ห้องนอนเรือนใหญ่จวนรองแม่ทัพ
หยางเสวี่ยเฟยทายาที่ได้รับมาเมื่อครู่อย่างแผ่วเบาแล้วค่อย ๆ นวดข้อเท้าให้มู่หรงเซียว สีหน้าจริงจังราวกับพยายามบังคับให้ยาออกฤทธิ์รักษาอาการบาดเจ็บของคนตรงหน้าให้หายโดยเร็ว
“ยังเจ็บอยู่หรือไม่” ชายหนุ่มเงยหน้ามองอีกฝ่ายแล้วลองแตะ ๆ ตรงที่เคยบวมเมื่อวันก่อน “ตรงนี้เหมือนจะดีขึ้นแล้วแต่หายช้าเกินไป ข้าจะให้อวี้หลานเปลี่ยนยา”
“ยาที่นางให้มาย่อมดีที่สุดแล้ว เจ้ากังวลจนเกินเหตุ” มู่หรงเซียวส่ายหน้ายิ้มระรื่น ค่อย ๆ ขยับข้อเท้าหมุนวนดูว่าเจ็บแปลบเหมือนก่อนหน้าหรือไม่ ทั้งยังพึมพำว่าอดไปซ้อมธนูตั้งหลายวันส่วนอีกคนก็เผลอตอบไปว่า “ว่างเว้นสักครึ่งปี ฝีมือเจ้าก็ไม่ตกลงนักหรอก”
“…”
“…”
มู่หรงเซียวมองหน้าผู้เป็นสามี ไม่คิดว่าเขาจะรู้ความลับอีกหนึ่งอย่าง เวลานี้เริ่มคิดแล้วว่ายังมีเรื่องใดอีกที่เขาเก็บงำเอาไว้
“อาเหลียงบอกเจ้าหรือ”
“ไม่ได้บอก”
“เช่นนั้นรูู้ได้อย่างไร ทั้งเรื่องซ้อมธนู เรื่องว่านดาราโรยหรือว่าเรื่องที่ข้าแอบไปหอราตรีคืนจันทร์เพ็ญ เจ้าก็รู้หมดเลยหรือ” ดวงตาสีทับทิมเบิกกว้างพลันหัวเราะร่า “เจ้าสั่งให้อาเหลียงเฝ้าดูข้าใช่หรือไม่ เฮ้อ… เจ้าเด็กนี่ฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก สมแล้วที่เจ้าเห็นแววของเขามาตั้งแต่ต้น”
“บางครั้งก็เป็นเขา บางคราข้าเป็นฝ่ายตามเจ้าเอง”
คำตอบของชายหนุ่มยิ่งทำให้นางหัวเราะร่วนกว่าเดิม มือน้อย ๆ โอบแก้มคนตรงหน้าเอาไว้กล่าวว่า “หยางเสวี่ยเฟย เจ้ากลัวข้าหนีจากเจ้าหรืออย่างไรกัน อย่าบอกนะว่ารอยแดงที่คอของข้าคืนที่อยู่หอราตรีเป็นเจ้าจริง ๆ”
“อืม” เจ้าตัวไม่ปฏิเสธ ดวงตาสีดำขลับเป็นประกายจ้องประสานอย่างมีเลศนัย “ข้าคิดถึงแต่ข้าก็โกรธเจ้าด้วย”
“ร้ายกาจยิ่งนัก รองแม่ทัพหยางกล้าแอบทิ้งร่องรอยไว้บนตัวข้า” นางเอ่ยหยอกล้อ ไม่นึกว่าหยางเสวี่ยเฟยจะคิดทำอันใดเช่นนั้น นับว่าแปลกพิกลที่เขาเปลี่ยนไปมากเพียงนี้
“ผู้ใดจะกล้าว่ากันเล่า ร่างกายฮูหยินของข้าแท้ ๆ ข้าไม่มีสิทธิ์หรือ อันที่จริงอยากทำมากกว่านั้นแต่ต้องห้ามใจเอาไว้”
หยางเสวี่ยเฟยขึ้นมานั่งบนเตียงข้าง ๆ กัน ขยับเข้าใกล้มากขึ้นจนหญิงสาวไร้ทางหนี เวลานี้นางนอนกะพริบตาปริบ ๆ อยู่ใต้ร่างเขา
“ฮูหยิน… คืนนี้ข้าขอแค่ตรงนี้เท่านั้น” เขาไม่พูดเปล่าแต่ชี้นิ้วเรียวแตะลำคอระหงของนาง จุดเดิมที่เคยมีรอยแดงปรากฏ
“…” มู่หรงเซียวเบือนหน้าหนี ทำทีไม่รับรู้แต่ได้ยินเสียงอ้อน
“ร่องรอยของข้าเลือนหายไปหลายวันแล้ว”
“หยางเสวี่ยเฟย” นางดันหน้าอกร่างสูงออกไป “ข้าแต่งงานกับเจ้าแล้วย่อมเป็นของเจ้า ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าเจ้าคือสามีของข้า ร่องรอยพวกนี้ไม่จำเป็นเสียหน่อย”
คนตรงหน้าตาเป็นประกายเพราะได้ยินคำหนึ่งที่นางเอ่ยเรียกเมื่อครู่ หัวใจจึงเต้นไม่เป็นจังหวะ
“ฮูหยิน…”
“อืม…” นางขนลุกเพราะรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ถามน้ำเสียงตะกุกตะกัก “จะ… เจ้าคิดรังแกคนป่วยหรือ”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ยิ่งเจ้าป่วย ข้ายิ่งต้องทะนุถนอมให้มากกว่าเดิม ร่างกายเจ้าอ่อนแอ บอบบางเพียงนั้น แค่ลมพัดมาข้าก็กลัวว่าเจ้าจะปลิวหายไปแล้ว” เขายิ้มกว้างหน้าระรื่น ไม่คิดปิดบังสิ่งที่อยู่ในใจอีกกลัวนางคิดมากเหมือนวันวาน “เจ้าเพิ่งบอกว่าข้าเป็นสามี”
“อืม…”
“เรียกท่านพี่ได้หรือไม่ ข้าอยากได้ยิน”
หยางเสวี่ยเฟยจุมพิตริมฝีปากนางเบา ๆ แล้วอ้อนอีกครั้งหนึ่ง “ท่านพี่… ท่านพี่… ข้ารอฟังเจ้าพูด”
“หยางเสวี่ยเฟย… รองแม่ทัพหยาง…”
“หืม แกล้งข้าหรือ” ชายหนุ่มยิ้มกว้างอารมณ์ดีไม่คิดถือสา อย่างไรเวลานี้ก็มีนางอยู่ข้างกาย ทั้งยังยอมรับแล้วว่าเขาคือสามีจึงเลิกแกล้งนางพลางขยับไปนอนข้างกายแล้วห่มผ้าให้อย่างเคย
ครั้นหลับตาลงพลางคิดว่าคืนนี้คงนอนหลับฝันดีก็อดอมยิ้มไม่ได้ จังหวะเคลิบเคลิ้มใกล้เข้าสู่ภวังค์จึงได้ยินเสียงแผ่วเบาที่เอ่ยกระซิบ ลมหายใจร้อนผ่าวสัมผัสใบหู
“ท่านพี่… สามี…”
ดวงตาสีดำขลับเบิกโพลงทันใดรีบหันขวับหาหญิงสาวข้างกายพรมจุมพิตทั่วใบหน้านวลราวด้วยหัวใจเริงระบำ กว่ามู่หรงเซียวจะได้นอนก็ปาไปสองชั่วยามจนต้องเอ่ยปากว่า “ท่านพี่ หากข้าหายช้า คนที่ทรมานก็มีแต่ท่านพี่นะเจ้าคะ”
ร่างสูงพยักหน้าไม่รีรอเอ่ยปากขอจุมพิตอีกครั้งทิ้งท้ายแล้วปล่อยให้นางได้นอนหลับในอ้อมกอดตัวเอง
เช้าวันต่อมา
หยางเสวี่ยเฟยใช้เวลาอยู่กับฮูหยินเพียงลำพังที่ศาลาใหญ่ ชมนกชมดอกไม้ในสวนตามประสาคนรักกันพลอยทำให้บรรยากาศในจวนสกุลหยางสดชื่นราวกับฤดูใบไม้ผลิเวียนมาอีกคราจนกระทั่งเหออันเหลียนถือจดหมายฉบับหนึ่งไปให้เขา
“ท่านพ่อข้ามีจดหมายมาถึงท่านพี่เจ้าค่ะ” นางเอ่ยพลางยื่นของให้คนตรงหน้า สายตาเหลือบมองรอยแดงตรงคอมู่หรงเซียวด้วยความหงุดหงิดใจ
ชายหนุ่มเปิดอ่านข้อความในนั้นพลันขมวดคิ้วตีความนัยที่แอบแฝงแล้วเข้าใจได้ว่าไม่นานคงเกิดเรื่องบางอย่างกับตัวเองเป็นแน่จึงได้แค่พยักหน้าตามน้ำ
“ข้าจะเขียนจดหมายตอบกลับไปว่าข้าจะเข้าร่วมงานที่จวนสกุลเหอ เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก”
“จริงหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยถามอีกครั้งให้แน่ใจ รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าหญิงสาว สายตามองฮูหยินเอกด้วยความรู้สึกที่เหนือกว่า “อาการฮูหยินเล่า เป็นเช่นใดบ้าง”
“ขอบคุณที่เจ้าเป็นห่วง ข้าดีขึ้นมากแล้ว” นางตอบไปตามตรง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอีกฝ่ายเพียงแค่แกล้งถามไปเท่านั้น “หลายวันมานี้ ฮูหยินรองคงลำบากนัก ต้องดูแลทุกอย่างในจวนเพียงลำพัง”
“ไม่หนักหนาสักเท่าไหร่ ข้าเป็นฮูหยินของเรือนย่อมต้องทำหน้าที่ให้ดี ทั้งเรื่องงานบ้านงานเรือนหรือกระทั่งมีบุตรสืบสายเลือดให้สกุลหยาง” เหออันเหลียนได้ทีข่มคนตรงหน้าอีกครั้งหนึ่งแล้วหันไปมองหยางเสวี่ยเฟยด้วยสายตาออเซาะ ยั่วยวนให้เขาหลงใหลในตัวนาง
“รบกวนเจ้ามามากแล้ว ข้าจะรีบฟื้นฟูร่างกายให้หายโดยเร็วเพราะข้าเองก็เป็นภรรยาของท่านพี่ ย่อมต้องดูแลกิจการงานทุกอย่างให้เรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้วเช่นกัน ละอายใจนักที่เจ็บป่วยออดแอดแต่เพราะได้ยาดี ร่างกายจึงฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว” มู่หรงเซียวคิดว่าใกล้ถึงเวลาแล้วที่นางจะต้องดึงงานส่วนที่โยกย้ายให้อีกฝ่ายทำกลับมาตรวจสอบให้แน่ใจเพราะเหตุการณ์ที่เหออันเหลียนวางยาให้แท้งลูกแล้วโดนขับไล่ออกจากจวนใกล้เข้ามาแล้ว
“ฮูหยิน เจ้าออกมานั่งข้างนอกนานแล้ว กลับเข้าไปพักในห้องสักนิดดีหรือไม่” หยางเสวี่ยเฟยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใยแต่หญิงสาวยังอยากนั่งตากลมเย็น ๆ ต่อ แม้ว่ากำลังจะส่ายหน้าปฏิเสธก็ต้องรีบพยักหน้าทันที
“ท่านพี่… จู่ ๆ ก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรง ข้อเท้าเจ็บแปลบคิดว่าเข้าไปนอนพักสักงีบคงจะดีขึ้น”
ผู้เป็นสามีไม่รอช้าตอบรับคำแล้วช้อนตัวอุ้มร่างบางขึ้นมา นึกอยากรีบกลับเรือน ก่อนจะหันไปบอกเมิ่งเซียงที่ยืนรออยู่ข้าง ๆ “ฮูหยินต้องพักผ่อนร่างกาย หากไม่มีเรื่องจำเป็นเร่งด่วน อย่าให้ผู้ใดเข้ามารบกวน”
หลังจากนั้นจึงพาภรรยากลับเรือนใหญ่ ปล่อยให้หญิงสาวอีกคนหงุดงหงิดแค่เพียงลำพังที่ไม่อาจแทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคนทั้งคู่ได้
ครั้นมาถึงจึงค่อย ๆ วางหญิงสาวบนเตียงนอนก่อนจะเดินไปหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ คุ้นตามาให้ภรรยา
นางเปิดกล่องเห็นปิ่นหยกรูปดอกท้อจึงถามว่า “ท่านพี่ซื้อมาใหม่หรือ” เมื่อเห็นเขาส่ายหน้าจึงดูร่องรอยที่ตัวเองเป็นคนทำเอาไว้ตรงด้านหลังกลีบดอกท้อ “อย่าบอกนะว่าลงไปงมในแม่น้ำเจียงหาน ท่านพี่บ้าไปแล้วหรือ… น้ำนั่นเชี่ยวจะตายไป เกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า”
“เหตุใดเจ้าจึงโยนของขวัญแต่งงานทิ้งเล่า” เขาโต้เถียงขึ้นมาบ้างแล้วหรี่ตามองนางเพราะนึกคำตอบได้ “เจ้าเห็นข้ามอบปิ่นหยกให้อวี้หลานจึงเกิดหึงหวงสินะ”
“เฮอะ… เช่นนั้นคงได้ยินข้าพูดว่าข้าไม่รักท่านพี่ด้วยใช่หรือไม่” นางย้อนถาม รู้ว่าเขาไม่ได้ยินหรอกเพราะนางพูดในใจ
“มู่หรงเซียว” เจ้าตัวเรียกภรรยาเสียงเข้ม สีหน้าจริงจังขึ้นมาทันใด “เจ้าจะโยนปิ่นหยกทิ้งแม่น้ำอีกกี่รอบข้าไม่ห้าม แต่อย่าพูดว่าไม่รักข้าได้หรือไม่”
“เจ้าค่ะ… ข้าไม่พูดแล้ว” นางไม่คิดว่าคำนี้จะทำให้เขาทั้งรู้สึกเศร้าและกังวลระคนกันเพียงนั้น พลางนั่งนิ่งให้รองแม่ทัพปักปิ่นหยกบนเรือนผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะนึกถึงตอนที่เสิ่นอวี้หลานลงไปเก็บปิ่นในแม่น้ำคืนนั้น “ท่านพี่กับคุณหนูเสิ่นสมกับเป็นพี่น้องจริง ๆ พากันลงไปเก็บปิ่นในน้ำโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด”
“…” เจ้าตัวเงียบจำได้ว่าตัวเองทำวีรกรรมอะไรเอาไว้ สายตารู้สึกผิดอย่างยิ่งยวด “ฮูหยิน… ข้าขอโทษเรื่องคืนนั้น ข้าผิดต่อเจ้านัก”
มู่หรงเซียวไม่คิดว่าจะได้ยินเขาเอ่ยขอโทษเพราะเรื่องราวก็ผ่านมานานแล้ว อีกทั้งเขายังปักใจเชื่อไปแล้วว่านางเป็นคนทำเรื่องพวกนั้น
ทว่า หยางเสวี่ยเฟยถอนหายใจเฮือกใหญ่ คุกเข่าต่อหน้า จับมือสองข้างของมู่หรงเซียววางบนตักนาง น้ำเสียงที่ได้ยินไม่บ่อยนักเปล่งออกมา “ข้าขอโทษ… องค์หญิงเป็นคนทำใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ”
“เฮ้อ…” เจ้าตัวถอนหายใจอีกรอบหนึ่งแล้วเอียงใบหน้าซบหลังมือเรียว “ต่อไปนี้ข้าจะเชื่อและรับฟังสิ่งที่เจ้าพูด”
“ท่านพี่… ข้าไม่รักท่านแล้ว” มู่หรงเซียวรีบพูดทันควันเพราะอยากรู้ว่าเขาจะเชื่ออย่างที่พูดหรือไม่
“เจ้าโกหก!!!” เขาเงยหน้ามองขุ่นเคือง แววตาไม่มีล้อเล่นจนหญิงสาวเป็นฝ่ายรู้สึกผิดที่แกล้งไปอย่างนั้น ต้องเอ่ยขอโทษขอโพยยกใหญ่กว่าชายหนุ่มจะยอมยกโทษให้ที่กล้าล้อเล่นเรื่องคอขาดบาดตาย
แต่ครานี้เขาไม่ยอมยกโทษให้โดยง่าย อ้างว่าคำพูดของนางทำร้ายจิตใจของเขามากเหลือเกิน ทำให้มู่หรงเซียวเอ่ยปากบอกว่ายอมทุกอย่างแล้ว
หากทำสิ่งใดเพื่อเป็นการไถ่โทษคนหัวใจอ่อนแอเช่นเขาได้ นางยอมทั้งหมด... แต่กลับมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่รู้สึกได้ว่าริมฝีปากตัวเองเจ่อบวมแดงระเรื่อไม่แพ้ต้นคอเรียวเพราะถูกลงโทษด้วยจุมพิตอันเร่าร้อนของหยางเสวี่ยเฟย
ครั้นได้พูดเรื่ององค์หญิงเยว่หลิง นางจึงอยากรู้ว่าเรื่องราวทางฝั่งเสิ่นอวี้หลานว่าเป็นอย่างไรบ้างจึงถามเขา คะยั้นคะยอให้เล่าอย่างละเอียด “เช่นนั้นแม่ทัพหลี่จะเป็นอย่างไรเล่า”
“หากฝ่าบาททรงมีพระเมตตา เขาจะถูกตัดขา ไม่ก็แขนหนึ่งข้าง หรือทำให้ตาบอดทั้งสองข้างแต่หากกริ้วจนไม่อาจห้ามพระองค์เองได้น่าจะถูกห้าม้าแยกร่างกระมัง”
มู่หรงเซียวคิดในใจ พระเอกนิยายจะตายได้อย่างไรเล่า
“เจ้านั่นเพิ่งถูกองค์หญิงสั่งโบยไปหลายไม้ น่าจะเตรียมใจไว้เรียบร้อยแล้ว” เขาเลิกคิ้วเล่าเรื่องราวต่าง ๆ อย่างสบายอารมณ์ “เวลานี้คงถ่อสังขารไปที่เรือนยา แสร้งทำตัวอ่อนแอแล้วอ้อนวอนให้อวี้หลานรักษาบาดแผลให้กระมัง”
มู่หรงเซียวถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะรู้ว่าปลายทางนิยายจะจบอย่างไรแต่ในเมื่อคนตรงหน้าคือหลักฐานที่บ่งบอกว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ นางจึงหวังว่าเสิ่นอวี้หลานจะสมหวังในความรักเช่นเดียวกัน