“ขอสารภาพว่า ตอนแรกที่เจอกันฉันก็แปลกใจอยู่นิด ๆ ที่ได้เจอเธอที่นี่ ในช่วงเวลาเช่นนี้” ศรันย์ในชุดเกราะขุนพลพิพากษาหรี่ตามองดารินพร้อมยิ้มมุมปาก “หากเธอมาที่นี่ในเวลาที่ไม่มีการประกาศการจับตัวเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรธาราอย่างพอดิบพอดี ฉันก็คงปล่อยผ่านเพราะคิดว่าเธอคงมาที่นี่ตามที่เคยบอกมาจริง ๆ”
ดารินไม่พูดอะไรตอบ เธอยืนฟังอย่างเงียบ ๆ ขุนพลพิพากษากล่าวต่อว่า “เอาจริง ๆ ฉันก็เกือบจะคิดแล้วว่าที่เธอมาที่นี่นั้น อาจจะไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เจ้าหญิงถูกจับตัวมาจริง ๆ เธออาจแค่อยู่ผิดที่ผิดเวลาเท่านั้น แต่...”
ศรันย์หยุดพูดชั่วขณะ เขายิ้มอย่างอวดดีออกมาพร้อมกับกล่าวต่อว่า “แต่เธอกลับมาธันวาคนสำคัญของฉันยังไม่พอ ธันวาก็ดันเป็นพี่น้องฝาแฝดกับธัญญ่าอีก และเวลาที่เธอมาหาธันวาก็ช่างประจวบเหมาะกับธัญญ่าพี่สาวฝาแฝดของเขาก็เพิ่งสร้างวีรกรรมสะเทือนแผ่นดินธารามาหยก ๆ”
“อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า เธอมาหาธันวาเพราะว่ามีนักเรียนอ้างว่าเป็นญาติของธันวา” ตอนนี้เองที่ดารินรู้ตัวแล้วว่าได้พลาดไป “ฉันยอมรับเลยว่า ฉันค่อนข้างสับสนว่าธันวามีญาติเป็นนักเรียนของโรงเรียนที่เธอสอนอยู่จริงไหม เมื่อสงสัยก็ต้องหาคำตอบ และคำตอบที่ได้คือเธอพูดความจริง เพราะญาติธันวาที่ว่าก็ไม่ใช่ใครอื่น ยอดวีรสตรีผู้จับตัวเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรธารามาได้ พี่สาวฝาแฝดของธันวา ธัญญ่านั่นเอง”
“พูดตามตรง ดวงของเธอค่อนข้างแย่ไปสักหน่อย” ดารินได้แต่ยิ้มแห้งออกมาขณะฟังศรันย์วิเคราะห์ “หากคนที่เธอเจอไม่ใช่ฉัน แผนของเธอคงสำเร็จไปอย่างสวยงาม”
“ทักษะการวิเคราะห์ของนายดูจะยังไม่ทื่อลงไปนะ นึกว่าเป็นใหญ่เป็นโตแล้วจะเลิกใช้สมองเพื่อหักหลังใครอีก” แม้ดารินจะพูดจาเหน็บแนมศรันย์ แต่ใช่ว่าเธอจะรู้สึกดีกับมันนัก
“เขาเรียกว่าใช้สมองได้เต็มที่ที่สุดต่างหาก” แล้วขุนพลพิพากษาก็ยิ้มอย่างอวดดีเมื่อพูดต่อว่า “ไม่อย่างนั้น เมื่อก่อนพวกเราจะกลายเป็นจอมเวทคู่อัจฉริยะแห่งยุคได้ยังไงล่ะ จริงไหม?”
“จอมเวทอัจฉริยะกับจอมทรยศแห่งยุคต่างหาก” ดารินขบฟันแน่นด้วยความขุ่นเคืองขณะพูดออกมา
“คำก็หักหลังสองคำก็ทรยศ” ศรันย์เบ้ปากใส่ดาริน “ฉันไม่ได้ฆ่าพวกเดียวกันเองหรือจับใครมาให้ศิขาสักหน่อยสมัยที่ยังเรียนอยู่กับเธอ ฉันก็แค่เรียกจบจากธาราแล้วมาเข้ากองทัพศิขาเท่านั้น ใครหลายคนก็ทำกัน มันแปลกตรงไหน?”
“แต่นายเป็นสายลับที่ศิขาส่งมา” ดารินโต้เถียง
“ก็ได้ ฉันยอมรับ” ขุนพลพิพากษายักไหล่ ผงกหัวขึ้นลง แล้วกล่าวต่อว่า “เพื่อเป็นการขอโทษในเรื่องนั้น ในฐานะเพื่อนเก่า ฉันจะยอมปล่อยทุกคนที่นี่ไปรวมถึงธันวาด้วย”
ดารินและทุกคนต่างประหลาดใจเมื่อได้ยินศรันย์พูดเช่นนั้น เพียงแค่อานิสงส์ที่ดารินเคยเป็นเพื่อนเก่าของขุนพลพิพากษา และเขาก็อยากขอโทษที่เขาหักหลังเธอ พวกเขาทุกคนกำลังจะได้รับอิสระที่จะจากไปที่นี่อย่างนั้นจริง ๆ หรือ?
หลังทุกคนรวมถึงธันวาถูกส่งตัวให้ไปหาดารินอย่างสับสน ในขณะเดียวกันศรันย์ก็สวมหมวกเกราะพร้อมกับพูดอย่างเย็นชาออกมา “แต่ในฐานะขุนพลพิพากษาแห่งกองทัพศิขา ฉันมีหน้าที่กำจัดหนูทุกตัวที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออาณาจักรศิขา”
“เหตุใดคุณกุนซือมารถึงได้ใจร้อนเช่นนี้?” เจ้ากรมกลาโหมตกใจอย่างมากเมื่อเห็นอสูรแพะปีศาจไฟ เขาเปลี่ยนไปพูดสุภาพขึ้นเพื่อไม่เป็นการยั่วยุอีกฝ่าย “แบบนี้มันผิดคำพูดกันนี่นา”
“ข้าไปผิดคำพูดตรงไหน?” ภายใต้ชุดคลุมสีดำเผยรอยยิ้มที่น่ากลัวออกมา “อย่างที่บอกไป ท่านจอมพลกำลังพาตัวเจ้าหญิงมา และระหว่างรอ ข้าก็แค่อยากตรวจสอบคนทรงกษาปณ์มีนสักหน่อยว่าเป็นตัวจริงหรือเปล่า? เมื่อท่านจอมพลมาถึง เราจะได้ทำการแลกเปลี่ยนกันทันทีเลยยังไงล่ะ ไม่ดีหรือยังไง?”
“แหม ท่านกุนซือมารก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเรียกอสูรจักรราศีออกมาเช่นนี้ก็ได้” เจ้ากรมกลาโหมฝืนยิ้มออกมา เขาพยายามถ่วงเวลาและเฉไฉให้มากที่สุด
หลังจากนั้นเจ้ากรมกลาโหมส่งสัญญาณมือบางอย่างให้กับใครบางคนที่อยู่ด้านหลังของเขา ไม่นานก็มีทหารนำผู้หญิงคนหนึ่งออกมา ร่างกายของเธอมีอาการสั่นเล็ก ๆ บ่งบอกว่าเธอกำลังฝืนทำเป็นใจดีสู้เสืออยู่
เมื่อเจ้ากรมกลาโหมรับตัวหญิงสาวคนนั้นมา เจ้ากรมกลาโหมก็เอ่ยว่า “นี่ท่านกุนซือมาร พวกเรานำปลายฝนที่ท่านต้องการมาจริง ๆ ดูนี่สิเธอมีกษาปณ์มีนอยู่กับตัว”