แสงสายหนึ่งพุ่งทะยานในห้วงเวหารวดเร็วจนยากจะมองเห็นเงาร่าง
มิรู้เวลาล่วงเลยไปนานเท่าใดแสงนั้นก็ร่อนลงสู่เมืองอันกว้างใหญ่ไพศาล
กำแพงเมืองสูงตระหง่านก่อขึ้นจากศิลาขนาดมหึมา ธงวายุคลั่งปักอยู่บนยอดกำแพง สลักอักษรขนาดใหญ่ไว้ว่า‘จี’!
นี่คือดินแดนของตระกูลจีตระกูลเก่าแก่แห่งยุคบรรพกาลอีกทั้งยังเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งของแคว้นทางเหนือที่มิได้ถูกรุกรานโดยจิตมารเทพ
ณ ขณะนี้เหล่าผู้ฝึกตนในเมืองแน่นขนัดดุจฝูงชนผู้ลี้ภัย
ค่ายกลมิติของตระกูลจีเปล่งประกายเจิดจ้าอย่างต่อเนื่องเหล่าผู้ฝึกตนที่มีลมปราณเข้มข้นเดินออกมาจากค่ายกลไม่ขาดสาย
ดูเหมือนว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่เดินทางไปยังเขตแดนต้องห้ามเพื่อเข้าร่วมการแย่งชิงเหมือง
"ตระกูลจีช่างเป็นพวกหน้าเลือดขอยืมค่ายกลเคลื่อนย้ายครั้งเดียวต้องใช้ถึงห้าหมื่นจิน!"
"ใช่แล้ว ห้าหมื่นจินมากกว่าปกติถึงสิบเท่าเสียอีก!"
"สู้ไปปล้นเอาเลยไม่ดีกว่ารึ"
"ไม่คิดจะให้พวกเราได้หายใจหายคอบ้างเลย"
เสียงโอดครวญของเหล่าผู้ฝึกตนในเมืองดังระงมไปทั่วสบถด่าทอด้วยความไม่พอใจต่อการขึ้นราคาอย่างไม่สมเหตุสมผลของตระกูลจี
แคว้นทางเหนือในยามนี้เรียกได้ว่าอลหม่านราวหม้อต้มที่เดือดปุด
ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยเปลวเพลิงและควันไฟ
การประลองยุทธ์ของผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นเพียงแค่เศษเสี้ยวพลังที่แผ่ออกมาก็พรากชีวิตของเหล่าผู้ฝึกตนที่มีพลังไม่สูงส่งได้
การหลบหนีออกจากแคว้นทางเหนือไปยังที่อื่นโดยเร็วที่สุดคือหนทางที่ดีที่สุด
แต่เพราะเมืองโบราณจีเป็นสถานที่ที่มิได้รับผลกระทบจากสงครามโดยตรงจึงมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก ค่ายกลมิติจึงถูกใช้งานแทบไม่ทัน
โครม!
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลจีผู้มีผมเผ้าขาวโพลนปลดปล่อยพลังอันแข็งแกร่งออกมาแล้วตะโกนก้อง "หุบปากให้หมดจะโวยวายอะไรกันนักหนา!"
เหล่าผู้ฝึกตนในเมืองต่างเงียบสงัดลงทันใดไร้ซึ่งเสียงใดๆ หลงเหลือไว้เพียงสีหน้าหวาดกลัว
นี่คือผู้แข็งแกร่งระดับเทพสวรรค์!
"พวกเราตระกูลจีทำสิ่งใดก็เป็นเช่นนี้เสมอ!"
"เคลื่อนย้ายครั้งหนึ่ง ห้าหมื่นจิน!"
"ไม่มีก็ไสหัวไป หากยังพล่ามไม่หยุดก็ตายอยู่นี่แล้วกัน!!!"
หญิงชราผู้มีพลังระดับเทพสวรรค์ส่อเค้าไม่พอใจอย่างยิ่งน้ำเสียงเย็นเยียบเสียดกระดูกดังสะท้อนไปทั่วเมือง
เหล่าผู้ฝึกตนต่างขมขื่นใจลังเลที่จะตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้
ในตอนนี้มีเพียงค่ายกลมิติของตระกูลจีและอีกหลายกลุ่มอำนาจใหญ่เท่านั้นที่ยังสามารถใช้งานได้
การเดินทางไปยังที่แห่งใหม่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบกว่าวัน
แต่ค่ายกลมิติที่นั่นจะเปิดให้พวกเขาใช้หรือไม่จะต้องจ่ายเท่าไร ก็มิอาจรู้ได้
ทำให้หลายคนตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แน่นอนว่าในกลุ่มคนเหล่านั้นก็มีผู้ฝึกตนที่ร่ำรวยอยู่บ้าง
พวกเขาพร้อมจ่ายศิลาวิญญาณห้าหมื่นจินอย่างไม่ลังเลจากนั้นก็จากไปจากดินแดนแห่งสงครามอย่างสง่า
มู่เสินฉวนก็เช่นกันเขาอุ้มมู่อวี่เซิงไว้ในอ้อมแขน ร่างกายวูบไหว แล้วพลันปรากฏอยู่ข้างค่ายกลมิติจ่ายห้าหมื่นจินอย่างไม่รีรอ
แววตาศิษย์ตระกูลจีที่เฝ้าอยู่บริเวณนั้นวาววับขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา "สองคน หนึ่งแสนจิน"
มู่เสินฉวนจ้องลึกไปในดวงตาคู่นั้นแต่ก็มิได้เอ่ยสิ่งใด เพียงจ่ายเพิ่มไปอีกห้าหมื่นจิน
"เข้าไป!"
จากนั้นเขาก็ก้าวเท้าเข้าไปในค่ายกลมิติ
……
สามวันต่อมา
เขตแดนตระกูลมู่ แคว้นภาคใต้
ภายในตำหนักแห่งหนึ่งบนยอดเขาหลักมีศิลาวิญญาณสองแสนจินวางเรียงรายอยู่พร้อมกับไม้หยกดำที่แกะสลักลวดลายแห่งจักรพรรดิ และกระบี่มังกรทมิฬหักครึ่งพลังปราณเข้มข้นดุจสายนทีแผ่ซ่านไปทั่วอากาศธาตุ ทว่ายังคงเป็นภาพที่น่าตกตะลึง
ทำให้มู่อวี่เซิงที่ยืนอยู่ด้านข้างกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากจากนั้นก็ประสานมือคำนับ "ขอบคุณท่านผู้นำตระกูล"
"อืม ไปได้"
"หากพบเจอความยากลำบากใดๆมาหาข้าที่ยอดเขาหลักได้ทุกเมื่อ" มู่เสินฉวนพยักหน้าอย่างเอ็นดู
"ขอรับ" กล่าวจบมู่อวี่เซิงก็เก็บของทั้งหมด แล้วเดินออกจากตำหนักไป
[ติ๊ง การลงทุนสำเร็จ!]
[ขอแสดงความยินดีกับท่านที่ได้รับอักขระแห่งจักรพรรดิสมบูรณ์สิบอักขระ]
[ขอแสดงความยินดีกับท่านที่ได้รับเคล็ดวิชาอักษรประสาน]
เสียงระบบที่คุ้นเคยดังขึ้นในทะเลแห่งจิตสำนึก
มู่เสินฉวนขมวดคิ้ว แววตาเปล่งประกาย
อักขระแห่งจักรพรรดิสมบูรณ์สิบอักขระ…น่าจะช่วยเพิ่มระดับพลังให้แก่ค่ายกลสังหารโบราณที่สามของมู่อวี่เซิงได้มากทว่ายังไม่รู้ว่าพลังที่เพิ่มขึ้นนั้นจะมีมากขนาดไหน
วิชาอักษรประสานยังเป็นวิชาลับอันดับต้นๆของแคว้นตงฮวง สามารถฝึกฝนค่ายกล หยั่งรู้อักขระวิถีหากสำเร็จถึงขั้นสุดยอดก็ใช้กักขังจักรพรรดิได้ เรียกได้ว่าน่าใช้ไม่น้อย
แต่ศิลาวิญญาณและอาวุธกึ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นกลับไม่มีสิ่งใดทดแทนได้
ก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้
