งานเลี้ยงตระกูลฉู่
หลังจากที่หลินเฉินกลับมาถึงบ้าน ในเวลาเกือบที่จะเช้า เขาก็ไม่ได้เข้านอนแต่อย่างใด แต่เลือกที่จะเข้าไปภายในมุกมิติแทน
ด้วยที่วันนี้เขาได้เผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนระดับท่องนภาสามคนพร้อมกัน ทำให้เขาตระหนักถึงความอ่อนแอในตอนนี้ของตัวเองได้มากขึ้น เขาจึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มพื้นฐานฝึกตนให้มากกว่านี้
แม้ว่าพื้นฐานฝึกตนในระดับกำเนิดขั้นปลายของเขาจะยังไม่มั่นคงมากนัก แต่เขาก็จำเป็นที่จะต้องเพิ่มความแข็งแกร่ง เขาจึงตัดสินใจที่จะทะลวงไปยังระดับก่อรากฐานในวันนี้
ทันทีที่เข้ามาภายในมุกมิติสิ่งแรกที่เขาทำก็คือการไปที่ห้องโอสถ เพื่อค้นหาโอสถรากฐาน เมื่อพบแล้วก็เข้าไปที่ห้องฝึกตน
“นายท่าน ท่านจะเก็บตัวฝึกตนหรือ?” ที่หน้าห้องฝึกตน เสี่ยวไป๋ได้ยืนรอเขาอยู่
หลินเฉินพยักหน้าให้เธอ “ใช่ ข้าต้องรีบเพิ่มพื้นฐานฝึกตนให้มากกว่านี้ ว่าแต่เสี่ยวไป๋เถอะมีเรื่องอะไรหรือ?”
เสี่ยวไป๋ยิ้มออกมาในทันที “คือว่านะนายท่าน ข้าอยากที่จะให้น้องหลิงหลิงมาเล่นกับข้าอีกได้หรือไม่?”
ได้ยินแบบนี้ หลินเฉินก็ยิ้ม “ได้แน่นอน เดี๋ยวข้าจะพาหลิงหลิงมาหลังจากที่เธอตื่นตกลงไหม?”
“ขอบคุณนายท่าน” เสี่ยวไป๋วิ่งจากไปด้วยความสุข
เมื่อเสี่ยวไป๋ไปแล้ว หลินเฉินก็เข้าไปภายในห้องฝึกตน เพื่อที่จะได้เพิ่มพื้นฐานการฝึกตนของตัวเอง
....................................................
ช่วงเช้ามืด คฤหาสน์ตระกูลฉู่ หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของเซี่ยงไฮ้ ภายในห้องโถงรับแขก ตอนนี้มีสมาชิกตระกูลฉู่ห้าคนกำลังรวมตัวกัน เพื่อพูดคุยปรึกษากันเกี่ยวกับงานเลี้ยงที่จะจัดขึ้นในตอนเย็น
ซึ่งสมาชิกทั้งห้าคนประกอบด้วย ฉู่หว่านเอ๋อร์ ปู่ของเธอฉู่เหรินหยวน พ่อของเธอฉู่หวง พี่ชายของเธอฉู่เหิง และแม่ของเธอฉู่จิงเซี่ย
“งานเลี้ยงในตอนเย็น พวกเราต้องต้อนรับผู้อาวุโสหลินเฉินให้ดี” ฉู่เหรินหยวนพูดขึ้น ด้วยความที่เขาคิดว่าหลินเฉินเป็นผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์ จึงเรียกหาเป็นผู้อาวุโสเป็นธรรมดา
“พ่อพูดถูก พวกเราต้องต้อนรับเขาให้ดี” ฉู่หวงพยักหน้าเห็นด้วย แต่ภายในใจของเขาก็คิดไม่ถึงเลยว่าคนที่เขาบังเอิญไปซื้อยันต์ด้วย จะเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์แบบนี้
“คุณปู่ เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์จริง?” พี่ชายของฉู่หว่านเอ๋อร์ ฉู่เหิงถามขึ้น เขาเป็นชายอายุสามสิบกว่าปี
ฉู่เหรินหยวนมองหน้าหลานชาย ก่อนที่จะพยักหน้า “ไม่ผิดแน่”
พอได้รับคำตอบ ฉู่เหิงก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึก “ไม่น่าเชื่อว่าที่เซี่ยงไฮ้ของพวกเราจะมีผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นมา ถ้าอย่างนั้นนี่ไม่ใช่ว่าเขาแข็งแกร่งกว่าหนึ่งในสี่ตำนานมายาเทพลู่เฮ้อตงเหรอ?”
“มายาเทพลู่เฮ้อตงแข็งแกร่งก็จริง แต่เขายังไม่ใช่ผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์ ในด้านความแข็งแกร่ง ผู้อาวุโสหลินเฉินย่อมแข็งแกร่งกว่าอยู่แล้ว” ฉู่เหรินหยวนพูด จากนั้นเขาก็หันหน้าไปมองหน้าลูกสะใภ้ ซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนที่มีผิวพรรณดี “จิงเซี่ย ฉันมอบหน้างานเลี้ยงครั้งนี้ให้เธอจัดการ”
“ได้ค่ะคุณพ่อ ฉันจะทำอย่างเต็มที่” ฉู่จิงเซี่ยรับคำอย่างจริงจัง
“เอาล่ะ แยกย้ายได้” ฉู่เหรินหยวนพลันโบกมือ ทุกคนก็ออกจากห้องไป เหลือเพียงแค่เขาคนเดียว
“ถ้าผู้อาวุโสหลินเฉินกลายมาเป็นสามีของหว่านเอ๋อร์ก็คงดี” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
ไม่แปลกที่เขาจะพึมพำออกมาแบบนี้ เพราะถ้าหากหลินเฉินแต่งงานกับฉู่หว่านเอ๋อร์ ตระกูลฉู่ก็จะกลายเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้!
....................................................
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงช่วงค่ำ งานเลี้ยงตระกูลฉู่ได้เริ่มต้นขึ้น มีคนมาเข้าร่วมงานเลี้ยงห้าสิบคน แต่ละคนล้วนเป็นผู้มีฐานะในเซี่ยงไฮ้ทั้งนั้น
ในขณะที่งานเลี้ยงดำเนินไประดับหนึ่ง หลินเฉินก็ได้มาถึง วันนี้เขาอยู่ในชุดสูทสีดำ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยมาร่วมงานเลี้ยงที่จัดโดยตระกูลใหญ่ แต่ก็พอที่จะรู้ว่าต้องไม่ใส่ชุดธรรมดามา ไม่อย่างนั้น มันจะเป็นการไม่ให้เกียรติตระกูลฉู่
หลินเฉินเข้ามาในห้องโถงงานเลี้ยงโดยมีฉู่หว่านเอ๋อร์เดินนำ จึงทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนภายในงานเลี้ยง พวกเขาต่างก็สงสัยว่าหลินเฉินเป็นใคร ฉู่หว่านเอ๋อร์ถึงกลับออกไปรับด้วยตัวเอง
หลินเฉินแน่นอนว่าไม่ได้ให้ความสนใจต่อสายตาของคนที่มองมาอยู่แล้ว เขาเพียงมาร่วมงานเลี้ยงตามคำเชิญของฉู่หว่านเอ๋อร์และไม่คิดที่จะอยู่นาน
เขาถูกเชิญให้นั่งร่วมโต๊ะกับปู่ พ่อแม่และพี่ชายของฉู่หว่านเอ๋อร์ ร่วมถึงตัวเธอเองด้วย
หลังจากเธอแนะนำเขาต่อทุกคน ก็เริ่มรับประทานอาหารบนโต๊ะกัน
บรรยากาศภายในงานเลี้ยงเป็นไปอย่างครึกครื้น จนคนกลุ่มหนึ่งมาถึง คนกลุ่มนี้มีหกคน สองในหกเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดีไม่น้อย อยู่ในชุดสูทที่ราคาแพง
ด้านหลังอีกสี่คนดูก็รู้ว่าคงจะเป็นบอดี้การ์ด แต่จากการมองไปปราดเดียวของหลินเฉิน เขาก็รู้ว่าบอดี้การ์ดทั้งสี่คน เป็นผู้ฝึกตนระดับปลดปล่อยขั้นกลางสองคนและระดับปลดปล่อยขั้นปลายอีกสองคน
“เทียนหวี่กับฟงเลี่ย” ฉู่หว่านเอ๋อร์มองไปที่คนทั้งสองก็จำได้ในทันทีว่าพวกเขาเป็นใคร ทั้งสองคนค่อนข้างมีชื่อเสียงในเซี่ยงไฮ้ เนื่องจากหนึ่งคนมาจากตระกูลใหญ่ ซึ่งก็คือตระกูลเทียน ส่วนอีกคนมาจากแก๊งใหญ่ อย่างแก๊งเหยี่ยวแดง
ทันทีที่เข้ามาในงานเลี้ยง เสียงครึกครื้นก็เงียบลงไป ทุกคนต่างเงียบและมองไปที่พวกของเทียนหวี่
พวกของเทียนหวี่ไม่ได้สนใจสายตาของคนอื่นเลยสักนิด เดินเข้ามาอย่างหยิ่งยโส ตรงมายังโต๊ะที่พวกหลินเฉินนั่งอยู่
“เทียนหวี่ คารวะปู่เหรินหยวน” เทียนหวี่ทำท่าทีคารวะตามแบบฉบับผู้ฝึกตน
ฉู่เหรินหยวนพยักหน้าให้เล็กน้อย “ตาเฒ่าเทียน สบายดีนะ”
“สบายดีครับ คุณปู่ฝากฉันมาทักทายและร่วมยินดีที่ท่านกลับมาอย่างปลอดภัย” เทียนหวี่พูด น้ำเสียงไม่มีความเคารพเท่าใดนัก เนื่องจากเขาเชื่อว่าต่อให้เขาไม่มีความเคารพต่อฉู่เหรินหยวนก็ไม่เห็นจะเป็นไร ฉู่เหรินหยวนไม่กล้าทำอะไรเขาแน่
ถ้าจะถามว่าทำไมเขาถึงได้มั่นใจมากขนาดนี้นั้น มันเป็นเพราะว่าปู่ของเขาเทียนหมางฮั่นเป็นผู้ฝึกตนระดับท่องนภาขั้นกลางเช่นเดียวกันกับฉู่เหรินหยวน
ใบหน้าของฉู่เหรินหยวนกระตุกเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไร เพียงโบกมือ “ฝากขอบใจปู่เธอด้วยแล้วกัน ไหนๆ ก็มาแล้ว ไปหาที่นั่งเถอะ”
“หาที่นั่ง?” เทียนหวี่ยิ้มขึ้น พูดอย่างเยาะเย้ย “ฉันอุตส่าห์มาเข้าร่วมงานเลี้ยงทั้งที ไม่ให้ร่วมโต๊ะกับคุณปู่เหรินหยวนแบบนี้ นี่มันออกจะเกินไปนะ”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะเทียนหวี่ จะพูดอะไรก็ดูด้วยว่าที่นี่ที่ไหน ที่นี่คือตระกูลฉู่ ไม่ใช่ตระกูลเทียนของแก!” ฉู่เหิงพูดขึ้นอย่างโมโห
เขาไม่รู้ว่าเทียนหวี่ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาแต่ไหน ถึงได้กล้ามาวางตัวหยิ่งยโสที่ตระกูลฉู่ของเขา
ในเวลานี้ทุกคนภายในงานเลี้ยงต่างจ้องมองมาด้วยความสนใจ พวกเขาคิดไปในทิศทางเดียวกันว่ากำลังจะมีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้น!
จบบทที่ 44