การที่ได้นั่งทานข้าวกับพ่อและอาสามนั้น สำหรับทิงเสวี่ยแล้วถือเป็ความสุขและความโชคดีอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เธอเป็คนที่ตายไปแล้วหนหนึ่ง แต่กลับโชคดีได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง นี่ต้องเป็บุญกุศลที่สั่งสมมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติกัน!
เธอจะต้องรักษาโอกาสอันประเสริฐนี้ให้ดีที่สุด
ถึงแม้ว่าซุปไก่จะเค็มไปบ้าง และไม่ได้ใส่เครื่องปรุงรสเลิศหรูอะไรลงไป แต่ทิงเสวี่ยกลับรู้สึกว่าอร่อยล้ำเลิศ
หลินกั๋วผิงหยิบหมั่นโถวแป้งขาวให้เสียวเสวี่ย ส่วนเขากับหลินกั๋วอันกินเพียงหมั่นโถวแป้งข้าวโพด
คนรุ่นเดียวกับหลินกั๋วผิงมีพี่น้องห้าคน ทว่าไม่ได้เกิดจากแม่คนเดียวกัน หลินกั๋วผิงกับหลินกั๋วอันเกิดจากแม่คนเดียวกัน ส่วนพี่ชายใหญ่หลินกั๋วเซิ่ง และหลินชุ่ยหงกับหลินชุ่ยอิงสามพี่น้องนั้นเกิดจากแม่อีกคน
แม่ของหลินกั๋วผิงกับหลินกั๋วอัน เป็บุตรสาวคนเดียวของตระกูลโจว คหบดีผู้มั่งคั่ง ซึ่งเป็หนึ่งในตระกูลใหญ่ที่สุดของอำเภอ
แต่เมื่อคลื่นแห่งการปฏิวัติกวาดล้างเ้าที่ดิน ตระกูลของพวกเขากลับเป็กลุ่มแรกที่ถูกหมายหัว ทรัพย์สินสูญสิ้น ชื่อเสียงพังทลาย เหลือเพียงความทรงจำอันขมขื่นในอดีตที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง
ตอนนั้นย่าหลินยังเป็คุณหนูตระกูลโจว เดิมทีได้หมั้นหมายกับครอบครัวคหบดีอีกตระกูลหนึ่งที่ฐานะทัดเทียมกัน ทว่าใน่การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อต่อสู้กับเ้าของที่ดิน ครอบครัวคู่หมั้นของย่าหลินก็สูญเสียอย่างหนัก คู่หมั้นของเธอทนแรงกดดันไม่ไหวถึงกับปลิดชีพตนเอง
ยังไม่ทันได้แต่งงาน ฝ่ายชายก็ด่วนจากไป ชื่อเสียงของเธอก็เสียหายย่อยยับ แถมยังมีสถานะทางสังคมสูงจนไม่มีใครกล้าแต่งงานด้วย ต้องรอจนอายุสามสิบจึงได้แต่งงานกับปู่หลินที่ภรรยาเสียชีวิตและมีลูกติดสามคน จากนั้นจึงให้กำเนิดหลินกั๋วผิงกับหลินกั๋วอัน
หลินกั๋วอันเป็โรคปากแหว่งเพดานโหว่มาแต่กำเนิด ทว่าด้วยฐานะทางบ้านยากจนจึงไม่ได้รับการผ่าตัด
สุขภาพของย่าหลินไม่ค่อยดีมาโดยตลอด เมื่อก่อนเคยอยู่อย่างสุขสบาย ไม่ถนัดงานไร่งานนา แต่ทำงานบ้านเก่งมาก เธอรักลูกเลี้ยงทั้งสามคนเหมือนลูกในไส้ ครอบครัวถือว่าอยู่กันอย่างปรองดอง
ตอนที่หลินกั๋วผิงจะแต่งงานกับหลิวกุ้ยหลาน ย่าหลินไม่เห็นด้วย หลิวกุ้ยหลานแม้หน้าตาสวย แต่ชื่อเสียงไม่สู้ดี เธอคบหากับผู้ชายในหมู่บ้านไปทั่ว ได้ยินว่าร่างกายไม่บริสุทธิ์แล้ว ผู้ชายคนนั้นพอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็ทิ้งเธอไป แต่หลินกั๋วผิงยืนกรานจะแต่งกับหลิวกุ้ยหลานให้ได้ ย่าหลินจึงจำต้องยอม
หลังแต่งงาน หลินกั๋วผิงเชื่อฟังภรรยาทุกอย่าง ตัวเองไม่กล้ากินไม่กล้าใช้ ประเคนให้ภรรยากินดีใส่ดี หลิวกุ้ยหลานจะทุบตีหรือด่าว่าเขาก็ยอมทน ชาวบ้านต่างก็พูดกันว่าหลินกั๋วผิงเป็คนขี้ขลาดกลัวเมีย
หลินกั๋วผิงคิดว่าการที่ตนเองอดทนอดกลั้นต่อหลิวกุ้ยหลานขนาดนี้ ชีวิตคู่ของทั้งสองจะยืนยาว แต่ไม่คิดว่าตอนลูกสาวอายุยังไม่ถึงสองขวบ เธอก็ไปมีชู้ที่ในอำเภอ ยอมไปเป็แม่เลี้ยงให้คนอื่น ดีกว่าต้องเลี้ยงดูลูกสาวของตัวเอง
กว่าหกปีที่หลิวกุ้ยหลานจากบ้านไป เื่อาหารการกินและเสื้อผ้าของเสียวเสวี่ยกับหลินกั๋วผิงล้วนเป็หน้าที่ของย่าหลิน ลำพังหลินกั๋วผิงเป็ผู้ชาย ทำงานไร่งานนายังพอไหว แต่งานบ้านกับการดูแลลูกสาวนั้นทำไม่ได้จริงๆ ตลอดหกปีมานี้ เื่อาหารการกินและเสื้อผ้าของเสียวเสวี่ยล้วนพึ่งพาย่าหลินทั้งสิ้น
หลังจากที่หลินกั๋วผิงแต่งงาน ย่าหลินก็ไปอยู่กับลูกชายคนเล็ก ลูกชายคนเล็กปากแหว่งเพดานโหว่พูดจาไม่ชัด แม้จะขยันขันแข็งและซื่อสัตย์ แต่ก็ยังหาภรรยาไม่ได้ ย่าหลินกับลูกชายคนเล็กอยู่กันตามลำพัง ไม่คิดว่าหลินกั๋วผิงจะหย่าร้าง การหย่าร้างในยุค 80 ถือเป็เื่ที่น่าใอย่างยิ่ง ทั่วทั้งหมู่บ้านต้าเหอ หลินกั๋วผิงเป็คนแรกที่หย่า ถูกภรรยาทิ้งไป ทิ้งลูกสาวตัวเล็กๆ ไว้ ชาวบ้านต่างพากันเวทนาหลินกั๋วผิง
ย่าหลินย้ายมาอยู่ที่บ้านหลินกั๋วผิง ช่วยเขาดูแลลูกสาว
สำหรับทิงเสวี่ยแล้ว ย่าหลินก็เปรียบเสมือนแม่คนที่สอง คนดีเช่นนั้นกลับอายุไม่ยืน เมื่อสองเดือนก่อนย่าหลินก็จากไปอย่างกะทันหัน ครึ่งปีก่อนที่เธอจะจากไป เธอตัดเย็บเสื้อผ้าให้เสียวเสวี่ยไว้มากมาย ส่วนใหญ่เป็เสื้อนวมบุฝ้าย เพียงพอให้เธอใส่ได้ั้แ่ตอนนี้จนถึงวัยรุ่น
การเกิดใหม่ครั้งนี้แล้วไม่ได้เจอหน้าย่าหลินถือเป็ความเสียใจอย่างหนึ่งสำหรับทิงเสวี่ย
เมื่อเห็นลูกสาวนั่งเหม่ออยู่ตรงนั้น หลินกั๋วผิงรีบถาม เสียวเสวี่ยว่าซุปไก่ไม่อร่อยหรือ
ทิงเสวี่ยรีบดึงความคิดกลับมาจากความทรงจำสู่ความเป็จริง เธอรีบส่ายหน้า “อร่อยมากค่ะ แค่เค็มไปหน่อย อาสามคงทำคนขายเกลือตายไปแล้ว มั้งคะ”
หลินกั๋วผิง “ถ้าคิดว่าเค็มก็กินน้อยหน่อย กินหมั่นโถวเยอะๆ นะลูก”
ทิงเสวี่ยพยักหน้ารับคำ แล้วกัดหมั่นโถวคำใหญ่
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ทิงเสวี่ยจะไปล้างจาน แต่หลินกั๋วผิงห้ามไว้ “พ่อล้างเอง เสียวเสวี่ยไปเล่นหมากรุกกับอาสามเถอะ”
เพราะที่บ้านไม่มีโทรทัศน์ ในค่ำคืนที่ยาวนาน การเล่นหมากรุกถือเป็ความบันเทิงที่หาได้ยาก
ทิงเสวี่ยเล่นหมากรุกเป็ั้แ่อายุสี่ขวบ เธอจำไม่ได้ว่าพ่อสอนหรืออาสามสอน
ถึงแม้หลินกั๋วอันจะพูดไม่ชัด แต่ฝีมือเล่นหมากรุกเก่งมาก
“อาสาม เมื่อไหร่จะไปจับไก่ป่า กระต่ายป่าบนูเาอีกคะ?” ทิงเสวี่ยถามด้วยน้ำเสียงเล็กๆ ขณะเดินหมากในมือ
หลินกั๋วอันรีบพูด “อีกสองวันค่อยไป พรุ่งนี้อาต้องไปช่วยงานที่บ้านคุณย่าทวดของ เสียวเสวี่ย”
ทิงเสวี่ย “วันหลังถ้าอาสามขึ้นเขาอีก พาหนูไปด้วยนะคะ หนูอยากเห็นไก่ป่าตัวเป็ๆ ว่าหน้าตาเป็ยังไง หนูยังอยากดูอาสามไล่จับกระต่ายป่าด้วยค่ะ”
เมื่อเสียวเสวี่ยขอร้อง หลินกั๋วอันย่อมตอบตกลง ความรักที่เขามีต่อหลานสาวนั้นไม่น้อยไปกว่าหลินกั๋วผิงเลย
ทิงเสวี่ยจะขึ้นเขาไม่ใช่เพื่อไปดูไก่ป่ากระต่ายป่าตัวเป็ๆ แต่เธอจะไปหาสมุนไพร
เธอรู้ว่าปีนี้ในูเามีสมุนไพรป่าดีๆ มากมาย เช่น ไฉ่หู อ้ายเฉ่า เจี๋ยเกิ่ง ตานเซิน เหอโส่วอู เป็ต้น สมุนไพรเหล่านี้สามารถนำไปขายเป็เงินได้
ตอนนี้ที่บ้านขาดแคลนเงินทองที่สุด เธอต้องหาวิธีช่วยพ่อกับอาสามหาเงินให้ได้มากๆ ที่บ้านมีเงินแล้วชีวิตความเป็อยู่ถึงจะดี ความสามารถที่เธอมีจากชาติที่แล้วถึงจะได้มีโอกาสใช้
พ่อกับอาสามซื่อเกินไป นิสัยของพวกเขาเป็แบบที่ว่าคุณจะปั้นแต่งยังไงก็ได้ คุณตบหน้าพวกเขา พวกเขาก็ไม่โต้ตอบทันที โดยเฉพาะหลินกั๋วอัน ยิ่งซื่อกว่านั้นอีก อ่อนแอถูกรังแกง่ายเหมือนก้อนแป้งนิ่มๆ ที่ใครจะบีบก็บีบ เพราะปากแหว่งเพดานโหว่ เขาจึงรู้สึกต่ำต้อยอยู่แล้ว อายุมากขนาดนี้ยังไม่มีภรรยา ่ต้นยุค 90 คนชนบทโดยทั่วไปแต่งงานกันเร็วมาก ผู้ชายอายุยี่สิบห้าหกถ้ายังไม่ได้แต่งงาน ก็จะรู้สึกด้อยกว่าคนอื่นจริงๆ
ชาติที่แล้วทิงเสวี่ยลำบากมากกว่าจะได้กลับมาที่หมู่บ้านต้าเหอ พ่อหายสาบสูญไปไหนไม่รู้ อาสามก็เสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน ได้ยินคนในหมู่บ้านบอกว่าอาสามทำงานหนักให้หญิงม่ายคนหนึ่งจนตัวตาย
ทิงเสวี่ยรู้ว่าอาสามปรารถนาที่จะมีภรรยาที่เข้าใจสุขทุกข์ร่วมกัน มีลูกเป็ของตัวเอง
ในเมื่อเธอกลับมาแล้ว ก็จะต้องพยายามช่วยอาสามให้สมหวังให้ได้ อาสามเป็คนดีที่หาได้ยาก ขอเพียงแค่เขาเข้มแข็งขึ้น มีหรือจะไม่มีภรรยา?
ทิงเสวี่ยเล่นหมากรุกกับหลินกั๋วอันไปหลายกระดานก็เริ่มง่วง หลินกั๋วอันเห็นเธอหาวก็รีบบอกว่าไม่เล่นแล้ว รีบไปนอนเถอะ
หลินกั๋วอันกลับบ้านตัวเอง
ทิงเสวี่ยนอนอยู่บนเตียงของตัวเองในห้องด้านใน เตียงใหญ่มาก นั่นคือเตียงแต่งงานของพ่อกับหลิวกุ้ยหลาน ร่างเล็กๆ ของเธอนอนอยู่บนเตียงใหญ่โต ดูโดดเดี่ยวไปบ้าง
กลัวว่าเสียวเสวี่ยจะหนาว หลินกั๋วผิงจึงทำถุงน้ำร้อนให้เธออุ่นเท้า ที่บ้านไม่มีถุงน้ำร้อน ยิ่งไม่มีผ้าห่มไฟฟ้า หลินกั๋วผิงใช้ขวดน้ำเกลือเปล่าๆ ใส่น้ำร้อนที่ต้มแล้ว กลัวว่าขวดจะร้อนเกินไปเขาก็เลยเอาผ้ามาพันรอบขวดไว้ชั้นหนึ่งแบบนี้ เสียวเสวี่ยเอาเท้าวางไว้บนนั้นก็จะไม่ร้อน แต่จะอุ่นสบายมาก