การลงทุนคืนกำไรเปรียบเสมือนการปลูกสิ่งใดก็ได้อย่างนั้น
‘ค่อยมอบสิ่งเหล่านี้ให้เขาในภายหลังก็แล้วกัน’มู่เสินฉวนรำพึงอยู่ในใจ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในห้องลับ
หลังจากผ่านการต่อสู้ในแคว้นทางเหนือมาเขาก็เริ่มตระหนักได้ว่าโลกนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไป
เมื่อวิถีของจักรพรรดิรุ่นก่อนค่อยๆจางหายไป ผู้ฝึกตนทั้งหลายก็จะผุดขึ้นมาดั่งดอกเห็ดหลังฝนตก
อาจจะมีอัจฉริยะที่ถูกเก็บซ่อนไว้หรือสิ่งมีชีวิตบรรพกาลที่ถูกผนึกไว้ในอาณาเขตต้องห้ามตื่นขึ้นมาตอนไหนก็ได้
ดังนั้นตระกูลมู่จึงต้องรีบเพิ่มพูนความแข็งแกร่งเพื่อที่จะเอาตัวรอดจากความโกลาหลครั้งนี้ให้ได้
ตัวเขาเองก็เช่นกัน
ถึงแม้ว่าผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์จะถูกเรียกว่าผู้แข็งแกร่งแต่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังไม่เพียงพอ
ความรู้สึกที่ถูกควบคุมชีวิตและความเป็นความตายโดยผู้อื่นนั้นช่างน่าขมขื่นยิ่งนัก
มู่เสินฉวนสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไปจากนั้นก็โบกมือ
แร่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเท่าคนก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขากลางอากาศสีสันของมันเจิดจ้าราวกับทับทิมขนาดใหญ่ที่ส่องประกายระยิบระยับ
พร้อมกับแร่ศักดิ์สิทธิ์ต้นโพธิ์โบราณก็ปรากฏกายออกมาด้วย
หลังจากปรากฏตัวออกมาต้นโพธิ์โบราณก็มิได้หลีกเลี่ยง กลับกันมันสั่นไหว คาคบไม้ต่างๆ สั่นไหวดูตื่นเต้นราวกับว่ามันจะมีสติปัญญาเช่นเดียวกับมนุษย์
มันมิได้หวาดกลัวมู่เสินฉวน
พลังปราณที่เข้มข้นในทะเลแห่งจิตสำนึกของมู่เสินฉวนทำให้มันรู้สึกสบายใจและพร้อมจะแตกกิ่งก้านสาขา
มู่เสินฉวนเดินไปหาต้นโพธิ์โบราณใช้นิ้วกรีดลงบนข้อมืออย่างแผ่วเบาโลหิตศักดิ์สิทธิ์สีทองสองสามหยดหยาดลงบนลำต้นของมัน
ใบของต้นโพธิ์โบราณเบ่งบานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเสียงเสียดสีของเนื้อไม้ดังไปทั่ว
“จงช่วยข้าหยั่งรู้เถิด”
มู่เสินฉวนเอ่ยเสียงเบาจากนั้นร่างกายของเขาก็เปล่งแสง พลังปราณแห่งความโกลาหลแผ่ซ่านไปทั่วร่างพร้อมกับเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ที่โหมกระหน่ำ
ในขณะเดียวกัน จิตสำนึกของเขาก็พลุ่งพล่านปกคลุมแร่ศักดิ์สิทธิ์ แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานบริสุทธิ์
ชั่วขณะนั้นเอง ภายในห้องลับก็สั่นสะเทือนแผ่เสียงดังกึกก้อง สำแดงปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์
พลังปราณแห่งความโกลาหลปรากฏขึ้น สอดประสานแปรเปลี่ยนเป็นสรรพสิ่ง จักรวาลและดวงดารา
พลังบริสุทธิ์จากแร่ศักดิ์สิทธิ์กระจายตัวกลายเป็นของเหลวไหลบ่าเข้ามาในร่างของมู่เสินฉวนดุจแม่น้ำแยงซีหลั่งไหลสู่ทิศตะวันออก