ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 37 การจู่โจมจากเงามืด

              ฉ่า—


              เสียงฉี่ฉ่าของเนื้อที่ย่างอยู่บนตะแกรงดังขึ้นอยู่เนืองๆ เมื่อเนื้อด้านหนึ่งสุกพอเหมาะและพลิกกลับไปอีกด้านมันจะมีไขมันละลายเพราะถูกความร้อนจนไหลหยดลงไปยังก้อนถ่าน


              “เนื้อวากิวนี่อร่อยจังเลยนะ”


              กลิ่นเนื้อย่างอบอวลด้วยไอร้อนทำเอาทาดิชิใช้ตะเกียบคีบใส่ปากอย่างอดใจไม่ไหวสัมผัสแรกที่ได้รับคือความเนียนนุ่มของตัวเนื้อที่มีไขมันชุ่มฉ่ำละมุนลิ้นยิ่งกินคู่กับซอสดำ และเบียร์เย็น ๆยิ่งเสริมให้การกินอาหารมื้อนี้มีความสุนทรีย์มากขึ้น


              “อร่อยพอ ๆกับฟัวกราส์เลยล่ะ ดีจริง ๆ ที่เอาอาหารกระป๋องกับเนื้อเกรดดีติดมือมาด้วย...อ้าวเรย์คุง เอาสักหน่อยไหม”


              เสียงคำถามดังขึ้นจากทาดาชิทันทีที่เห็นเรย์เดินเข้ามาสมทบกับคนอื่น ๆ ในห้องเรย์จ้องมองออกไปนอกหน้าต่างของอาคารสูงแห่งหนึ่ง


              “ไม่ครับผมไม่หิว และดื่มขณะปฏิบัติหน้าที่มันไม่ดีไม่ใช่เหรอครับ”


              เรย์คลี่ยิ้มปฏิเสธอย่างสุภาพ


              “น่า น่า—อย่าเพิ่งจริงจังนักสิ เสี่ยงตายทุกวันแบบนี้ก็ต้องหาวิธีผ่อนคลายกันบ้าง ไม่งั้นเครียดตายชัก”


              เรย์ไม่ปฏิเสธความคิดนั้นเพราะตัวเขาต่างเคยใช้วิธี ‘ผ่อนคลาย’ในแบบของตัวเองเช่นกัน


              “คุณมัตสึบาระล่ะครับ”


              “เห็นว่าออกไปเช็กความเรียบร้อยที่แนวป้องกันสักหน่อยน่ะ”


              คนในกลุ่มช่วยคลายความสงสัย


              “’งั้นเหรอครับ ว่าแต่... ผมสงสัยมานานแล้วว่าเจ้านั่นต้องการอะไรกันแน่ครับ”


              เรย์จ้องมองไปยังอะไรบางอย่างบนตึกสูงท่ามกลางความมืด


              “อ๋อเจ้านั่นน่ะเหรอไม่รู้สิ— มันเอาแต่อยู่บนที่สูง เฝ้ามองอย่างนั้นมาตลอดน้อยครั้งมากที่มันจะลงมาโจมตีพวกเราก่อน คุณโทชิโร่จึงลงความเห็นว่ายังไม่ถึงกับเป็นอันตรายเลยไม่ให้พวกเราเข้าไปแหย่มันก่อนเป็นอันขาด”


              ใครคนหนึ่งในทีมช่วยไขข้อข้องใจให้โดยที่ไม่ได้หันขึ้นมามองแต่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงสิ่งใด ราวกับเขาเห็นเจ้านั่นบ่อยจนเป็นเรื่องปกติ


              เขาเริ่มเข้าใจคำว่า‘น้อยครั้ง’ขึ้นมาทันที เพราะเจ้านั่นเคยโฉบลงมาโจมตีเขากับเพื่อนๆ มาแล้วครั้งหนึ่ง


              “เวลามองเห็นมันทีไรฉันรู้สึกเหมือนตัวเองจะโดนมันกินเข้าสักวันรู้อยู่หรอกว่ามันยังไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้แต่สัญชาตญาณฉันคอยร้องเตือนว่าเจ้านั่นเหมือนกำลังรอเวลาอะไรบางอย่างอยู่”


              ชายอีกคนหนึ่งช่วยเสริม ขนของทุกคนล้วนลุกชันความรู้สึกเย็นเยียบคลานขึ้นมาตามสันหลัง


              “พอเลย ๆหยุดพูดเรื่องพวกนั้นก่อนที่ฉันจะกินอะไรไม่ลง ว่าแต่มัตสึบาระมาช้าจังเลยนะเดียวได้มาบ่นอีกว่าไม่เหลืออะไรไว้ให้เลยน่ะ”


              บรึ้ม!


              “เหวอ—นั่นมันอะไร!?”


              จู่ ๆพวกเขาก็ได้ยินเสียงระเบิดดังกระหึ่ม ตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนจนทุกคนสัมผัสได้ ไม่นานนักเสียงวิทยุของช่องสัญญาณหน่วยได้ดังขึ้นพร้อมเพรียงกัน

     

     


              ย้อนกลับไปไม่กี่นาทีก่อนหน้าในขณะที่มัตสึบาระลงมาตรวจเช็กความเรียบร้อย และกำลังยืนคุยกับคนอื่น ๆ อยู่บนบริเวณแนวกำแพงที่สร้างขึ้นจากการนำรถจำนวนมากมาวางเป็นแนวขว้างซ้อนขึ้นไปเป็นชั้น ๆ


              “ถึงช่วงนี้จะไม่ค่อยมีการลอบโจมตีเข้ามาแต่ทุกคนอย่าเพิ่งหย่อนยาน ลดการเฝ้าระวังลงล่ะ”


              “รับทราบ...ว่าแต่เรื่องวันขนย้ายเสบียงที่แจ้งความต้องการไปก่อนหน้านี้แล้วก็พวกอุปกรณ์ที่ยังไม่ถูกขนย้าย— หื้ม... อะไรน่ะ!?”


              ขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งเวรยามทางแนวกำแพงฝั่งใต้กำลังรายงานแต่เขากลับต้องชะงักไป ดวงตาหรี่ลงเพ่งมองไปยังด้านหลังอย่างสงสัย


              มัตสึบาระรู้สึกถึงความผิดปกติจึงเอี่ยวหน้ามองตามสายตาอีกฝ่าย


              มีรถบรรทุกแล่นมาตามถนนยังอยู่ห่างออกไปอีกหลายช่วงตัว แต่ก็ใกล้พอจนดูออกว่ารถคันนั้นเสียการควบคุมรถป่ายเป๋ไปซ้ายขวา ชนรถซึ่งจอดอยู่ริมถนน บดตู้ไปรษณีย์จนแบนแต๋พวกเขายิ่งตัวชาเมื่อมองออกว่ามันเป็นรถแท็งก์และดูจากลักษณะเอียงกระเท่เร่เมื่อรถส่ายไปมา มันต้องบรรทุกอะไรสักอย่างมาเต็มถังแน่


              “ไอ้รถบ้านั่นตั้งใจจะชนที่นี่จริงๆ!”


              “ทุกคนวิ่ง!”


              พวกเขาเริ่มส่งเสียงตะโกนเอ่ยเตือนคนอื่นๆ ให้ออกจากแนวกำแพงกันจ้าละหวั่น ภาวนาให้สิ่งที่มันบรรทุกมาไม่ใช่แก๊สหรือน้ำมันเสียงกระหึ่มครืนครั่นของรถบรรทุกซึ่งกำลังพุ่งตรงมาและเสียงกร๊อบเมื่อบรรดารถที่ขวางหน้าถูกมันพลักให้เฉไปซ้ายขวามันจะมาถึงพวกเขาในเวลาไม่ถึงอึดใจ


              ตูม!


              เสียงรถปะทะเข้ากับแนวกำแพงจนระเบิดดังสนั่นกลบทุกเสียงที่เหลือถนนใต้เท้าสั่นสะเทือน กลางคืนกลายเป็นกลางวันในพริบตาเพราะไฟที่ลุกโชติช่วงฉาบทุกอย่างให้กลายเป็นสีแดง คลื่นความร้อนมหาศาลแผดเผาคนที่หนีไม่ทันจนกลายเป็นเถ้าถ่าน


              มัตสึบาระทรุดตัวลงหลังรถคันหนึ่งที่ใช้เป็นกำบังเธอหอบหายใจเฮือกใหญ่ ผิวแสบระคายเพราะเศษซากบนพื้นและความร้อน


              เศษเหล็กร้อนจนควันฉุยลอยกระจายเหมือนฝนพรำอยู่ครู่หนึ่งมัตสึบาระดันตัวขึ้นยืนโซเซกลับไปทางถนนรองเท้าบูตของเธอบดเศษกระจกซึ่งกระจายอยู่เต็มพื้นเหงื่อไคลไหลลงมาตามใบหน้าอมสีเทาจากขี้เถ้า พยายามมองหาผู้รอดชีวิตท่ามเปลวไฟโหมกระหน่ำที่ปกคลุมเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ตรงหน้า


              ใจเธอหายวูบยืนนิ่งทั้งที่ขาชาไปหมดมันเกิดขึ้นเร็วจนเหมือนไม่ใช่ความจริง ผู้คนบาดเจ็บล้มตายอาคารรอบข้างซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยถูกแผดเผาด้วยไฟเคมีบรรลัยกัลป์และรถที่ทุกคนช่วยกันเอามากั้นเป็นแนวกำแพงถูกทำลายโดยสมบูรณ์เกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่


              “มัตสึบาระเกิดอะไรขึ้นเสียงระเบิดนั่นมันอะไรกัน มัตสึบาระเป็นอะไรหรือเปล่า ได้ยินแล้วตอบด้วย!?”


              เสียงของโทชิโร่จากวิทยุดังขึ้นเรียกสติเธออีกครั้งพยายามตั้งตัวท่ามกลางควันและไฟวูบไหวจากซากรถที่กระจัดกระจายจากแรงระเบิด


              “ฉัน...ไม่เป็นอะไรค่ะ ยังครบสามสิบสอง แต่—”


              ใกล้ ๆกันกับที่เธออยู่นั้น มีสี่ศพนอนเอกเขนกในสภาพถูกแรงระเบิดจนไหม้เกียมไปบางส่วนเธอละสายตาจากหนึ่งในนั้นไม่ได้ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนแรกที่เธอได้ช่วยไว้หลังจากเข้ามาอยู่ที่นี่เป็นคนเข้มแข็งแม้จะขี้กลัว หล่อนเพิ่งพ้นวัยรุ่นมาไม่นานเท่านั้น


              เธอมาจากชานเมืองเพื่อมาเที่ยวกับเพื่อนในค่ำคืนของเทศกาลทว่าต้องมาติดอยู่ที่นี่เมื่อหายนะเกิดขึ้น แม้กำลังตกอยู่ในอันตรายแต่เจ้าตัวกลับเป็นห่วงพ่อแม่กับน้องชายซึ่งยังอยู่ที่บ้านมากกว่า


              ตอนนี้เธอกลับตายแล้วที่ขมับและหน้าท้องมีเศษเหล็กปักอยู่ รวมถึงมีรอยไหม้หลายจุดตามร่างกาย มัตสึบาระเบือนสายตาจากศพน่าอนาถของเด็กสาวเธอดูรับไม่ไหวเต็มทีแล้ว แต่การปล่อยให้ตัวเองสติแตกไปจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยหญิงสาวรีบเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างคร่าว ๆ ให้อีกฝ่ายฟังก่อนที่โทชิโร่จะสั่งให้ออกห่างจากที่นั่น เพราะมีโอกาสถูกโจมตีระลอกสองได้สูงมาก


              “ฉันทิ้งที่นี่ไปไม่ได้ค่ะยังมีคนบาดเจ็บอยู่เยอะเกินไป พวกเขาต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน”


              โทชิโร่เงียบไปสักพัก


              “...เข้าใจแล้วฉันจะรีบนำคนตามไปสมทบ นี่ต้องเป็นฝีมือของเจ้าพวกนั้นแน่ห้ามทำอะไรบุ่มบ่ามเด็ดขาด”


              หลังตัดการติดต่อเสียงไฟเริ่มปะทุยิ่งขึ้น มัตสึบาระมองไปรอบ ๆ หวังว่าจะมีถังดับเพลิงอยู่ไม่ไกลทว่าทุกอย่างก็เป็นอย่างที่โทชิโร่คาดการณ์ไม่มีผิดมัตสึบาระได้ยินเสียงปืนข้ามม่านเพลิงมา อาจจะอยู่ห่างออกไปราวหนึ่งช่วงถนน


              หญิงสาวสูดหายใจลึก ยังรู้สึกป้อแป้แต่ไม่มึนหัวแล้ว เธอคว้าปืนพกขึ้นมาถือ ยิงสวนไปยังทิศทางของเสียงอย่างโกรธแค้น


              ตอนนี้รู้สึกเหมือนตนเองกำลังเลือดขึ้นหน้าเธอมองเห็นรถแวนหลายสิบคันกำลังมุ่งตรงมาด้านหน้าของตัวรถถูกดันแปลงเป็นกันชนเหล็กขนาดใหญ่ บรรทุกคนมาพร้อมอาวุธครบมือมันพุ่งทะลุฝ่าแนวช่องโหว่ของกำแพงเข้ามาเลยผ่านตัวเธอไป


              พวกมันชะโงกตัวออกมาสาดกระสุนใส่ทุกคนที่พบตลอดเส้นทางความโกลาหลเริ่มแผ่ขยาย


              มัตสึบาระพยายามวิ่งตามไปยิงสกัดพวกมัน


              ปัง ปัง ปัง!


              กระสุนหลายนัดพุ่งตัดอากาศส่งเสียงหวีดหวิวเลยผ่านหน้าเธอไปอย่างหวุดหวิด


              “เธอจะบ้าเหรออยากตายนักหรือไงฮะ!”


              ทาดาชิกระชากตัวมัตสึบาระเข้ามาหลบหลังป้ายรถประจำทาง


              “ตั้งสติหน่อยสิยัยบ้า”


              “ฉัน...”


              เมื่อถูกอีกฝ่ายเขย่าตัวเบา ๆหญิงสาวเอามาลูบหน้าอย่างเรียกสติ


              “ข้างหน้าพวกมันกรูกันเข้ามาเพียบเลยคนแค่นี้ยันไว้ไม่อยู่แน่ครับ”


              เรย์กล่าวเขาวิ่งตามเข้ามาสมทบพร้อมกับคนอื่น ๆ


              “ช่วยคนเจ็บเท่าที่ช่วยได้แล้วทิ้งแนวป้องกันด้านนอกไปซะ พวกเราต้องถอนตัวไปรวมกับคนอื่น ๆที่เขตป้องกันชั้นใน”


              ทาดาชิสั่งการแทนชั่วคราวเมื่อเห็นเพื่อนของตนสภาพจิตใจยังไม่ค่อยสู้ดีนักเขาจึงประเมินสถานการณ์ในฉับพลันและได้ข้อสรุป


              อีกฟากทางทิศตะวันออก เกิดแสงสว่างวาบแบบเดียวกันตามด้วยเสียงดังลั่นเหนือท้องฟ้า เตือนถึงภยันตรายที่กำลังคืบคลานจากรอบด้าน

     


              ตรอกซอยนี้มีขนาดกว้างพอที่คนสองคนจะเดินสวนกันได้อย่างสะดวกผนังตึกที่เรียงรายสองข้างเป็นสีเทาเข้มที่ยังดูสะอาดตามีการทาสีใหม่ให้ดูสดใสและไม่ทรุดโทรม บริเวณนี้ถูกดูแลรักษาอย่างดีไม่มีขยะกองทับถมอยู่ตามมุมเหมือนที่อื่น ๆ ด้านหนึ่งของตรอกมีถังขยะเรียงกันอย่างเป็นระเบียบพื้นดินสะอาดและแห้ง ไม่มีน้ำขังหรือกลิ่นอับใด ๆโคมไฟถนนที่ตั้งอยู่ประปรายส่องแสงให้ตรอกซอยดูสว่างพอสมควรเสียงหอบหายใจของฮารุโตะประสานกับเสียงลมที่พัดผ่านเบา ๆ ทำให้บรรยากาศดูเงียบสงบทว่าหลังจากเกิดเหตุระเบิดขึ้นมันก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดและดูอันตราย


              “อุ๊...มึนหัวฉิบ!”


              ฮารุโตะค่อย ๆ ชันตัวขึ้นจากสภาพนอนกองกับพื้นอย่างหมดรูป


              เขารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนได้ยินเสียงปืนดังสนั่นอยู่ไม่ไกลเขาพยายามยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบากไม่แน่ใจว่าตนหมดสติไปนานแค่ไหน… รู้สึกว่าตัวเองโชคดีไม่น้อยที่อยู่ห่างจากระยะเบิดในตอนรถบรรทุกพุ่งเข้าชนแนวกำแพงรถแต่ด้วยแรงอัดของมันยังทำเอาตัวเขากระเด็นร่วงตกลงมาด้านล่าง


              ความทรงจำสิ้นสุดตรงนั้น


               ในตอนที่เขากำลังเอื้อมมือไปเก็บปืนไรเฟิลซึ่งร่วงอยู่ไม่ไกลชายคนหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นเล็งปืนมายังเขา


              ไวเท่าความคิดสัตว์อสูรสี่เท้าปรากฏตัวขึ้นตะครุบใส่ชายที่เล็งปืนมายังเจ้านายของตนจนโชกเลือด


              “อ๊าก—!”


              “เยี่ยมมากซีซาร์!”


              ปัง ปัง ปัง!


              ซีซาร์ใช้แผ่นหลังรับกระสุนแทนฮารุโตะกระสุนธรรมดาไม่อาจทำอะไรเกราะที่เหมือนกระดองหนาบนหลังของมันได้


              ฮารุโตะหลบมุมสะพายสไนเปอร์ไว้บนไหล่ก่อนจะควักปืนพกขึ้นมายิงสวน ทว่าอยู่ดี ๆ อสูรอัญเชิญของเขาก็ร้องคำรามออกมาเมื่อถูกเข็มสีดำปริศนาเจาะทะลวงแผ่นหลังจนทะลุฝังที่กำแพงอีกด้าน


              ฮารุโตะรีบสั่งให้ซีซาร์เข้ามาหลบด้านในบาดแผลบนแผ่นหลังของมันเป็นลูกเล็ก ทว่ามีพลังเจาะทำลายอันน่ากลัว  เขาเห็นท่าไม่ดีจึงตัดสินใจขี่ซีซาร์วิ่งฝ่าออกจากซอกตึกก่อนที่จะถูกโอบล้อม ฮารุโตะขี่ซีซาร์ผ่านตรอกซอยที่กว้างขึ้นและเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายเสียงฝีเท้าของซีซาร์กระทบพื้นดังก้องกังวาน ฮารุโตะสังเกตเห็นแสงไฟและได้ยินเสียงขบวนรถยนต์หลายคันกำลังเคลื่อนผ่าน


              ฮารุโตะให้ซีซาร์กระโดดข้ามแนวกำแพงรถชั้นในที่ตั้งเรียงอยู่เพื่อใช้เป็นเกราะกำบังชั่วคราวก่อนที่จะพยายามหาทางหลบหนีไปยังถนนที่ดูปลอดภัยกว่าเสียงปืนดังลั่นและกระสุนพุ่งผ่านไปข้าง ๆ หูของเขาขณะเดียวกันเขาก็ได้ยินเสียงคำรามของซีซาร์ที่แผดดังสะท้อนกลับไปยังศัตรูทำให้พวกนั้นหยุดชะงักชั่วขณะ


              ฮารุโตะก้มตัวลงต่ำเพื่อหลบหลีกกระสุนและสั่งให้ซีซาร์วิ่งผ่านกลุ่มศัตรูที่เริ่มแตกฮือออกเป็นสองฝั่งเขาเห็นทางออกของตรอกอยู่ไม่ไกลนักแสงไฟจากถนนใหญ่นอกตรอกดูเหมือนจะเป็นทางรอดเพียงหนึ่งเดียวในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงนี้


              “เก็บกวาดแล้วเรียบร้อยพื้นที่อยู่ในการควบคุมคุณอินูอิจะให้พวกเราไปไล่ล่าไอ้เด็กนั่นต่อไหมครับ เจ้าอสูรนั่นกำลังบาดเจ็บคงพากันหนีไปได้ไม่ไกลหรอก”


              อินูอิส่ายหน้าอย่างเยือกเย็น


              “ไม่ต้องตอนนี้เรายึดกำแพงฝั่งตะวันออกได้ตามแผนแล้วการไล่ล่าอย่างบุ่มบ่ามกลับจะถูกอีกฝ่ายสวนกลับเอา... ไม่ต้องรีบร้อนไปยังไงซะสุดท้ายพวกมันต้องไปรวมกันยังฐานที่มั่นอยู่ดีนั่นแหละ จากนั้นค่อยทิ้งขยะให้ลงถัง…อ้อ แล้วอย่าลืมแจ้งความคืบหน้าทางฝั่งนี้ให้ ‘บอส’ รู้ด้วย”

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน