สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 10 บทที่ 278 เงาที่เหนือกว่า

        สัญชาตญาณของคนเถื่อนไวต่อความรู้สึกที่เป็นอันตรายและที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งไหนที่สัญชาตญาณนี้จะผิดพลาดเลยสักครั้ง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถมองเห็นคนคนนั้นได้แต่ซุนเฟยก็กล้าแน่ใจว่ามีคนสะกดรอยตามเขามาจริงๆ

        และคนที่สะกดรอยตามเขามานั้นก็เป็นคนที่แข็งแกร่งมาก

        ปัจจุบันนี้ตัวละครคนเถื่อนของซุนเฟยเลเวล 46 เทียบเท่ากับนักรบเจ็ดดาวระยะต้น ทักษะในโลก Diabloหลายๆ อย่างก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นถึงแม้ว่าซุนเฟยอาจจะดูเหมือนเดินไปเรื่อยเปื่อยแต่ความจริงแล้วเขาแอบเดินให้ช้าลงเพื่อจะจับสัมผัสว่ามีใครเดินตามหลังมาไหม

        หลายครั้งที่ซุนเฟยคิดว่าเขาสามารถสลัดคนที่สะกดรอยตามหลังมาได้แล้วแต่เพียงครู่เดียวเขาก็กลับมารู้สึกเหมือนมีใครเดินตามหลังเหมือนเดิม

        ซุนเฟยไม่คิดว่าตัวเองประสาทหลอนไปเองแน่

        มีเพียงคำอธิบายเดียว นั่นก็คือ คนที่ตามเขามานั้นแข็งแกร่งกว่าเขามากมากกว่าที่เขาจะจินตนาการได้

        ซุนเฟยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงมดตัวน้อยๆ ที่พยายามหลบหนีจากสายตาของพระเจ้าที่กำลังมองลงมาจากสวรรค์...กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือพวกเขาทั้งสองคนไม่ใช่คู่ต่อสู้ในระดับเดียวกัน

        หรือว่าคนคนนี้จะเป็นนักฆ่าลึกลับที่พยายามจะฆ่าเขามาก่อนหน้านี้?

        ซุนเฟยรู้สึกกลัวเล็กน้อยเมื่อคิดถึงเรื่องนี้

        เพราะหนังสือทักษะสีม่วงที่บรรพบุรุษของ 'ค่ายโร้ก' ทิ้งไว้ให้ลูกหลานทำให้เขาสามารถปิดบังตราประทับที่นักฆ่าคนนั้นทิ้งเอาไว้ในร่างของเขาได้บวกกับซุนเฟยรู้ว่า นักฆ่าที่แข็งแกร่งคนนั้นได้รับบาดเจ็บหนักในระหว่างการต่อสู้กับคนอื่นที่เทือกเขามอร์โรทำให้ซุนเฟยไม่กังวลว่านักฆ่าคนนั้นจะกลับมาไล่ฆ่าตัวเองเร็วนักแต่คาดไม่ถึงว่า...

        แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้างก็คือการที่คนคนนี้ไม่ได้มีความคิดจะเริ่มโจมตีเขา เพียงสะกดรอยตามมาเฉยๆ

        ซุนเฟยเดินเล่นไปรอบๆ ค่ายทหารอาณาจักรบริวารอย่างเงียบๆจากนั้นเขาก็แอบส่งข้อความให้กับคนในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดว่าคืนนี้เขาจะไม่กลับเพื่อไม่ให้แองเจล่ากับคนอื่นๆ เป็นห่วง ซุนเฟยเดินเอ้อระเหยไปรอบๆ ค่ายเพื่อรอจนกว่ายามราตรีจะมาเยือนทันทีที่ความมืดเข้าปกคลุม ซุนเฟยก็รีบเปลี่ยนเป็น 'โหมดมือสังหาร' ทันทีฉับพลันร่างของเขาก็กลายเป็นหมอกควันกลุ่มหนึ่งลอยหายไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน

        ซุนเฟยเลือกจะไม่กลับไปที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด เขากังวลว่า หากนักรบที่สะกดรอยตามเขามาเกิดคิดจะโจมตีตัวเองกะทันหันขึ้นมา ในระหว่างที่พวกเขาปะทะกัน มันจะต้องส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างอย่างแน่นอนโดยเฉพาะแองเจล่ากับเจ็มม่าและเหล่าหญิงสาวที่อ่อนแอ พวกนางไม่ใช่นักรบไม่มีคลื่นพลังในการป้องกัน แค่ลูกหลงเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างอันตรายต่อชีวิตของพวกนางได้

        ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไปเทือกเขามอร์โร

        ความเร็วของซุนเฟยใน 'โหมดมือสังหาร' รวดเร็วมากจนดูเหมือนกลุ่มควันรางๆไม่ช้าเขาก็มาถึงซากปรักหักพังที่สองผู้แข็งแกร่งระดับจันทราเคยปะทะกันในเทือกเขามอร์โร

        ซุนเฟยเปลี่ยนกลับมาเป็น 'โหมดคนเถื่อน' และยืนอยู่เงียบๆ

        ด้วยไพ่ตายและน้ำยาวิเศษจำนวนมากที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างของตัวเองทำให้ซุนเฟยรู้สึกมั่นใจร้อยส่วนว่าต่อให้เขาพบกันนักฆ่าที่ไล่ตามตัวเองเมื่อหลายวันก่อนเขาก็สามารถหลบหนีจากนักฆ่าคนนั้นได้ ที่ซุนเฟยเลือกที่จะมายังเทือกเขามอร์โรเพราะต้องการให้คนลึกลับผู้นี้แสดงตัวออกมา

        ด้วยความแข็งแกร่งของโหมดคนเถื่อนที่พัฒนาสูงขึ้นเรื่อยๆทำให้ขอบเขตในการรับรู้ของซุนเฟยสามารถขยายออกเป็นวงกว้างมากขึ้นกว่าเดิม

        แต่มันก็ยังไม่มากพอสำหรับความคิดของซุนเฟยซุนเฟยใช้แรงกดดันจากการต่อสู้ที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันมากระตุ้นศักยภาพของตัวเองเพื่อขยายขอบเขตการรับรู้

        หลังจากรอได้สักพักหนึ่ง ซุนเฟยก็เริ่มขมวดคิ้ว

        เพราะเขาค้นพบว่า คนที่สะกดรอยตามเขามาตลอดได้หายไปแล้วเขาไม่รู้สึกอะไรอีกเลย

        “สัมผัสของคนเถื่อนไม่เคยพลาด...หรือว่าข้าสามารถสลัดคนคนนั้นทิ้งไปได้?”

        ซุนเฟยรออีกครึ่งชั่วโมงแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาแน่ใจว่าความรู้สึกของการถูกตามและเฝ้ามองได้หายไปแล้ว

        และนั่นทำให้ซุนเฟยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

        เขาหวังว่านักฆ่าลึกลับคนนั้นจะปรากฏตัวออกมาและโจมตีเขา ซุนเฟยต้องการต่อสู้เป็นตายกับมัน หลังจากวันนั้น เขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพัฒนาความแข็งแรงของตัวเอง ซุนเฟยเชื่อว่าครั้งนี้เขาจะไม่หนีแบบหัวซุกหัวซุนเหมือนคราวก่อนแน่ๆ

        “ช่างมันเถอะ!ในเมื่อเจ้าสตอล์คเกอร์นั่นก็ไปแล้ว ข้าควรฉวยโอกาสนี้เพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองต่อก็แล้วกัน!”

        ซุนเฟยกะพริบร่าง เพียงไม่นานเขาก็มาปรากฏตัวที่ด้านหน้าหลุมยักษ์

        วงเวทที่เหล่านักเวทแห่งราชอาณาจักรเซนิทติดตั้งไว้รอบๆ หลุมยักษ์นี้ยังคงทำงานอยู่ซุนเฟยใช้รูปแบบการเดินข้ามวงเวทที่มีแค่ตัวเองเท่านั้นที่สามารถทำได้เดินผ่านวงเวทพวกนี้ไปด้วยเส้นทางที่แปลกประหลาดและจังหวะที่พิเศษทำให้ซุนเฟยสามารถเดินผ่านวงเวทเหล่านี้ไปได้โดยที่ไม่ไปกระตุ้นการทำงานของวงเวทพวกนี้ไม่ช้า ซุนเฟยก็มาถึงหลุมยักษ์ที่เกิดจากการประลองกันระหว่างนักรบระดับจันทรา

        ภายในหลุมขนาดยักษ์ยังคงมีคลื่นพลังที่ส่องประกายระยิบระยับและลอยอยู่รอบๆพวกมันเหมือนดอกไม้ไฟที่สวยงามในท้องฟ้ายามราตรี

        พวกมันคือรอยประทับจิตวิญญาณ

        ในตอนที่สองยอดฝีมือต่อสู้กันพวกเขาได้ระเบิดพลังที่แข็งแกร่งออกมาพลังที่น่าเกรงขามถูกตรึงไว้อยู่ที่นี่ ไม่อาจกระจายไปไหนได้หากนักรบระดับห้าดาวไม่ทันระวังหลงเข้ามาในนี้ และสัมผัสกับรอยประทับจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นนี้เข้าร่างของเขาคงระเบิดกระจุยจนกลายเป็นซากเนื้อกองหนึ่ง

        แม้จะผ่านมายี่สิบกว่าวันแล้วนับตั้งแต่วันที่ต่อสู้กันพลังของรอยประทับที่ยังคงเหลืออยู่ในอากาศก็เบาบางลงไปบางส่วนบ้างแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น พลังทำลายล้างของมันก็ยังคงน่ากลัวอยู่ดี

        รอยประทับจิตวิญญาณที่ลอยอยู่ในอากาศเหล่านี้ทำให้ซุนเฟยได้เกิดแรงบันดาลใจมากมาย และทำให้ซุนเฟยได้สัมผัสถึงเส้นทางพลังใหม่ๆวันนี้ที่ซุนเฟยสามารถสร้างรอยดาบที่ยิงคลื่นดาบโปร่งแสงออกมาได้ที่หน้าประตูค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดความจริงแล้วมันเป็นผลมาจากความเข้าใจในรอยประทับจิตวิญญาณซุนเฟยเพียงแค่สามารถเลียนแบบมันขึ้นมาได้ซึ่งอาจดูคล้ายคลึงกันแต่มันไม่ใช่แต่มันรอยประทับจิตวิญญาณจริงๆและมันก็ไม่ได้หมายความว่าซุนเฟยได้กลายเป็นนักรบระดับจันทราแล้ว

        หลังซุนเฟยได้เดินผ่านวงเวทเข้ามาแล้วสิ่งแรกที่เขาทำก็คือ การนั่งขัดสมาธิและฝึกพลังจิตตามวิธีใน 'หนังสือทักษะสีม่วง' เพื่อฟื้นฟูพลังจิตที่เสียไป

        ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาและถอนหายใจหลายวันมานี้ซุนเฟยพยายามฝึกฝนพลังจิตอย่างหนักจนทำให้ตอนนี้พลังจิตของซุนเฟยมาถึงสามร้อยแต้มแล้ว นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่เล็กน้อยนัก

        เมื่อพลังจิตของเขาเพิ่มขึ้น เขาก็สามารถอยู่ในโลก Diablo ได้นานขึ้น

        นั่นก็หมายความว่าซุนเฟยมีเวลาในการฆ่ามอนสเตอร์เพื่ออัพเลเวลมากขึ้นและความแข็งแกร่งของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

        เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เมื่อสิ้นสุดการฝึกพลังจิตซุนเฟยก็ลุกขึ้นยืนและเตรียมวิ่งฝ่ารอยประทับจิตวิญญาณที่สองนักรบผู้ยิ่งใหญ่ทิ้งไว้ในอากาศนั่นคือวิธีที่เขามักจะใช้ในการเพิ่มความแข็งแกร่งของเขาอีกทางหนึ่งแต่เมื่อเขายืนขึ้นและมองไปข้างหน้า ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นก่อนที่ร่างจะแข็งทื่ออยู่กับที่

        เขาไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรกันที่มีร่างเงาของใครบางคนยืนอยู่อย่างเงียบๆ ท่ามกลางรอยประทับจิตวิญญาณ

        คนคนนี้เป็นคนที่มีรูปร่างผอม

        ถึงแม้เขาจะเตี้ย แต่กลับองอาจสง่างาม คนคนนั้นยืนนิ่งอยู่กับที่ประหนึ่งหอกที่ถูกปักไว้กับดิน ซุนเฟยเห็นใบหน้าของคนคนนั้นไม่ชัดเจนนัก อาศัยเพียงแสงสว่างร่ำไรจากดวงจันทร์เห็นเพียงเสื้อคลุมสีน้ำตาลและเข็มขัดผ้าที่คนคนนั้นสวม ชายคนนั้นผมยาวราวกับน้ำตกที่ปลิวไสวไปในอากาศและการปรากฏตัวของชายคนนี้ก็ดูโดดเดี่ยวและเหนือกว่าทุกสิ่ง

        สิ่งที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกประหลาดใจมากที่สุดก็คือความแข็งแกร่งของชายคนนี้ซุนเฟยไม่อาจมองเห็นขอบเขตความแข็งแกร่งของเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งเลย

        ซุนเฟยมั่นใจว่าก่อนที่ตัวเองจะหลับตาฝึกพลังจิต ในหลุมยักษ์แห่งนี้ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดปรากฏอยู่เลยนอกจากตัวเอง ไม่ถึงสามสิบนาทีชายคนนี้สามารถเดินผ่านวงเวทเข้ามาในหลุมยักษ์อย่างเงียบๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัวยิ่งไปกว่านั้น ชายคนนี้ยังยืนอยู่ห่างจากซุนเฟยไปแค่สิบเมตรเท่านั้นและเขาก็ไม่รู้เลยว่าชายคนนี้ยืนอยู่ตรงนั้นมานานแค่ไหนแล้ว

        เขาสามารถเดินผ่านวงเวทที่แข็งแกร่งเหล่านี้เข้ามาได้อย่างง่ายดายโดยไม่สัมผัสวงเวทพวกนั้น...ชายคนนี้แข็งแกร่งขนาดไหนกันนะ?

        ซุนเฟยยิ่งรู้สึกแปลกใจมากขึ้น

        ชายคนนั้นสามารถยืนอยู่ท่ามกลางรอยประทับจิตวิญญาณโดยที่ไม่แม้แต่จะโคจรคลื่นพลังมาปกป้องกายตัวเองหรือปลดปล่อยกลิ่นอายใดๆออกมา รอยประทับจิตวิญญาณนั่นสามารถฉีกกระชากร่างของนักรบระดับห้าดาวออกเป็นชิ้นๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่มันกลับไม่ส่งผลกระทบใดๆ กับชายคนนี้เลย

        ดวงตาของซุนเฟยพลันหดแคบลง

        ในที่สุดเขาก็ค้นพบเงื่อนงำบางอย่าง รอยประทับจิตวิญญาณที่น่าเกรงขามที่ลอยอยู่กลางอากาศถูกตรึงให้หยุดอยู่ห่างจากร่างเขาประมาน1นิ้ว ราวกับว่ามีพลังบางอย่างกำลังต้านทานมันอยู่ ก่อนที่มันจะที่ค่อยๆ ละลายหายไปราวกับหิมะในวันฤดูร้อนอย่างไร้ร่องรอย

        ในขณะที่สายลมเย็นๆ พัดมาซุนเฟยจึงหลุดออกจากภวังค์ของตัวเอง

        “ท่านเป็นใคร?”

        ราชาถามในขณะที่ปลดปล่อยพลังของคนเถื่อนออกมาซุนเฟยเรียก 'บูลแคทโตสชิลเดร้น' ออกมาถือไว้ในมือถึงแม้ว่าชายตรงหน้าจะยังไม่ปลดปล่อยพลังของตัวเองออกมา แต่ซุนเฟยก็รู้สึกถึงอันตรายรุนแรงอย่างมากที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาความรู้สึกนี้แข็งแกร่งกว่านักฆ่าลึกลับที่เขารู้สึกเสียอีก

        “ราชาเมืองแซมบอร์ด?” น้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึกก็ดังออกมา

        “ใช่”

        “ดี หากเจ้าสามารถรับการโจมตีของข้ามากกว่าสิบครั้งได้ ข้าจะไม่สังหารเจ้า!”

        ทันทีที่พูดจบ ซุนเฟยก็เห็นเงาที่ทะยานเข้ามาหาพร้อมๆ กับสัมผัสได้ถึงพลังที่น่าเกรงขามที่ชายคนนั้นปลดปล่อยออกมา คลื่นพลังที่ปล่อยออกมากลายเป็นดาบสีฟ้าที่ยาวประมาณสิบเมตร ราวกับว่าดาบเล่มนี้ถูกดึงออกมาจากมิติที่ว่างเปล่าในอากาศ มันค่อยๆ เผยตัวเองออกมา ตัวดาบสั่นเบาๆ ในขณะที่มันพุ่งไปข้างหน้า พริบตาเดียว ดาบนี้ก็ห่างจากซุนเฟยเพียงสิบเซนติเมตรเท่านั้น

        เร็ว!

        เร็วเกินไป!

        เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ!

        -----------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน