บทที่ 79
พาไปพบครอบครัวที่บ้าน
ในทันทีที่ประตูเปิดออก อู๋ตี้ก็พบว่าหลานเสวี่ยนั้นยืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว ใบหน้าสวยนั้นยังคงเหมือนเดิม ผิวที่ขาวและนิสัยที่ดูเยือกเย็นนั้นแสดงให้เห็นถึงความเยือกเย็นราวกับเกล็ดเหมันต์ที่โปรยปรายอยู่ตลอดเวลา
การที่ต้องเผชิญหน้ากับเกล็ดหิมะร่างงามนี้ มันมักจะทำให้คนธรรมดาทั่วๆไปรู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถปฏิเสธและทำตัวไม่สุภาพกับเธอได้เลยแม้จะแค่เห็นจากไกลๆ
ดังนั้น อู๋ตี้จึงตกใจมากที่ได้เห็นหลานเสวี่ยนั้นจู่ๆก็มาเยี่ยมเขาถึงห้อง
“เธอมาทำไมเนี่ย?” อู๋ตี้พูดเสียงดังออกไป
หลานเสวี่ยมองเขาอย่างเฉยเมย ไม่ได้พูดอะไร นอกจากนั้นเธอยังไม่รอให้อู๋ตี้เชิญเธอเข้าห้องก่อนด้วย เธอเดินดิ่งเข้าไปในห้องของเขาตามอัชฌาสัยเลย
มองไปยังหลานเสวี่ยที่เดินเข้าไปในห้องของเขาราวกับเดินเข้าไปในห้องของตัวเองและนั่งลงบนโซฟาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น อู๋ตี้ก็ทำได้แค่เก็บอารมณ์ของตนไว้ในใจแบบช่วยไม่ได้ กับเธอนั้นมันเป็นเรื่องยากหากจะพูดอะไรสักอย่าง
หลังจากที่ปิดประตูไปแล้ว เขาก็เดินไปยังโซฟาฝั่งตรงข้ามและนั่งลงไป
ในตอนนี้มันทำให้เขาสามารถดูการแต่งตัวของ หลานเสวี่ยในวันนี้ได้อย่างระมัดระวัง
เธอนั้นแต่งตัวง่ายๆสบายๆ อย่างเสื้อแจ็คเกตแขนสั้นควบคู่กับกางเกงขาสั้น
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นชุดที่ดูทั่วๆไป แต่ร่างกายของเธอมันก็มีความสดชื่นที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว
หลานเสวี่ยที่นั่งอยู่บนโซฟาตอนนี้นั้น เหมือนประติมากรรมที่งดงามเป็นที่สุด ไม่ว่าจะด้วยขาที่เรียวยาวและขาวคู่นั้นยิ่งใส่กางเกงขาสั้นมันก็ยิ่งขับความน่าดึงดูดออกมาอีกมากนัก ถึงแม้เธอจะแค่นั่งเฉยๆ ร่างกายของเธอที่เป็นโค้งทรง S ซึ่งประกอบด้วยทรวงอกและสะโพกสวยเองก็ยังทำให้เธอดูดีที่สุดอยู่ดี!
ไม่แปลกใจเลยว่าภายในมหาวิทยาลัยตงหลิง เธอจึงขึ้นชื่อเรื่องความงดงาม ดังที่เขาเรียกเธอว่า ดอกไม้แห่งรั้วมหาวิทยาลัย เพราะงั้นแล้วจะให้คนที่สวยขนาดนั้นเหมือนคนธรรมดาได้ยังไง? ไม่ว่าจะเป็นนิสัยใจคอ, รูปร่าง, ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏออกมาในทุกๆมุมนั้นถือว่าเป็นขั้นสุดยอดหมดแล้ว ดังนั้นถึงได้เรียกว่า งดงาม ยังไงล่ะ
ภายในเมืองตงหลิง ความงดงามของหลานเสวี่ยเองก็ยังถูกถือว่าเป็นประติมากรรมแห่งตระกูลหลานเช่นกัน
เขาเดาไม่ถูกเลยว่ามีตระกูลชั้นสูงสักกี่ตระกูลกันที่กำลังวาดฝันว่าได้จูบกับเธอคนนี้
“มองอะไรของนายอยู่น่ะ? ถ้านายยังไม่หยุดมอง ฉันจะควักเอาลูกตานายออกมาแน่!”
ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดลงในทันทีเมื่อเสียงอันเยือกเย็นนั้นลากให้อู๋ตี้กลับมาสู่โลกแห่งความจริง
มองไปยังราชินีน้ำแข็งตรงหน้าที่ใบหน้าอันงดงามนั้นกำลังแผ่ความเย็นยะเยือกออกมา อู๋ตี้เหลือบตามองไปยังด้านอื่นแทนและไอแห้งๆ 2 ครั้ง
แต่กระนั้นภายในใจก็ยังบ่นอิดออดอยู่ : ‘คงเถียงไม่ได้เรื่องที่เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ แต่เธอช่างร้ายกาจเหลือเกิน เธอไม่อยากจะโชว์ด้านที่เป็นผู้หญิงเลยหรือไงนะ’
หรือครอบครัวของเขาจะคิดถูกแล้ว? อบอุ่นให้เหมือนสายน้ำ และเป็นมิตรให้แม้จะเป็นดวงอาทิตย์ เพียงแค่คิดก็สงสัยแล้วว่าคนที่พูดอยู่ไหนกันนะ?
เมื่อนึกถึงว่าเขายังไม่รู้ถึงที่อยู่ของเอ้อซีซีตอนนี้ อู๋ตี้ก็ไม่คิดถึงอย่างอื่น ทั่วทั้งร่างกายมันก็พลอยเศร้าไปตามๆกันหมด
หลังจากที่ผ่านมาพักหนึ่ง เขามองไปยังหลานเสวี่ยอีกครั้ง แววตาของเธอยังคงเหมือนสายน้ำ “แล้วสรุปเธอมาทำอะไรที่นี่วันนี้น่ะ? ไม่ใช่ว่าเราเหลือเวลาครึ่งเดือนเหรอ? นี่มันเพิ่งจะผ่านมา 3 วันหลังจากที่นัดหมายกันไปเองนะ เร็วเกินไปแล้ว”
ด้วยดวงตาที่นิ่งสงบของอู๋ตี้ซึ่งจ้องมองเธอนั้น หลานเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง เขามองลึกลงไปในตาของเธอ ซึ่งดูเหมือนว่าเธอนั้นกำลังซ่อนอะไรบางอย่างไว้
แต่แล้วทันใดนั้นหลานเสวี่ยก็ตอบสนองในทันที ราวกับว่าเธอไม่ยอมให้มองแล้ว
เธอหันหน้ามองไปทางอื่นก่อนจะพูดทั้งที่ยังมองไปทางอื่นแบบนั้น “มันเหลืออีกครึ่งเดือนกว่าจะถึงวันที่ว่านั่น แต่ฉันอยากจะทำให้เรื่องของนายต่อหน้าคนอื่นนั้นเป็นที่จดจำและรับรู้ก่อน ต้องทำให้คนทั่วทั้งตงหลิงรู้ว่านายเป็นแฟนฉัน และเป็นชายแห่งโชคชะตาด้วย”
“อ๋า! เร็วจัง” อู๋ตี้อุทานออกมาจากนั้นเขาก็เริ่มกังวล “แบบนี้โอเคแล้วใช่ไหม? แบบว่ามันยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่แต่ฉันจะกลายเป็นคู่แค้นกับพวก ทายาทตระกูลฉาแล้ว ความคิดเธอนี่มันไม่สุดโต่งไปหน่อยเหรอ? ถ้ายังไงรออีกสัก 2 วันได้หรือเปล่า?”
อู๋ตี้นั้นชัดเจนเลยว่ายังไม่อยากเปิดเผยตัวเองเร็วขนาดนี้ เขายังไม่ได้เพิ่มน้ำหนักตามที่หวังไว้เลย นอกจากนั้นเขายังไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่ที่ระบบแลกเปลี่ยนไขมันจะสามารถใช้ได้ ขืนเปิดเผยตัวตนเร็วโดยที่ไม่มีอะไรมารับประกันชีวิต หากโดนโจมตีขึ้นมา มันคงจะต้องอันตรายมากๆแน่ๆ
ถึงจะพูดเช่นนั้นแต่หลานเสวี่ยเองก็ดูเหมือนจะยังไม่มีแผนที่จะอธิบายอะไรให้เขาฟัง เธอส่ายหน้าก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงเบาของเธอ “ไม่ได้ ตอนนี้มันเหลือน้อยกว่า 2 อาทิตย์แล้วจากวันที่ตกลงกันไว้ พวกเราต้องรีบสร้างความคืบหน้า ขืนนายไปปรากฏตัวทีเดียวในวันนั้นเลย เรื่องจะแย่กว่านี้อีก เพราะงั้นพวกเราต้องเปิดฉากก่อน และฉวยโอกาสทำแต้มไปก่อนให้ได้”
จริงๆแล้วตั้งแต่เมื่อวานที่หลานเสวี่ยได้รับข่าวจาก เฉียนเฉียน เธอก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแผนแล้ว
ฉาหลง ไอ้เวรนั้น เธอไม่คิดเลยว่าจะเลยว่าเขาจะเป็นคนที่โหดร้ายและเลวทรามได้ขนาดนี้ เธอต้องรีบเตรียมตัว ในวันแต่งงานที่จะมาถึงนั้น ไม่ว่า “ชายแห่งโชคชะตา” จะปรากฏตัวขึ้นมาหรือไม่ เจ้านั่นก็จะไม่ยอมปล่อยเธอไปแน่ๆ รวมไปถึง “ชายแห่งโชคชะตา” เองก็อาจจะโดนทำร้ายด้วย!
ดังนั้นแล้ว หลานเสวี่ยจึงวางแผนใหม่ เธอตัดสินใจที่จะเปิดเผยตัวตนของอู๋ตี้ในฐานะ “ชายแห่งโชคชะตา” ล่วงหน้า ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ฉาหลงโกรธล่วงหน้าด้วยก็ตาม แต่มันก็น่าจะดีกว่าที่ตกอยู่ในกับดักของฉาหลงที่จัดเตรียมไว้อย่างดีในวันนัดพบนั้น
ในเมื่อเรารู้แล้วว่ามีศัตรูซ่อนตัวอยู่ในความมืด ถ้าหากทำอะไรผลีผลามละก็คงดูโง่แน่ๆ เพราะงั้นแล้วมันจะดีกว่าถ้าล่อให้ศัตรูเผยตัวออกมาและสู้กันแบบเปิดเผยได้
แต่อู๋ตี้นั้นไม่รู้อะไรเลยทั้งความคิดของเธอและแผนที่วางไว้ แถมหลานเสวี่ยเองก็ดูไม่คิดจะบอกเขาด้วย ดังนั้นแล้วอู๋ตี้จึงค่อนข้างจะลังเลและลำบากใจพอตัวเลยทีเดียว
ขณะเดียวกันหลานเสวี่ยเองก็ไม่รู้สถานการณ์ทางฝั่งอู๋ตี้เช่นกัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขานั้นกำลังรอให้ระบบแลกเปลี่ยนไขมันทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ช่วยชีวิตสักชิ้นสองชิ้นมา
เมื่อเห็นอู๋ตี้ยังคงเงียบ เธอก็พูดต่อราวกับว่าเขาแย้งเธอไม่ได้แล้ว “ฉันตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้ 10 โมงเช้า นายแต่งตัวให้ดูเป็นทางการกว่านี้แล้วฉันจะมารับไปที่บ้านฉันก่อน”
หา? เธอจะพาฉันไปเจอครอบครัวของเธอก่อนงั้นเหรอ!?
อู๋ตี้ขมวดคิ้วและพูดอย่างลังเล “คุณหลานเสวี่ยที่เคารพ ฉันบอกไปแล้วนี่ว่าพวกเราไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้ เธอช่วยให้เวลาฉันอีกสัก 2 วันเพื่อเตรียมตัวไม่ได้หรือไง? จู่ๆมาบอกว่าจะพาฉันไปที่บ้านเธอแบบนี้ จะให้ฉันตกลงเลยมันก็กระไรอยู่นะ ช่วยช้าลงหน่อยเถอะ”
“แล้วจะให้ช้าลงเพื่ออะไรน่ะ?” หลานเสวี่ยพูดขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงขึงขังทันที “ฟังฉันนะ ฉันมาที่นี่เพื่อแจ้งข่าวนายด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมาหารือ เข้าใจนะ”
บ้าอะไรวะเนี่ย!?
ความคิดของอู๋ตี้นั้นมาถึงจุดที่ว่าเตลิดไปหมดแล้ว
ท่าทีของเธอคนนี้มันเกินไปแล้วนะ!
พูดออกมาได้ยังไงว่าฉันเองก็ช่วยนายเหมือนกัน ฉันไม่ได้จะอกตัญญูสักหน่อยแต่การที่เลือกหรือแก้ไขอะไรไม่ได้เลยแบบนี้เนี่ย ฉันไม่มีแม้กระทั่งสิทธิมนุษยชนเลยนะ! เธอเห็นฉันเป็นแค่ลูกพลับหรือไง!
ดี! ในเมื่อเธออุกอาจแบบนี้ ก็อย่ามาโทษถ้าฉันหยาบคายบ้างละกัน!
ก่อนที่อู๋ตี้จะได้ระเบิดออกมา หลานเสวี่ยก็ชิงลุกขึ้นมาก่อน
เธอหยิบภาพๆหนึ่งออกมาและส่งให้กับอู๋ตี้
สิ่งนี้ทำเอาอู๋ตี้ถึงกับขาอ่อนเลยทีเดียว มือเขานั้นคว้าเอารูปนั้นมาโดยไม่ได้คาดคิด สายตามองจ้องลงไปยังรูปนั้น ทั่วทั้งร่างมันช็อกและสั่นไปหมดในทันที
เขารีบเงยหน้ามองไปยังหลานเสวี่ย และพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก “น-นี่ไปถ่ายมาได้จากไหนน่ะ!?”
ในตอนนั้น ความโกรธก่อนหน้า อารมณ์ต่างๆมันถูก เขวี้ยงทิ้งไปหมดแล้ว เขามองไปยังหลานเสวี่ยชิดขึ้นเพื่อที่จะได้ฟังสิ่งที่เธอจะพูดได้ชัดขึ้นโดยที่ไม่ผิดพลาด
หลานเสวี่ยเองก็มองที่เขา แต่ใบหน้าเธอกลับเยือกเย็นและพูด “คนที่ตระกูลหลานของฉันส่งไป พวกเขาถ่ายรูปนี้ได้จากจุดที่ไม่มีใครอยู่ในหยุนหนาน ตอนนี้พวกเรากำลังตามไปอยู่ ถ้าหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราจะได้เห็นผลลัพธ์กันใน 10 วัน”
ได้ยินดังนั้น อารมณ์ของอู๋ตี้ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมานิดหน่อย เขากลับไปมองที่รูปภาพใหม่อีกครั้งพร้อมกับหางตาที่มีแสงระยิบระยับนิดหน่อย
นิ้วมือของเขาลูบไปตามรูปนั้นอย่างใส่ใจ ราวกับกำลังลูบไปบนใบหน้าของคนรัก พร้อมกับพึมพำเบาๆ “เอ้อซีซี ไม่ต้องกลัวนะ...ทุกอย่างจะต้องเป็นไปด้วยดี”
ภายในภาพนั้น มันมีร่างที่ไม่ชัดเจนอยู่มากมาย 1 ในนั้นเป็นร่างเล็กที่ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นหน้าชัดเจนนักแต่อู๋ตี้ก็ยังจำได้ตั้งแต่ที่เหลือบมอง เธอคือ เอ้อซีซี ที่ซึ่งทำเอาเขานอนไม่หลับมาหลายวันแน่นอน
อู๋ตี้จมอยู่กับความคิดถึงที่มีให้เอ้อซีซีไปแล้ว แม้แต่ หลานเสวี่ยที่อยู่ข้างๆตัวเขายังรู้สึกได้ถึงความรู้สึกนี้เลย
“ไม่ต้องกังวล นายก็แค่ร่วมมือกับฉัน ส่วนแฟนสาวของนายที่อยู่ที่นั่น เดี๋ยวตระกูลหลานของฉันจะจัดการให้เอง”
เขาลูบตาตัวเองและค่อยๆเก็บรูปนั้นลงไปในกระเป๋าเสื้ออย่างระมัดระวังจากนั้นก็พยักหน้าให้เธอ
“ดีล่ะ ถ้างั้นพรุ่งนี้เจอกันตอน 10 โมงเช้านะ”
“ไม่ต้องรับร้อน” หลานเสวี่ยหันหน้าและเดินไปทางประตู “ฉันสั่งให้คนมาคอยรับนายแล้วพรุ่งนี้ เพราะงั้นนายมีเวลาจัดการตัวเองอยู่แล้ว”
เมื่อพูดจบ หลานเสวี่ยก็เปิดประตูและเดินออกไป
เหลือเพียงอู๋ตี้ที่ยังนั่งอยู่บนโซฟาภายในห้อง เขาค่อยๆผ่อนคลายในขณะที่แววตาของเขาดูหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ
เขาเค้นหมัดโดยไม่รู้ตัวและพูดพึมพำ “จะอะไรก็มาเลย! ไม่ว่าตระกูลอันดับหนึ่งของตงหลิงหรือจะเป็นผู้ร้ายแบบไหนก็ตาม ถ้ามันคือการทำเพื่อเอ้อซีซีแล้วละก็ ฉันจะไม่หนีไปไหนทั้งนั้น!”