หอคอยสวรรค์นั้นมีความลับที่แอบซ้อนอยู่มากมายที่ยังไม่ถูกผู้คนค้นพบ ผู้ที่จะสามารถเข้าไปภายในหอคอยแห่งนี้นั้นจะต้องมีระดับพลังไม่เกินจอมเวทขั้นสูงต่อให้เป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ไม่สามารถที่จะแหกกฏสวรรค์ข้อนี้ได้ความเย้ายวนใจของมันนั้นมีมากมายจนเกินไปแน่นอนว่ามีผู้ที่มากไปด้วยฝีมือเป็นจำนวนไม่น้อยที่คิดจะฝ่าฝืนรั้งเข้าไป แต่แน่นอนว่าชะตากรรมของพวกมันที่ได้รับล้วนแล้วแต่จบไม่ค่อยสวยนักเรื่องราวเหล่านี้นั้นไม่ได้เป็นเพียงแต่ตำนานแต่มันคือเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริง มีผู้ที่กล้าลองดีแล้วต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าสมเพชอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย“ท่านผู้อำนวยการชิงหลงตัวของท่านนั้นพอที่จะรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของหอคอยสวรรค์รึไม่” ถึงแม้ว่าตัวของหลินเทียนจะอ่านตำรามามากมายแต่ข้อมูลเกี่ยวกับหอคอยสวรรค์แห่งนี้นั้นมันช่างน้อยนิดคล้ายกับว่ามันคือความลับสูงสุดระดับทวีปยากนักที่จะเปิดเผยข้อมูลต่อคนนอกได้รับทราบ“ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรแต่ที่แน่ๆเจ้าหอคอยนี้นั้นมันเกิดขึ้นก่อนโรงเรียนจอมเวทของเราเสียอีกมีเพียงแต่การคาดเดาของข้าเท่านั้นเจ้าอยากที่จะรับฟังไหม” หอคอยสวรรค์นั้นไม่ได้มีเพียงสถานที่แห่งนี้เพียงแห่งเดียวเท่านั้นแต่มันยังเกิดขึ้นอีกหลากหลายทวีปและระดับความยากง่ายของมันนั้นย่อมมีระดับที่แตกต่างกันและมีชื่อเรียกที่หลากหลาย“ข้าอยากที่จะรับฟังความคิดเห็นของท่าน” หลินเทียนเชื่อว่าการคาดเดาของผู้อำนวยการชิงหลงผู้นี้ย่อมมีมูลของความจริงอยู่ไม่น้อยหากไม่มีหลักฐานยอมรับที่เพียงพอมันย่อมไม่ทำการคาดเดาอย่างเด็ดขาด“ข้าเชื่อว่าหอคอยสวรรค์นั้นมันถูกสร้างขึ้นมาด้วยน้ำมือของมนุษย์ และพลังของผู้สร้างนั้นจะต้องทรงพลังเป็นอย่างมากทรงพลังถึงขนาดขั้นแม้แต่ตัวข้าเองก็เอื้อมไม่ถึง” ที่ตัวของชิงหลงนั้นมันใจว่าหอคอยสวรรค์ถูกสร้างมากจากฝีมือมนุษย์นั้นมีผลมาจากอักขระเวทที่ตัวของมันได้พบเจออักขระเวทเหล่านี้มีความซับซ้อนและทรงพลังเป็นอย่างมาก และด้วยความซับซ้อนที่มากมายถึงเพียงนี้มันจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไปได้อย่างไร และจุดมุ้งหมายในการสร้างหอคอยสวรรค์แต่ระที่นั้นล้วนแล้วแต่มีจุดมุ้งหมายที่แตกต่างกัน“หืม เป็นเช่นนั้นเองหรอกหรือ” ถ้าหอคอยสวรรค์แห่งนี้มันเต็มไปด้วยอักขระเวทเช่นนั้นก็เป็นไปได้สูงว่านี่มันอาจจะเกิดขึ้นมาจากฝีมือของมนุษย์แต่น้อยคนนักที่จะสามารถล่วงรู้ได้ว่าจุดมุ้งหมายของผู้สร้างนั้นมันมีไว้เพื่ออะไรกันแน่ หลินเทียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตัวของเขานั้นจะได้รับคำตอบภายในอนาคตเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะบนโลกใบนี้นั้นมีความลับอีกมากมายที่ต้องการคำตอบหลังจากที่หลินเทียนพูดคุยกับผู้อำนวยการชิงหลงจนเสร็จสิ้น ตัวของเขานั้นก็เดินทางกลับไปยังที่ห้องพักในทันทีมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ตัวของเขาที่จะต้องเตรียมพร้อมก่อนที่หอคอยสวรรค์แห่งนี้จะเปิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเสบียงอาหารหรือจะเป็นน้ำยาฟื้นฟูพลังเวท หลินเทียนนั้นจัดเตรียมเอาไว้เป็นอย่างดีเพื่อพบเจอปัญหาที่ไม่คาดคิดที่จะเกิดขึ้นได้ภายในอนาคต ตั้งแต่ตัวของหลินเทียนเข้ามาเป็นศิษย์ฝ่ายในนั้นมีผู้คนเป็นจำนวนไม่น้อยที่ต้องการจะดึงตัวหลินเทียนมาเข้าร่วมกลุ่มด้วยแต่พวกมันเหล่านี้นั้นก็ล้วนแล้วแต่ถูกเขาปฏิเสธไปทั้งสิ้น นั่นเป็นเพราะตัวของหลินเทียนนั้นไม่ต้องการที่จะไปขึ้นตรงกับใครหรือจะไปเป็นลูกน้องใคร และด้วยเหตุนี้เองก็มีผู้คนไม่น้อยที่หมายหัวในตัวหลินเทียน“นี่สหาย เจ้ามีนามว่าหลินเทียนใช่รึไม่การที่เจ้าปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับพวกเรามันไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเลย เจ้ารู้รึไม่ว่าลูกพี่ของข้านั้นเป็นใคร และเบื้องหลังของเขานั้นยิ่งใหญ่ถึงขนาดไหน” ศิษย์ฝ่ายในผู้นึงพยามตามตื้อหลินเทียนอยู่หลายครั้งเพื่อที่จะให้ตัวของมันนั้นมาเข้าร่วมกับลูกพี่ของตน“ขอโทษทีข้าไม่สนใจ” ทางด้านตัวของหลินเทียนนั้นรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมากที่เจ้าคนพวกนี้นั้นมันตามตื้อตนไม่เลิก แต่ตนเองนั้นก็พยายามพูดคุยกับเจ้าคนพวกนี้ด้วยเหตุผล“จุ๊ จุ๊ เจ้าจะปฏิเสธในตอนนี้นั้นมันยังเร็วเกินไปนักลูกพี่ของข้ามีนามว่า หมิงยู่ และพี่ชายของเขานั้นยังเป็นถึงศิษย์หลักอีกด้วย” เจ้าคนผู้นี้พูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตการที่ตัวของมันนั้นได้เป็นสุนัขรับใช้ของพี่น้องคู่นี้ราวกับว่าผู้คนที่จะสามารถเข้าร่วมกับพวกมันได้นับว่าเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตแล้ว“ขอโทษด้วยข้าไม่สนใจจริงๆ” หลินเทียนตอบกับไปด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง ไม่ว่าจะไล่มันไปอย่างไรตัวของมันผู้นี้นั้นก็ไม่ยอมไปเสียทีเอาแต่ตามตื้อตนเองอยู่ได้
“เจ้าตัวบัดซบ เจ้าตัวโง่งม พ่อแม่ของเจ้าคงเป็นเพียงแค่เจ้าทาสชั้นต่ำถึงได้มีบุตรหลานที่โง่เง่าชั้นต่ำเช่นนี้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเจ้าไม่รู้เหรอว่าศิษย์พี่หมิงยู่นั้นเป็นตัวตนระดับไหนการที่เจ้าได้เป็นข้ารับใช้ของเขานับว่าเป็นเกียรติประวัติที่สูงส่งที่สุดในชีวิตของเจ้าแล้ว” เจ้าสุนัขรับใช้ผู้นี้ด่าหลินเทียนอย่างเกี้ยวกาจ ผู้คนบริเวณโดยรอบเริ่มที่จะเกิดการให้ความสนใจต่อสถานการณ์ตรงหน้าเพลี๊ยยยยย ใบหน้าของเจ้าสุนัขรับใช้ถึงกับสั่นสะท้านไปมาไม่ยอมหยุด ความรู้สึกเจ็บแสบเจ็บร้อนอยู่ทั่วบริเวณใบหน้าของมันไม่ยอมจางหาย มันค่อยๆเอามือรูปสัมผัสไปที่ใบหน้าของมันเองอย่างช้าๆฟันบนฟันล่างของมันประกบกันไม่เข้าที่ มวลกล้ามเนื้อทุกมัดล้วนแล้วแต่สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว แขนและขาของมันแต่ล่ะข้างล้วนแล้วแต่อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เพียงแค่แรงตบหนึ่งฝ่ามือแต่กลับสามารถสร้างความหวาดกลัวให้กับมันไปจนถึงสุดขั้วของดวงวิญญาณ“ชู๊ววววว !!! เงียบเข้าไว้ ตัวของข้านั้นไม่ชอบให้ผู้ใดด่าทอถึงบุพการี ขอโทษนะเจ้าคงที่จะเจ็บมากซินะ” หลินเทียนสั่งให้มันเงียบปากพร้อมทั้งค่อยๆเอามือลูบไปที่ใบหน้าของมันอย่างช้าๆราวกับว่าตัวของเขานั้นกำลังคิดถึงสุนัขแสนรักของตน“ข้าไม่รู้ว่าตัวของเจ้ามีนามว่าอะไรเอาเป็นว่าข้าจะเรียกเจ้าว่า เจ้าสุนัขรับใช้แล้วกัน” น้ำเสียงของหลินเทียนในยามนี้นั้นเต็มเป็นด้วยความเยือกเย็นอย่างถึงขีดสุดราวกับว่าสภาวะอารมณ์ของมันในยามนี้พร้อมที่จะฆ่าคนได้ทุกเมื่อจิตคิดสู้ของมันในยามนี้นั้นล้วนแล้วแต่มอดดับไปแล้วมีเพียงแต่ความหวาดกลัวเท่านั้น“ขอรับ” มันยอมรับฉายาที่หลินเทียนมอบให้อย่างว่าง่าย ราวกับว่าฉายานี้นั้นเป็นสิ่งที่บิดามารดาของมันตั้งขึ้นให้เสียเองไม่มีประกายแห่งความไม่พอใจภายในแววตาของมัน“เจ้าจงกลับไปบอกลูกพี่ของเจ้าด้วยตัวเอง หากมันมีอะไรไม่พอใจล่ะก็ให้มันมาพบข้าด้วยตัวเอง”