ตอนที่ 66:เพนกวินมิวสิคมาหา
ตอนกลางคืน หลิวจือเซียต้องเนรเทศตัวเองมายังห้องหนังสือในห้องหนังสือมีเตียงเช่นกัน แต่เป็นเตียงเดี่ยวและมีขนาดเล็กกว่ามาก
ส่วนหลี่เมิ้งอีได้นอนเป็นเพื่อนเยว่เยว่ในห้องนอนเดิมทีหลิวจือเซียกลัวว่าหลี่เมิ้งอีจะรังเกียจจึงจะเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและผ้าห่มใหม่ทั้งหมดแต่ในตอนที่เขาขนผ้าปูที่นอนผืนใหม่จากระเบียงทางเดินนั้นเยว่เยว่ก็ได้อาบน้ำล้างหน้าและขึ้นเตียงแล้ว
ส่วนหลี่เมิ้งอีก็ไม่พูดอะไร
แล้วจะเปลี่ยนทำไมอีก ? หลิวจือเซียจึงขนผ้าห่มกลับไปและปิดประตูให้กับทั้งสองคน
เวลากลางคืนช่างยาวนาน แสงจันทร์สาดสลัว ไร้เสียงพูดคุยตลอดทั้งคืน
วันที่สอง ทันทีที่ฟ้าเริ่มสว่าง หลิวจือเซียก็ตื่นนอนแล้ว
ช่วยไม่ได้ เขาเคยชินกับกิจวัตรประจำวันในชีวิตก่อนหน้านั้นแม้ว่าจะข้ามมาในชีวิตใหม่ในตอนนี้ เกรงว่านิสัยเดิมก็ยากที่จะเปลี่ยนได้
เมื่อมองทะลุหน้าต่างออกไปยังอากาศข้างนอก ดูเหมือนจะดีไม่ใช่น้อยหลิวจือเซียก็ทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเบามือที่สุดจากนั้นก็ลงไปออกกำลังกายในตอนเช้า และถือโอกาสซื้ออาหารเช้ากลับมา
หลายวันหลังจากนี้ หลี่เมิ้งอีจะพักอยู่ที่นี่สองสามวันนี้หลิวจือเซียจึงไม่คิดจะทำอาหารเช้าเอง เพราะถ้าต้องเลี้ยงราชาพุงโตคนนี้ด้วยเขาจะต้องทำมากขนาดไหนกัน ?
หลังจากวิ่งจ๊อกกิ้งในสวนครบสองรอบแล้ว เวลา 06.40 น.หลิวจือเซียก็วิ่งมายังแผงลอยขายอาหารเช้า ซื้อแป้งทอด ปาท่องโก๋ขนมเปี๊ยะไส้เนื้อ และเสี่ยวหลงเปาไส้หมูสับ...
เมื่อถืออาหารเช้าตรงกลับบ้าน ก็เป็นเวลา 07.00 น. พอดี
เมื่อมาถึงนอกห้องนอน หลิวจือเซียก็ได้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็ไม่เคาะประตู แต่เลือกที่จะจับลูกบิด แล้วบิดเบา ๆ
เมื่อเสียง “แกร่ก” ดังขึ้น ประตูก็ถูกเปิดอย่างฉับพลัน
ดูเหมือนว่าเมื่อคืนหลี่เมิ้งอีจะไม่ได้ล็อกประตูเอาไว้เธอมีความใจกว้างมากเลยนะเนี่ย ?
ต้องรู้ว่าหลี่เมิ้งอีเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่งหลิวจือเซียก็เป็นผู้ชายวัยรุ่นที่เลือดร้อนคนหนึ่งถ้าเขาต้องทำอะไรที่เหนือความคาดหมายในคืนนี้ มันก็คือเรื่องปกติไม่ใช่หรือ ?
จิตใจของหลิวจือเซียรู้สึกสับสน และครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ปิดประตูลง แล้วกลับไปยังห้องอาหาร
หลิวจือเซียที่ปิดประตูเรียบร้อยก็ไม่พบอะไรส่วนหลี่เมิ้งอีที่นอนอยู่บนเตียง ตอนที่เปิดประตูห้องนั้นร่างกายของเธอก็สั่นเล็กน้อย
หลังจากที่หลิวจือเซียปิดประตูกลับไปนั้นหลี่เมิ้งอีก็เบิกตาโพลงฉับพลัน มุมปากของเธอกระตุกขึ้นเล็กน้อยนัยน์ตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ไอ้คนวิปริต มีใจแต่ไม่กล้านี่นา ! ”
หลังจากยิ้มเยาะแล้ว หลี่เมิ้งอีก็ลุกขึ้นมานั่งยืดแขนบิดขี้เกียจอยู่สองสามครั้ง เห็นหน้าอกนูนออกมาภายใต้ชุดนอนที่เบาบางอยู่เลือนราง
เมื่อเห็นเยว่เยว่กำลังนอนหลับอยู่ข้างกายหลี่เมิ้งอีก็เผยรอยยิ้มที่อบอุ่นออกมา
หลี่เมิ้งอีลงจากเตียงอย่างเบาที่สุด เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินลงไปยังห้องนั่งเล่น
ทันทีที่เดินมาถึงทางเดิน ก็เจอกับหลิวจือเซียในชุดกีฬารัดรูปทำท่าทางเหมือนกำลังล้วงหยิบอาหารเช้าออกมาอยู่ข้างโต๊ะ
รูปร่างของหลิวจือเซียจัดว่าอยู่ในประเภทผอมบางแต่แตกต่างจากเด็กที่ผอมกะหร่องกะแหร่งทั่วไปสาเหตุก็เพราะครอบครัวของหลิวจือเซียที่ให้เขาฝึกฝนอู่ฉินซี่1 มาตั้งแต่เด็กจึงมีแต่กล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกาย
เพราะเหตุนี้ ชุดออกกำลังกายที่รัดรูปจึงทำให้กล้ามเนื้อส่วนบนของร่างกายเขานูนออกมาอย่างชัดเจน
“หลิวจือเซีย ทำไมนายไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าล่ะ ? ”
เมื่อเห็นลายกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆปูดโปนเหล่านั้นบนร่างกายของหลิวจือเซีย ไม่รู้ว่าทำไมหลี่เมิ้งอีถึงได้รู้สึกหัวใจเต้นเร็วรัวอย่างฉับพลัน
หลายปีมานี้หลี่เมิ้งอีก็ใช่ว่าจะไม่เคยเจอชายหนุ่มกล้ามเป็นมัด ๆหรือนักแสดงชายที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบเหล่านั้น แต่เธอไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนจนกระทั่งวันนี้
“ไอหยา เปลี่ยนเสื้อผ้าอะไรกัน ? ” หลิวจือเซียตะลึงงันแล้วพูดว่า “เดิมทีฉันก็ตั้งใจจะอาบน้ำแล้วค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้าเห็นพวกเธอกำลังนอนอยู่ กลัวว่าจะปลุกพวกเธอ ฉันเลยไม่เข้าไป”
“นายก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนสิ เยว่เยว่นอนหลับลึกจะตายเสียงดังก็ไม่น่าจะตื่นหรอก” หลี่เมิ้งอีไม่กล้ามองเขาแม้แต่น้อย“เดี๋ยวฉันจัดการอาหารเช้าเอง”
ขณะที่พูด หลี่เมิ้งอีก็ล้วงมือเข้าไปในถุงพลาสติก
“โอ๊ย ! ”
ทันใดนั้น เธอก็ร้องออกมาเสียงดัง ตามมาด้วยเสียง ‘ซวบ’จากนั้นก็ดึงมือกลับอีกครั้ง
“เป็นอะไรไป ? ”หลิวจือเซียตื่นตกใจ แล้วถามขึ้น
หลี่เมิ้งอีส่ายหน้า “ไม่เป็นไร แค่ร้อนเท่านั้น”
เมื่อเห็นนิ้วนางข้างขวาของหลี่เมิ้งอีถูกลวกจนกลายเป็นสีแดงหลิวจือเซียก็ถึงกับขมวดคิ้ว จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในครัว
ตอนที่ออกมา ในมือของเขาก็ถือน้ำมันงาขวดหนึ่งมาด้วย
เมื่อมาถึงข้างกายของหลี่เมิ้งอี เขาก็คว้ามือเล็ก ๆของเธอขึ้นมา
ฝ่ามือที่เนียนใสดุจน้ำนมนุ่มลื่นตั้งแต่สัมผัสแรก เนียนใสและชุ่มชื่นจนไม่อยากปล่อย
หลิวจือเซียไม่ได้สนใจนิ้วมือของหลี่เมิ้งอีที่ถูกลวกจนบาดเจ็บแต่กลับลูบไล้ฝ่ามือของหลี่เมิ้งอีด้วยจิตใต้สำนึก เหมือนกับว่าผิวหนังบริเวณส่วนมือนั้นคือผ้าไหมให้สัมผัสที่นุ่มนวล...
ทำให้หลิวจือเซียรู้สึกจั๊กจี้ในใจ
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาคิดเรื่องเหล่านี้จึงแอบเหลือบมองหลี่เมิ้งอีที่หน้าแดงระเรื่อ นัยน์ตาแฝงไปด้วยความเอียงอายกำลังจ้องเขม็งเขาอยู่เช่นกัน
‘เวรเอ๊ย ไขว้เขวเลยนะ ! ’
หลิวจือเซียจึงรีบดึงสติกลับมา ก้มหน้าก้มตาทำต่อไป
จากนั้นก็เปิดฝาน้ำมันงาอย่างลนลานเทน้ำมันงาเล็กน้อยและทาบนนิ้วนางข้างขวาที่ถูกลวกเมื่อครู่ของหลี่เมิ้งอีอย่างตั้งใจ
หลังจากนั้น เขาก็แสดงท่าทีเคร่งขรึม แล้วพูดว่า“ในบ้านไม่มียาทาแก้ของร้อนลวก ทาน้ำมันงานี่ก็ไม่ต่างกันมากที่บ้านฉันมักจะใช้วิธีนี้อยู่บ่อย ๆ ทาเช้าเย็น มันได้ผลมาก
“อืม ! ”
ในใจของหลี่เมิ้งอีตอนนี้มัวแต่คิดถึงสัมผัสที่หลิวจือเซียเพิ่งลูบไล้บนฝ่ามือของตัวเองจะได้ยินว่าหลิวจือเซียพูดอะไรได้อย่างไร แค่ตอบอืมโดยไม่รู้ตัวไปก็เท่านั้น
ที่กลัวที่สุดก็คงจะเป็นบรรยากาศที่เงียบสงัดและอึดอัดใจจะปะทุขึ้นมา
ในชีวิตที่แล้วผู้อำนวยการหลิวที่เลื่องชื่อควงดาราหญิงไม่ซ้ำหน้าแต่กลับไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนควบคุมเขาได้ ตอนนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าต้องพูดอย่างไรกระทั่งเขาไม่กล้ามองหลี่เมิ้งอีในตอนนี้
เพราะเมื่อเผชิญหน้ากับสาวงามเช่นนี้ มีหรือจะไม่หวั่นไหวมิน่าละตัวเองถึงได้ติดกับนี้ !
“กริ๊ง กริ๊ง ! ”
ทันใดนั้น โทรศัพท์ของหลิวจือเซียก็ดังขึ้น
ขณะที่หลิวจือเซียกำลังทอดถอนใจอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงกริ๊งจากโทรศัพท์ที่ช่วยชีวิตไว้ได้ทันจึงรีบดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ฮัลโหลฉันหลิวจือเซียพูด ไม่ทราบใครครับ ? ” เขารีบกดรับสายอย่างรวดเร็วปานสายฟ้ากระทั่งไม่มองว่าใครโทรเข้ามา กดรับทันที
“หลิวจือเซียนายลบเบอร์โทรศัพท์ฉันทิ้งแล้วใช่ไหม ? ”ปลายสายนั้นมีเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธของหลางเวิ่นซิง “ฉันบอกนายแล้วถ้านายกล้าลบเบอร์ฉัน ฉันจะไปหานายถึงบ้านทุกวันเลย ! ”
สีหน้าของหลิวจือเซียแข็งทื่อในทันที ก่อนจะพูดว่า “อ่าที่แท้ก็พี่ซิงนี่เอง เมื่อกี้ไม่ทันได้ดูหน้าจอ ขอโทษด้วยครับ พี่ซิงพี่มีธุระอะไรรึเปล่า ? ว่าไงนะ ให้ผมไปบริษัทเดี๋ยวนี้หรือ ? ได้ครับผมจะขับรถไปเดี๋ยวนี้”
หลิวจือเซียแกล้งทำเป็นพูดคำสองคำ จากนั้นก็ตัดสายไป
หลังจากเก็บโทรศัพท์หลิวจือเซียก็หันกลับมาพูดกับหลี่เมิ้งอีที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิด“ที่บริษัทมีธุระจะคุยกับฉัน ฉันต้องไปทำงานก่อน วันนี้เยว่เยว่ไม่ต้องไปเรียนฉันลาหยุดให้ลูกแล้ว เธอก็อยู่เป็นเพื่อนลูกดี ๆ ล่ะ”
พูดจบ หลิวจือเซียก็คว้ากุญแจ แล้วพุ่งตัวไปยังลิฟต์อย่างรวดเร็ว
“ไอ้คนวิปริต ! ”
เมื่อเห็นแผ่นหลังที่หนีอย่างจนตรอกของหลิวจือเซียหลี่เมิ้งอีก็ได้หลุดหัวเราะ ‘พรวด’ ออกมา
ภายในห้องผู้อำนวยการบริษัทเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์ที่ไกลออกไปหลางเวิ่นซิงมองโทรศัพท์ที่ถูกตัดสายไปด้วยสีหน้าฉงน ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง“ฉันยังไม่ทันพูดอะไรเลย นายรู้หรือว่าฉันให้มาหา ? นี่มันอะไรกันเนี่ย ? ”
……………..……
หลิวจือเซียมาถึงบริษัทด้วยความร้อนใจ แม้แต่ประตูก็ไม่ได้เคาะเปิดโพล่งเข้าไปในห้องทำงานของหลางเวิ่นซิงทันที
“ไอ้เด็กคนนี้ไม่มีมารยาทเลยรึไง ? ” หลางเวิ่นซิงที่กำลังก้มหน้าอ่านเอกสารก็รู้ทันทีว่าคนที่เข้ามาคือหลิวจือเซียโดยที่ไม่ต้องเงยหน้าไปมอง“ไอหยา ฉันบอกให้นายแต่งตัวชุดนี้หรือ”
“ชุดนี้ไม่ได้หรือ ? ”หลิวจือเซียหย่อนก้นนั่งบนโซฟา “ง่าย ๆ สบาย ๆ ”
“นายน่ะสิสบาย ! ” หลางเวิ่นซิงปิดเอกสารในมือ “แต่มีคนบางคนที่ไม่สบาย”
หลิวจือเซียไม่เอ่ยถามต่อ “จริงสิ พี่ซิงพี่โทรศัพท์หาผมมีอะไรรึเปล่า ? ”
“ไอหยา เกือบลืมไปแล้ว”หลางเวิ่นซิงเคาะหน้าผาก “วันนี้จะมีคนมาที่บริษัท แล้วต้องการพบนาย”
“ใครกัน ? ”หลิวจือเซียถามอย่างแปลกใจ
“จางเหวินเทาผู้อำนวยการเพนกวินมิวสิค ในเครือบริษัทเทนเซ็นต์กรุ๊ป”หลางเวิ่นซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ดังนั้นฉันถึงได้บอกไงว่าถ้านายใส่ชุดนี้จะทำให้คนบางคนไม่สบายใจ”
“ผู้อำนวยการเพนกวินมิวสิค? ” หลิวจือเซียพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ใช่”หลางเวิ่นซิงพยักหน้า
“งั้นพี่ซิงพี่รู้ไหมว่าเขามาหาผมทำไม ? ” หลิวจือเซียถามด้วยความอยากรู้
“ท่านประธานคะผู้อำนวยการจางของเพนกวินมิวสิค รออยู่ในห้องรับแขกแล้ว”หลางเวิ่นซิงกำลังจะพูดบางอย่าง จู่ ๆ จางเจี๋ยก็พรวดพราดเข้ามา
“พอเอ่ยถึงก็มาพอดี” หลางเวิ่นซิงยิ้ม “ไปกันเถอะไปห้องรับแขกด้วยกัน”
……………..……
ห้องรับแขกของประธานของบริษัทเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์อยู่บนชั้นสิบ
เมื่อเดินมาถึงห้องรับแขกที่อยู่ทางทิศเหนือภายในนั้นมีชายวัยกลางคนที่แต่งกายด้วยชุดสูท และถือว่าแต่งกายได้อย่างภูมิฐานมากคนหนึ่งกำลังนั่งรออยู่เงียบ ๆ
“พรึ่บ ! ”
ทันทีที่เปิดประตูหลางเวิ่นซิงก็ยื่นมือออกไปยังชายคนนั้นด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดว่า “น้องเหวินเทาไม่เจอกันนาน ช่วงนี้สบายดีไหม ? ”
“ประธานหลาง สวัสดีครับ” จางเหวินเทาและหลางเวิ่นซิงจับมือกันแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณประธานหลางมาก ช่วงนี้ผมสบายดี”
“งั้นก็ดี ! ” หลางเหวินเทาพยักหน้าจากนั้นก็ชี้ไปยังหลิวจือเซียที่อยู่ข้างกาย “มานี่มา ฉันขอแนะนำให้นายรู้จักหลิวจือเซีย นายน่าจะจำได้นะ ? จือเซีย คนนี้คือผู้อำนวยการศิลปินของเพนกวินมิวสิคจางเหวินเทา”
“ประธานจาง สวัสดีครับ ! ” หลิวจือเซียยื่นมือออกไปจากนั้นก็พยักหน้า
“ฮ่าฮ่าฮ่า คุณหลิวเพลงที่สามของคุณ... ไม่สิ น่าจะเพลงที่สี่ บนแพลตฟอร์มของเราฮอตฮิตจนวุ่นวายไปเสียหมด” จางเหวินเทายื่นมือออกไปจับมือกับหลิวจือเซีย
“เอาล่ะ หยุดพูดจาเกรงใจกันได้แล้ว” หลางเวิ่นซิงสั่งให้คนไปนำชาและผลไม้มาเสิร์ฟแล้วพูดขึ้นโดยตรงว่า “เหวินเทา ถ้านายไม่มีธุระ นายไม่มีวันบุกมาหาถึงที่หรอกบอกมาตรง ๆ ดีกว่าว่านายมีธุระอะไร”
“ประธานหลางช่างเข้าใจฉันจริง ๆ ” จางเหวินเทากลั้วหัวเราะ หึหึ“คืออย่างนี้ ที่ฉันมาในวันนี้ก็เพราะอยากมาขอร่วมงานกับคุณหลิว”
“ร่วมงานอะไร ? ” หลิวจือเซียถามขึ้น
“ตราบใดที่คุณหลิวตอบตกลงต่อไปไม่ว่าจะออกอัลบั้มหรือซิงเกิลเพลงเพนกวินมิวสิคของเรายินดีผลักดันให้ขึ้นแพตฟอร์มแล้วทางเราจะให้อัตราส่วนจากแพลตฟอร์มกับคุณ สูงถึง 6.5”
จางเหวินเทาพูดขึ้น “แน่นอน ในทางกลับกันเราจะโฆษณาเพลงทั้งหมดของคุณหลิวบนเพนกวินมิวสิคแต่มีข้อแม้ว่าคุณห้ามไปจากเพนกวินมิวสิค ! ”
1อู่ฉินซี่ (五禽戏) คือ กระบวนท่าเลียนแบบสัตว์ 5 ชนิดเป็นวิธีการออกกำลังกายอย่างหนึ่งของชาวจีนตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน