จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 46 สร้างตัว

    เช้ามืดของวันถัดมา ณ โรงฝึกภายในเขตบ้านพักหลังโรงแรมสโตนบริดจ์

     

    “ตั้งแต่วันนี้ พวกเจ้าต้องช่วยสอดส่องพื้นที่ส่วนตัวให้ข้าด้วย พยายามอย่าให้ดูผิดสังเกต ถ้าเจอสิ่งใดผิดปกติ โดยเฉพาะถ้าเกี่ยวกับปีศาจ ให้สลับกันเข้าไปดู แล้วมารายงานข้าในตอนเช้า”

    นิโคลัสเริ่มสั่งการ หลังจากฝึกตำราสรรพสัตว์มองพลังให้เหล่าสหายน้อยตามปกติ

    เช้านี้ สหายสัตว์เล็กรวมตัวกันจนมีมากกว่าสองร้อยตัว ทั้งสัตว์บกและนกปีกเล็กหลากชนิด บางตัวบิน บางตัววิ่ง เสียงจอแจเบา ๆ ทำให้โรงฝึกอันกว้างขวางดูแน่นขนัดไปด้วยชีวิตชีวา

     

    “ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามีกลุ่มของตัวเอง ใครที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม ให้ออกมายืนข้างหน้า ที่เหลือถอยไปด้านหลัง”

    เสียงเขาเด็ดขาดและสงบนิ่ง เมื่อจบคำสั่งก็เกิดความวุ่นวายเล็กน้อย ทว่าไม่นาน ทุกอย่างก็เงียบลง

    สัตว์หลากชนิดราวสามสิบตัวมายืนแถวด้านหน้าอย่างเป็นระเบียบ

    “ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าเป็นหัวหน้ากลุ่ม จึงอยากมอบหน้าที่สอดส่องให้ดูแลกันเอง หากพบสิ่งผิดปกติ ให้ในกลุ่มรายงานหัวหน้าตัวเอง แล้วพวกเจ้าค่อยจัดคนสลับเวรไปสังเกตการณ์”

     

    เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยเสียงที่เริ่มเย็นลง

    “หากพื้นที่ต้องสงสัยอยู่ในเขตคาบเกี่ยว อย่าให้มีปัญหากัน ขอให้ร่วมมือกันสอดส่อง ข้าจะให้รางวัลเท่าเทียมกันแน่นอน”

    สายตากร้าวขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงความเฉียบขาด

    “แต่จำไว้ให้ดี อย่าแย่งผลงานของผู้อื่น พวกเจ้าก็รู้ ว่าไม่อาจปิดบังความคิดจากข้าได้”

     

    สิ้นเสียงนั้น พลังสังหารแผ่วเบาแผ่ซ่านออกมาจากร่างของนิโคลัส

    สัตว์ทุกตัวหมอบลงอย่างพร้อมเพรียง แม้จะไม่ใช่สัตว์เวทก็ยังรับรู้ถึงแรงกดดันที่อัดแน่น

    เมื่อเห็นว่าทุกตัวเข้าใจแล้ว เขาจึงถอนพลังกลับ

    “แยกย้ายได้”

     

    เสียงขยับตัวเบา ๆ ดังขึ้น สัตว์บกทยอยออกจากโรงฝึกโดยเงียบเชียบ เหล่านกบินออกทีละสองสามตัวอย่างเป็นระเบียบ เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต

    เขามองตามด้วยแววตาครุ่นคิด

    “ข้าต้องหาวิธีอำพรางการเข้าออกของพวกมันให้แนบเนียนกว่านี้ ไม่อย่างนั้นจะต้องมีคนสังเกตเห็นแน่ โดยเฉพาะเมื่อโรงแรมเริ่มมีแขกมากขึ้น และคงต้องแยกรอบเช้ามืดกับเย็นแล้วเพราะจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดเลย…”

    นิโคลัสพึมพำกับตัวเอง พลางคิดถึงวิธีเสริมพรางสายตา อาจต้องปรึกษาท่านตาเสียแล้ว

     

    “ซิลฟี่ เจ้าออกมาหน่อย”

    เสียงปลุกนกน้อยที่กำลังหลับอยู่ในมิติสัตว์เลี้ยง

    “อะไรล่ะ นิค… ข้าพึ่งได้หลับเองนะ”

    เสียงใสตอบมา พร้อมร่างเล็กที่โผล่ออกมาเกาะแขนเขา ขนสีน้ำตาลอ่อนแซมขาวสลัวส่องประกายยามต้องแสง

    “ขนเจ้าชักเริ่มขาวเกินไปแล้วนะ ควรเปลี่ยนสีใหม่ได้แล้ว เดี๋ยวมีใครสังเกตเห็นเข้าจะยุ่ง”

    ขนขาวราวหิมะที่เป็นสีจริงของมันโผล่พ้นออกมาบ้างแล้ว จึงต้องพรางตาเสียใหม่

    “เฮ้อ เอาเรื่องของเจ้าก่อนละกัน... ข้าง่วงจะตายอยู่แล้ว”

    “งั้นตอบข้าหน่อยเถอะ สัตว์อย่างพวกเจ้า ถ้าข้าจะสอนให้อ่านหนังสือ... พอจะเป็นไปได้ไหม?”

     

    “หา!?”

    ซิลฟี่เบิกตาโต

    “เจ้าพูดจริงรึ!?”

    “เจ้าบอกข้าหน่อยก็ยังดี... ถ้าทำได้ มันจะช่วยข้าได้มาก”

    ซิลฟี่กระพือปีกนิดหนึ่งก่อนถอนหายใจ

    “ถ้าเป็นระดับสัตว์กึ่งเวทแบบข้า อาจจะพอได้นะ แต่ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ต้องลองดูว่าจะไปได้แค่ไหน... แต่ตอนนี้ ข้าง่วงมาก... ตอนเย็นค่อยว่ากันนะ”

    สิ้นเสียง นกน้อยก็พุ่งตัวเข้าไปในอกของเขา เข้าสู่มิติสัตว์เลี้ยงเหมือนเดิม

    นิโคลัสส่ายหน้าน้อย ๆ

    “สบายจริง ๆ เจ้านี่… มีรังนุ่ม ๆ ไม่มีภัยคุกคาม จะเข้าออกตอนไหนก็ไม่บอกกันสักคำ”

    “ข้าเข้ารังแล้วนะนิค… ราตรีสวัสดิ์”

    “หลับไปเลย!”

    เขาบ่นพลางหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้คิดจริงจังนัก เพราะรู้ดีว่าเสียงเจื้อยแจ้วของมัน ช่วยให้ใจสงบได้มากเหลือเกิน

     

    เช้าวันนี้ นิโคลัสได้ฝากให้บอริสช่วยหาซื้อหนังสือเรียนให้ ระหว่างออกไปสืบข่าว ส่วนตัวเขาออกตลาดกับสองสาว เพื่อเลือกวัตถุดิบสำหรับทดลองทำอาหาร

    “นายน้อย... ท่านจะทำอาหารเองจริง ๆ เหรอ?”

    อีรินเอ่ยถาม ขณะเดินตามชายหนุ่มที่กำลังเลือกผักและเนื้ออย่างตั้งใจ

    “ใช่ มีอะไรหรือเปล่า?”

    “ท่านทำหลายอย่างเกินไปแล้วนะ จะมีเวลาฝึกเวทเหลือบ้างไหม? แม้จะเข้าเรียนได้แล้ว แต่ท่านยังต้องพัฒนาต่อเนื่อง...”

    น้ำเสียงของเธอแฝงความกังวลชัดเจน

    อีรินย่อมรู้ดีว่าเวลาของนายน้อยมีจำกัด ทั้งฝึกเวท ฝึกกาย แล้วยังมาเพิ่มเรื่องอาหารอีก มันอาจกระทบต่อการพัฒนาที่ควรจะเป็น

     

    นิโคลัสยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบ

    “ข้าเข้าใจที่เจ้าห่วง แต่เรื่องเงินก็สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ต้องกังวลหรอก ข้าใช้เวลาแค่ช่วงเริ่มเท่านั้น เมื่อได้สูตรแล้ว ข้าจะสอนพวกเจ้า แล้วให้พวกเจ้าไปดูแลแม่ครัวแทน เท่านี้ข้าก็มีเวลาแล้ว... เฮ้! อย่าเพิ่งเดินหนี ข้ายังพูดไม่จบเลยนะ!”

    สองสาวแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน รีบเดินหนีแทบไม่เหลียวหลังทันทีที่นิโคลัสพูดถึง ‘การสอนแม่ครัว’

    “ยังไงก็ต้องเป็นพวกพี่นั่นแหละ หนีไม่พ้นหรอก เพราะคนอื่นทำอาหารไม่เป็นนี่นา!”

    ชายหนุ่มตะโกนไล่หลังอย่างขำ ๆ ก่อนหันกลับมาเลือกวัตถุดิบต่อด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ

     

     

    สองวันเต็ม ๆ ผ่านไป

    นายน้อยกับสองสาวใช้เวลาทั้งหมดในครัว ทดลองปรับสูตร ปรุงรส และปรับสัดส่วนวัตถุดิบอย่างละเอียด

    เขาพยายามถ่ายทอดรสชาติที่จดจำได้จากโลกเก่าให้ใกล้เคียงที่สุด

    เปลี่ยนวัตถุดิบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทดลองความหนานุ่มของเส้น กลิ่นของน้ำซุป และความกลมกล่อมของเนื้อ กระต่ายเขาลาย ที่ถูกนำมาใช้แทนเนื้อหมู เนื่องจากผู้คนมองว่าหมูเป็นสัตว์สกปรกจึงไม่นิยม ส่วนกระต่ายเขาลายสะอาดกว่า อีกทั้งมีขนาดใหญ่พอต่อความต้องการ ทำให้ผู้คนนิยมเพาะเลี้ยงเพื่อบริโภค และขนกระต่ายยังสามารถทำเครื่องนุ่งห่มได้อีกด้วย

    ทุกอย่างต้องลงตัว เพื่อให้เมนูใหม่นี้... ไม่ใช่แค่อาหาร แต่เป็น “ประสบการณ์ใหม่” สำหรับทุกคน

     

    ช่วงเวลาอาหารเย็นมาถึง

    โต๊ะยาวในโถงอาหารถูกจัดวางด้วยชามอาหารสิบกว่าชามตามจำนวนคน

    ทุกชามมีจานแบนปิดครอบไว้อย่างแน่นหนา ทำให้สมาชิกแต่ละคนมองหน้ากันด้วยความสงสัย

    “อย่าเพิ่งเปิดนะ รอเปิดพร้อมกัน”

    อีรินรีบกำชับขณะช่วยจัดวาง

    “นี่มันอะไรกันเนี่ย ทำไมถึงต้องลึกลับขนาดนี้?”

    แจ็คถามพลางขยับมือเหมือนอยากจะเปิดฝาทันที

    “อย่าพูดมาก ถ้าอยากได้ชามที่สอง...”

    อารินว่าเสียงเรียบ แววตากดดันจนแจ็คเงียบไปทันที

    เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย นิโคลัสจึงเอ่ยขึ้น

    “ก่อนพวกท่านจะได้กิน ข้าขอให้ช่วยแสดงความคิดเห็นหน่อย ทั้งเรื่องรูปลักษณ์ กลิ่น รสสัมผัส และรสชาติ เพราะนี่จะเป็นเมนูแรกของเราในร้านอาหาร… เชิญเปิดได้”

     

    สิ้นคำพูดของเขา ชามอาหารทั้งหมดก็ถูกเปิดออกพร้อมกัน

    กลิ่นหอมฉุยของน้ำซุปร้อน ๆ ที่เคี่ยวจนเข้มข้นกระแทกจมูกอย่างไม่ทันตั้งตัว

    เส้นยาวสีเหลืองทองขดเรียงอย่างเป็นระเบียบในน้ำซุปสีน้ำตาลเข้มอมส้ม เส้นดูนุ่มหนึบ น่าลิ้มลอง

    เหนือเส้นวางด้วยเนื้อกระต่ายเขาลายสไลด์แผ่นบางเรียงซ้อนกันเป็นวง เนื้อมีสีชมพูจางตัดกับขอบไขมันสีขาวบาง

    ไอน้ำร้อนที่ลอยเอื่อย ๆ ยิ่งทำให้กลิ่นของเนื้อชัดเจนขึ้น หอมจนบางคนเผลอกลืนน้ำลาย

    ด้านบนโรยผักหอมสีเขียวสด เติมสีสันตัดกับน้ำซุปเข้ม เพิ่มความสมดุลให้จานนี้ดูสดชื่นสมบูรณ์

     

    “ก่อนกิน ข้าขอความเห็นรูปลักษณ์กับกลิ่นก่อนได้...?”

    ยังไม่ทันพูดจบ เสียงสูดน้ำซุปก็ดังขึ้นระงมทั่วโต๊ะ

    “รสชาติเป็นอย่าง... อืม เอาไว้ถามทีหลังก็ได้มั้ง”

    นิโคลัสยิ้มขำ ถอนหายใจเบา ๆ เมื่อเห็นทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตากินอย่างตั้งใจ

    เขาค่อย ๆ หยิบแท่งไม้เรียวสองอันขึ้นมาถือในมือ หากเป็นคนจากโลกเดิมคงรู้ทันทีว่า ‘ตะเกียบ’ ใช้สำหรับอาหารเส้น

    ชายหนุ่มคีบเส้นขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว และเริ่มทานด้วยท่วงท่าชำนาญ เส้นถูกยกขึ้นสู่ปากอย่างสวยงามผิดกับคนอื่นที่ยังต้องใช้ช้อนค่อย ๆ ม้วนเส้นขึ้นมา เพราะไม่มีใครเคยเห็นอาหารแบบนี้มาก่อน

    แต่ก็ไม่มีใครทันได้สังเกต ทุกคนกำลังก้มหน้าซดซุปอย่างเพลิดเพลิน

     

    “ขอเพิ่มขอรับ!”

    เสียงทุ้มหนักของบอริสดังขึ้น ขณะที่บางคนเพิ่งกินไปได้แค่ครึ่งชาม

    “เจ้าตะกละ จะรีบไปถึงไหนกัน พวกข้ายังไม่ทันถึงครึ่งเลย!”

    อีรินบ่นพึมพำ ขณะมองชามของตัวเองที่เพิ่งจะเริ่มตัก ทั้งที่เธอเองก็อยู่ในครัวมาทั้งวัน

    “ไม่เป็นไร พวกท่านกินกันเถอะ ข้าจะไปทำเพิ่มเอง ไม่ต้องเกรงใจ ข้าเข้าใจดี”

    นิโคลัสยิ้มรับ ก่อนลุกเข้าไปในครัว และไม่นานก็ยกถาดอาหารขนาดใหญ่ออกมาวาง ก่อนกลับเข้าไปทำต่ออีกรอบ

    มื้อเย็นยังคงดำเนินไปอย่างคึกคัก ราวสิบห้านาทีผ่านไป บางคนเริ่มอิ่มหลังจากชามที่สอง บางคนลุยต่อถึงชามที่สามเว้นแต่...อีแวน ชายร่างใหญ่ราวหมีป่า ที่กำลังซดชามที่สี่ด้วยใบหน้าพึงพอใจสุดขีด

     

    “เอาล่ะ... ถึงเวลาแล้วกระมัง พวกท่านพอบอกความเห็นกันได้หรือยัง?”

    นิโคลัสเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

    แต่ยังไม่ทันที่ใครจะทันอ้าปาก เสียงเข้มของชายชราก็ดังขึ้นแทน

    “ตั้งแต่พรุ่งนี้ ไปหาช่างมาสร้างร้านด้านหน้าโรงแรมได้เลย เอาเงินข้าไปก่อน พอได้เงินค่อยเอามาคืน ข้าขอส่วนแบ่งตามเงื่อนไขเดิม สามสิบส่วน”

    พ่อบ้านรอยกล่าวพลางวางถุงเงินต่อหน้านายน้อย แล้วลุกออกจากโต๊ะ ทุกสายตาพลันหันไปมองตามหลังชายชราด้วยความตกตะลึงและเคารพ

    “พวกข้าคงไม่ต้องพูดความเห็นอะไรแล้วมั้ง...”

    เจคอบพูดกลั้วหัวเราะ

    “หัวหน้าใหญ่รับรองขนาดนี้ ก็คงผ่านหมดล่ะนะ”

    “ข้าขอรับประกันด้วยตัวเองเลย!”

    อีแวนตะเบ็งเสียงแน่นหนัก พลางลูบท้องตัวเองที่เริ่มกลมขึ้น

    “นักกินอย่างข้าไม่เคยตัดสินพลาดเรื่องอาหาร!”

     

    อังเดร ที่มักไม่พูดอะไรมากนัก ยกมือเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ

    “นายน้อยขอรับ... สิ่งที่ท่านใช้คีบเส้นนั้น มันคืออะไรหรือขอรับ?”

    สายตาทั้งโต๊ะพลันหันไปจ้องมองไม้เรียวยาวสองอันในมือเขาพร้อมกัน

    “สิ่งนี้เรียกว่า ‘ตะเกียบ’ ใช้กับอาหารเส้นโดยเฉพาะ แต่ก็คงไม่แปลกที่พวกท่านไม่รู้จัก เพราะพวกท่านพึ่งจะเคยรู้จักอาหารเส้น...ข้ารับรองได้เลยว่า อาหารชามนี้มันจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น”

     

    เขาหยุดนิดหนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ

    “ข้าตั้งใจจะพัฒนาเมนูเส้นอีกหลายแบบ รอให้ราเม็งนี้ติดตลาดก่อน จากนั้น...จะมีอะไรใหม่ ๆ ตามมาอีกแน่นอน”

    “อาหารชามนี้เรียกว่า ราเม็ง หรือนายน้อย”

    อีริครีบถามขึ้นเพื่อยืนยันสิ่งที่ได้ยิน

    “ใช่ อาหารนี้เรียกว่า ราเม็ง และมีหลายแบบ เบื้องต้น...ข้าจะทำประมาณสามแบบก่อน เพื่อให้ลูกค้าได้เลือก”

     

    นายน้อยมองทุกคนขณะกล่าว จากนั้นนำกระดาษแผ่นหนึ่ง ส่งให้วิคเตอร์

    “ข้าได้ร่างแบบร้านไว้คร่าว ๆ แล้ว ข้าฝากพวกท่านจัดการเรื่องก่อสร้างด้วยนะ”

    พร้อมกันนั้น เขายื่นถุงเงินจากพ่อบ้านให้วิคเตอร์รับไปดูแล แล้วเอ่ยสั้น ๆ

    “ร้านนี้เป็นก้าวแรกที่มั่นคงของพวกเรา”

    องครักษ์ทั้งโต๊ะเงียบลงเพียงชั่วครู่ ขณะสายตาทุกคู่จับจ้องไปยังนายน้อย

    ...ชายหนุ่มผู้ที่เพียงไม่กี่เดือนก่อน ยังเป็นเพียง “ทายาท” ที่รอวันเติบโต

    บัดนี้ กลับค่อย ๆ ก้าวขึ้นมาเป็น “นายท่าน” ของพวกเขาอย่างเต็มภาคภูมิ

    ความชื่นชมและเชื่อมั่นฉายชัดในแววตาขององครักษ์ทุกคนไม่เพียงเห็นเขาเป็นผู้นำ... แต่เห็นอนาคตที่สามารถเติบโตได้อีกไกล

     

     

    สองวันถัดมา

    เกวียนหลายคันทยอยบรรทุกอุปกรณ์หลากหลายเข้ามายังโรงแรมสโตนบริดจ์

    ก่อนหน้านี้นิโคลัสได้สั่งให้คนสร้างโรงประกอบรถม้าใหม่ไว้รอ โดยวางโครงแบบเสาสูงรับหลังคาโปร่งโล่ง ผนังสามด้าน และมีวงเวททำความเย็นของอีรินช่วยลดความร้อน

     

    เหล่าองครักษ์ต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือ

    แจ็ค เจคอบ อีริค และนิโคไลรับหน้าที่ออกไปจัดหาเครื่องมือและวัสดุเพิ่มเติม ตามคำร้องขอของนายน้อย

     

    ด้วยแรงของเหล่าอัศวินและนักรบ ไม่มีใครต้องพึ่งเครื่องมือทุ่นแรง

    เวทโลหะของนิโคลัสทำหน้าที่เชื่อมโลหะแทนไฟเชื่อม

    อีรินจารึกเวทลมและน้ำแข็งพื้นฐานลงบนโครงรถได้อย่างลงตัว

     

    หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ช่วงล่างของรถต้นแบบก็ใกล้เสร็จสมบูรณ์ เหลือเพียง "ขั้นตอนสุดท้าย" ปิดผนึกกลไกภายในไม่ให้ใครเห็น

     

    “ท่านตา ข้าต้องขอรบกวนแล้วขอรับ”

    จอมเวทรอยไม่ตอบคำพูดใด เพียงเดินตรงไปยังโครงรถที่มีเพียงช่วงล่าง แผ่นเหล็กบาง ๆ ปิดการมองเห็นจากด้านนอกทั้งหมด ไม้เท้าเวทถูกยกขึ้นพร้อมกับเสียงร่ายเวทเบา ๆ

    วงเวทสีแดงที่ด้านในเต็มไปด้วยอักขระเวทปรากฏขึ้นกลางอากาศ ลุกโชนดั่งเปลวอัคคี

    เมื่อเวทสัมผัสแผ่นเหล็ก เสียง "ฉ่า" ดังขึ้น

    ไม่นาน วงเวทก็สลายหายไปในผิวโลหะอย่างไร้ร่องรอย

     

    “เรียบร้อยแล้ว หากใครพยายามเปิดหรือทำลายแผ่นเหล็ก ชิ้นส่วนภายในจะถูกทำลายทันที และไม่ต้องกลัว เวทของข้าหากไม่ถึงระดับ ‘ท่านผู้เฒ่า’ ก็ทำลายไม่ได้แน่นอน”

     

    จากนั้นชายชรามองเด็กหนุ่มอย่างแน่วแน่ แล้วกล่าวเสียงเรียบ

    “จำไว้ เวทผนึกของข้าไม่รวมอยู่ในส่วนแบ่งสามสิบส่วนนะ ปกติคิดค่าจ้างครั้งละหนึ่งเหรียญทอง... แต่คราวนี้ ข้าจะไม่คิด”

     

    พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้เหล่าองครักษ์เงียบกริบ มองแผ่นหลังตั้งตรงอันคุ้นเคยของพ่อบ้านผู้ดูแลตระกูลมายาวนาน

     

    “เมื่อก่อน...พ่อบ้านเขาก็เป็นแบบนี้เลยหรือ?”

    นิโคลัสหันไปถาม แต่ไม่มีใครกล้าตอบ จนต้องหันไปถามวิคเตอร์

    “ท่านพ่อดูแลบัญชีของตระกูลมานานหลายสิบปี จนติดเป็นนิสัยไปแล้วขอรับ”

    “ได้ยินเช่นนี้ ก็เข้าใจได้...”

    ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ

     

    เป็นเวลากว่าสิบปีที่พ่อแม่ของเขาออกล่าอสูรและปกป้องพรมแดน เรื่องเงินทองและทรัพย์สินในบ้านจึงฝากไว้กับชายชราคนนี้เพียงผู้เดียว... และตระกูลเบลลาทอร์ ก็ไม่เคยมีปัญหาทางการเงินเลยแม้แต่ครั้งเดียว

     

    “เอาล่ะ เรามาทำส่วนบนให้เสร็จกันเถอะ!”

    เสียงของนายน้อยเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ ก่อนที่ทุกคนจะกลับเข้าสู่โหมดลงมืออีกครั้ง

     

    เช้าวันถัดมา

    หลังมื้ออาหาร นายน้อยและองครักษ์ทั้งสิบสี่คนยืนเรียงหน้าประตูโรงรถ

    รถม้าขนาดกลางจอดอยู่ภายใน ม้าลากสองตัวถูกจูงเข้าประจำตำแหน่ง

    “เปิดประตูได้”

    เสียงสั่งการดังขึ้น

     

    ประตูโรงรถค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นรถม้าโครงไม้เรียบง่ายแต่แข็งแรง ภายนอกไม่มีสิ่งฟุ่มเฟือยใด ตรงตามที่เขาตั้งใจ

    แจ็คและเจคอบนำม้าไปเทียมเข้ากับรถอย่างคล่องแคล่ว

    “ใครจะไปกับข้ารอบแรก? หกคนในห้องโดยสาร แล้วแจ็คกับเจคอบบังคับม้า ข้าจะสลับพวกท่านรอบถัดไป”

     

    บอริสรุดตอบทันที

    “หัวหน้าทั้งสอง และอีริน อาริน ไปก่อนเลย ส่วนพวกข้าไว้รอบหลัง”

    ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

     

    รถม้าวิ่งออกนอกกำแพงเมือง ล้อบดผ่านเส้นทางขรุขระนอกเมืองที่เต็มไปด้วยก้อนหินและหลุมบ่อ

    แต่สิ่งที่สัมผัสได้คือ... ความนุ่มนวลเหนือคาด

     

    “นายน้อย... มันนุ่มมากเลย เหมือนรถม้าระดับกลางเลย!”

    อีรินร้องขึ้นอย่างตื่นเต้น

    “ทุกคนคิดว่าไง?”

    นิโคลัสถาม

    “เหมือนกันเลยขอรับ”

    วิคเตอร์ตอบสั้น ๆ

    “เบาะก็นั่งสบายแปลก ๆ ด้วย เหมือนมันมีแรงเด้งเบา ๆ รองรับอยู่”

    อารินเสริม

    “ใช่ ข้าออกแบบให้เบาะมีการซับแรงกระแทกและยืดหยุ่นมากขึ้น”

     

    เขาหันไปทางชายชราที่นั่งหลับตาเงียบอยู่ริมหน้าต่าง

    “ท่านตา รู้สึกอย่างไรบ้างขอรับ?”

    “เจ้า...จะแบ่งส่วนกับโอลิเวอร์ยังไง?”

     

    เสียงจอมเวทดังขึ้นขณะลืมตาช้า ๆ จ้องตรงมาที่นายน้อย

    “เรื่องนั้น...ข้าขอให้ท่านตาช่วยจัดการทั้งหมดเลยขอรับ ไม่ว่าในอนาคตข้าจะสร้างอะไรใหม่ ท่านตาก็เป็นคนดูแลให้ ข้าเชื่อมั่นท่านเหมือนที่ท่านปู่และท่านพ่อทำ”

     

    ชายชรานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนดวงตาเปล่งประกายขึ้นแววหนึ่ง

    “ข้ามีคำถามเดียว...”

    เสียงเข้มดุดันกว่าที่ผ่านมา

    “เจ้า...กล้าสู้กับ ซินเดรสเทรล ไหม?”

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน