหมือนเจ้า... มิน่าจะสบายสักเท่าใด”เพราะศิษย์พี่หยางผู้นี้ สัมผัสได้ถึงแขนข้างหนึ่งของไป๋ฉีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอาจถึงขั้นพิการ ถึงแม้ตอนนี้แขนข้างนั้นจะถูกผ้าสีขาวพันเอาไว้อย่างแน่นหนา

     

            “นี่เป็นเหตุผลที่ข้าจะมากล่าวขอร้องศิษย์พี่หยางในวันนี้ ข้าหวังว่าศิษย์พี่จะช่วยเหลือข้า”เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่ของตน สามารถรับรู้ถึงบาดแผลที่ปกปิดเอาไว้ได้อย่างรวดเร็วไป๋ฉีจึงไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป กล่าวทะลุกลางปล้อง ถึงเรื่องที่มันได้มาเยือนในทันที

     

            ความเป็นจริงแล้ว ไป๋ฉีเองก็ไม่ต้องการที่จะยืมมือผู้อื่น เพื่อจัดการความแค้นของตนแต่เมื่อนึกถึงเจ้าปีศาจน้อยผู้นั้น มันจึงทราบได้ทันทีว่าหากต้องการแก้แค้นด้วยตนเอง คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้และยิ่งปล่อยเวลาให้มันเติบโตไปมากกว่านี้ ความแค้นที่อยู่ในอกคงไม่มีวันได้ระบายออก ตัวมันถึงต้องบากหน้ามาขอร้องศิษย์พี่ให้ช่วยเหลือ

     

            “เจ้าอย่าได้กล่าววาจาเหินห่างเช่นนั้นข้าเห็นเจ้าเป็นราวกับเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด เพียงแค่ชำระแค้นให้แก่เจ้าหากไม่ใช่เรื่องที่เหนือความสามารถ ข้าหยางหั่วหมิง ย่อมไม่ปฎิเสธ” น้ำเสียงที่กล่าวออกมาราวกับว่าการให้ความช่วยเหลือศิษย์น้องผู้นี้ เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ 

     

            เป็นเพราะในอดีต ขณะที่พวกเขาทั้งสองอยู่ภายในสำนักและยังเป็นเพียงศิษย์สายนอกที่ไม่แข็งแกร่งคนรักของศิษย์พี่หยางได้ถูกศิษย์สายนอกที่หลงใหลในตัวนาง ชุดคร่าและข่มเหงจนนางนั้นไม่สามารถทนความอัปยศได้ จึงได้ตัดสินใจปลิดชีวิตตนเองลง ในขณะที่หยางหั่วหมิงได้ออกไปทำภารกิจภายนอกสำนัก แต่ไป๋ฉีที่ทราบถึงเหตุการณ์ได้บุกไปสังหารศิษย์สายนอกเหล่านั้นจนหมดสิ้นเป็นเหตุให้ตัวเขาต้องถูกขับออกจากสำนักไปในที่สุด และก็เป็นเหตุการณ์ในครั้งนั้นที่ทำให้ตัวไป๋ฉีรู้สึกถึงความพึงพอใจ ในยามที่ได้ลงมือสังหาร จึงได้เข้าสู่ด้านมืดเมื่อออกจากสำนักไป

     

            เมื่อหยางหั่วหมิงได้กลับมาและทราบเรื่องราวทั้งหมดถึงแม้จะเสียใจที่ไม่ได้ลงมือแก้แค้นด้วยตนเอง แต่นับจากวันนั้นเขาก็ได้สาบานเป็นพี่น้องกับไป๋ฉี ก่อนที่จะถูกขับออกไปจากสำนักและด้วยความแค้นที่ไม่สามารถปกป้องบุคคลอันเป็นที่รักได้หยางหั่วหมิงได้ทุ่มเวลาฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งราวปีศาจส่งผลให้ระดับพลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนผู้อาวุโสภายในสำนักประทับใจจึงได้รับเป็นศิษย์ส่วนตัว

     

            ด้วยการฝึกฝนอย่างไม่หยุดพักประกอบกับทรัพยากรที่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ระดับของหยางหั่วหมิงพุ่งทะยานอย่างน่าสะพรึงกลัวเพียงระยะเวลาแค่สิบปีผู้อาวุโสผู้นั้น ก็ได้เสนอตัวเขาให้ขึ้นรับตำแหน่งเจ้าสำนักเพราะไม่มีผู้ใดในสำนัก ณ เวลานั้น สามารถเทียบเคียงเขาได้ เรื่องนี้โด่งดังไปทั่วแม้แต่ไป๋ฉีที่อยู่ภายนอกก็ยังทราบข่าว

     

            เมื่อไป๋ฉีได้ยินคำที่ศิษย์พี่หยางกล่าวออกมาจึงได้จ้องมองไปยังร่างเบื้องหน้าด้วยแววตาซาบซึ้งแม้มันจะเตรียมใจรับคำปฏิเสธไว้ก่อนหน้า เพราะเวลาได้ล่วงเลยมามากกว่าสิบปีอาจทำให้ความสัมพันธ์ของพวกตนทั้งสองแปรเปลี่ยน แต่ศิษย์พี่ที่อยู่เบื้องหน้ายังคงมองตนราวกับพี่น้องเช่นกาลก่อน

     

            “แล้วศัตรูของเจ้า เป็นผู้ใดกัน?” หยางหั่วหมิงกล่าวถามออกไปด้วยความสงสัยเพราะถึงขั้นทำให้ศิษย์น้องที่หยิ่งยะโสในอดีตกลับต้องดั้นด้นมาร้องขอให้ตนช่วยเหลือ

     

            “อะเอ่อ...” เมื่อมันจะเอ่ยออกไปกลับรู้สึกกล่าวออกไปได้อย่างยากลำบาก เพราะศัตรูที่ตนต้องการให้ชำระแค้นกลับเป็นเพียงผู้เยาว์คนหนึ่ง!

     

            เมื่อหยางหั่วหมิงเห็นท่าทางที่ยากจะเอ่ยของศิษย์น้องก็รู้สึกเคร่งเครียดขึ้นมา พร้อมกับกล่าวถามออกไปอีกครั้ง

     

            “หรือว่า... บุคคลผู้นั้น จะมีระดับพลังสูงกว่าข้า?จนเจ้ามิกล้าที่จะเอ่ยออกมา”

    คล้ายกับเรื่องราชันธาตุผ่ามิติเซียน ที่คุณอ่าน