บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 41 | วิหารแห่งก็อปลิน อูโบโบ 9

            ความชั่วร้ายสารพัดเลวทรามถูกเผยออกมาเมื่อเซลฟิสเปิดเผยความจริง

            ทุกคนล้วนต่างตกอยู่ในความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด ไม่มีผู้ใดสามารถคาดเดาในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ไร้ซึ่งทางหนี มีเพียงต้องยอมรับไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นก็ตาม 

            ทันใดนั้น แมรี่ได้เร่งล้วงมือขวาเข้าสู่กระเป๋าย่ามของตน ยื่นมาออกพลางแสดงให้ทุกคนได้ยลโฉม “จงหยุดการกระทำของพวกเจ้าลงเสีย !!” เธอเริ่มเปล่งถ้อยคำด้วยวาจาฉะฉาน “ข้าคือโรสเมเรีย อาร์นุลฟ ผู้เป็นองค์หญิงลำดับที่หนึ่งแห่งราชวงศ์อาร์นุลฟ ผู้ปกครองอาณาจักรซูเมทิสอันยิ่งใหญ่และเกรียงไกร ตอนนี้ยังทันอยู่ ข้าจะไม่ถือความพวกเจ้า จงลดอาวุธและหยุดยั้งในสิ่งที่พวกเจ้ากำลังจะกระทำ ณ บัดนี้”

            สีหน้าของบรรดานักเดินทางปริศนาล้วนแปรเปลี่ยนไปเป็นความตกตะลึง สัญลักษณ์ที่เธอเผยออกมาให้เห็นสลักรูปทรงคล้ายกับเกล็ดหิมะห้าแฉก ไม่มีทางผิดเพี้ยนอย่างแน่นอน มันคือตราสัญลักษณ์ของราชวงศ์อาร์นุลฟผู้ปกครองอาณาจักรซูเมทิส!

            “ไม่จริง ทำไมองค์หญิงถึงมาอยู่ที่นี่”

            “ว่าแต่เธอเป็นตัวจริงแน่หรือ ?”

            หลายคนเริ่มต้นสนทนาถามหาความจริง ความตะลึงงันได้ปรากฎขึ้นจากพวกพ้องของเซลฟิสและกระทั่งกามู มิใช่เรื่องแปลก เพราะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยพบเห็นใบหน้าของเธอ

            “ท่านโรสเมเรีย..” เรเชลกล่าวราวกับตนล่วงรู้บางสิ่ง

            ตัวตนของแมรี่ผู้อ้างตนว่ามีศักดิ์เป็นบุตรสาวขององค์ราชาแห่งซูเมทิสยังคงเป็นที่คลุมเครือ ถึงกระนั้น สัญลักษณ์ที่เธอแสดงให้เห็นสรรค์สร้างขึ้นมาจากแร่เงินชั้นเลิศ ล้ำค่ายิ่งกว่าเพชรและเครื่องประดับใด ๆ บนโลก จึงเป็นที่แน่นอนว่าตัวเธอคือบุตรสาวชนชั้นสูง

            บรรยากาศเพิ่มทวีความอึดอัดขึ้นมาอย่างมากมาย หากเมื่อใดที่ราชวงศ์ล่วงรู้ถึงเรื่องดังกล่าว พวกเขาจะตามล่าผู้กระทำความผิดจนถึงสุดขอบโลก 

            เพียงแต่ว่า เซลฟิสกลับคาดคิดในอีกเส้นทางหนึ่ง

            “สวรรค์กำลังอวยพรให้เรา !!”

            เซลฟิสมองซ้ายมองขวา “ท่านโรสเมเรีย กระผมต้องขออภัยในความเสียมารยาทของพวกเราด้วย” เขากล่าวพลางก้มหัวขอโทษ แต่แล้วกลับเผยยิ้มออกมา “กระนั้นเกรงว่าพวกผมคงมิอาจทำตามที่ท่านขอได้”

            เขาปฏิเสธ ทำให้ข้อเสนอจึงสิ้นสุดแม้ยังมิได้เริ่มต้น 

            “ข้าจะขอพูดอีกเพียงครั้งเดียว จงวางอาวุธลงเสีย” 

            “ไม่ได้ครับ ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจจะไม่ฆ่าท่านแล้ว แต่กลับกัน ท่านจะกลายเป็นสินค้าที่จะถูกขึ้นประมูลในตลาดค้าทาสเหนือเวหา และเหล่าราชวงศ์ของท่านคงตาลุกวาวและพยายามเอาตัวท่านคืนมาโดยการแข่งขันเรื่องราคากับเหล่าผู้มีอำนาจจากโลกมืดทั้งหลาย แต่จนถึงตอนนั้น ผมคงหนีหายไปพร้อมกับหอบเงินก้อนใหญ่จากการขายท่านไปแล้ว” ในขณะที่กล่าว เซลฟิสมิได้แสดงออกว่าตนนั้นกำลังหวาดกลัวอยู่เลยแม้แต่น้อย 

            แมรี่รู้สึกสั่นสะท้านเล็กๆ “เจ้าไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของพวกเราเลยรึ ?” เธอเอื้อนเอ่ยถาม 

            พลันได้ยินถ้อยคำจากปากองค์หญิง เซลฟิสกลับทอดถอนหายใจออกมาราวกับกำลังเป็นกังวล “หากจะบอกว่าไม่เกรงกลัวก็อาจจะตอบได้ไม่เต็มปาก แต่นี่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของผม ถ้าไม่เสี่ยงก็ไม่มีวันได้สิ่งใดมาครอบครอง มันคือกฎหลักของนักบุกเบิก และอีกอย่าง พวกท่านอาจจะไม่รู้ แต่ว่าผมมีน้องชายอยู่ ชื่อว่ากรีดดี้ ทูเบอร์ เคยได้ยินกันบ้างรึเปล่า ?”

            หนึ่งนามได้ถูกเอ่ยขึ้น เมื่อนั้นโรสเมเรียและพวกจึงเริ่มแปรเปลี่ยนสีหน้า ยกเว้นเพียงกวี “ใครกันครับ ?” เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

            “มันคือนักบุกเบิกระดับเพชรขั้นที่หนึ่ง” กามูเป็นฝ่ายตอบ “แม้จะเทียบกับคนที่อยู่ในระดับเดียวกันไม่ได้ แต่ไม่มีใครกล้าเถียงว่ามันคือคนที่เก่งกาจคนหนึ่ง มิหนำซ้ำยังเป็นลูกศิษย์คนโปรดของท่านปรมาจารย์ อู๋ จิง ผู้ก่อตั้งและเป็นหัวหน้ากิลด์อันดับห้าของโลก ชื่อว่าลานประลองยุทธ์ เหวินจิน !!”

            นับตั้งแต่สงครามได้สิ้นสุดลง โลกเข้าสู่ยุคที่เรียกว่าเสรีภิวัตน์ ทำให้อำนาจสิทธิ์ขาดถูกเบี่ยงเบนไปจากสามอาณาจักรใหญ่ กิลด์สิบอันดับแรกเทียบเคียงได้กับหนึ่งกองกำลังระดับชาติ พวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยแสนยานุภาพ แม้กระทั่งสามประเทศมหาอำนาจก็ไม่ต้องการเป็นศัตรูด้วย 

            ยิ่งไปกว่านั้น บนโลกใบนี้มีนักบุกเบิกมืออาชีพนับล้านชีวิต กระนั้นกลับมีระดับเพชรหรือสูงกว่าอยู่เพียงน้อยนิด 0.001%สำหรับระดับเพชร 0.0005สำหรับระดับออบซิเดียน และ0.00001%สำหรับระดับแร่อดามันทิก้า หรือก็คือ..

            ‘มีเพียงสิบคนเท่านั้น’

            เหล่านักบุกเบิกระดับแร่อดามันทิก้าแต่ละคนล้วนมีกิลด์เป็นของตนเอง กิลด์สิบอันดับแรกล้วนถูกสร้างขึ้นโดยชื่อของพวกเขา นั่นก็หมายความว่า มิใช่เพียงต้องเผชิญหน้ากับนักบุกเบิกระดับเพชร แต่เมื่อเรื่องมาถึงกรีดดี้ ทูเบอร์ ผู้เปรียบได้ดังลูกรักของท่านปรมาจารย์ อู๋ จิง เรื่องราวทั้งหมดจะกลายเป็นเรื่องระดับชาติไปโดยไม่มีปริยาย

            “นี่พวกเราต้องมาเจอกับเรื่องอะไรกันแน่..” เรเชลไร้ซึ่งถ้อยคำอื่นใดอีก มีเพียงความหวาดกลัวเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ 

            ยกเว้นเพียงหนึ่งคน

            “ช่างหัวมันสิ เรื่องของวันพรุ่งนี้ ก็แค่ปล่อยให้ตัวชั้นในวันพรุ่งนี้จัดการก็พอแล้ว” กวีกล่าวพร้อมเผยยิ้มและก้าวเดินออกมาข้างหน้า 

            เขาส่งสายตาและจิตสังหารอันเย็นยะเยือกประหนึ่งน้ำแข็ง รอยยิ้มของเขาเดือดระอุราวกับเปลวเพลิงที่มอดไหม้ไม่มีวันสิ้นสุด ณ ใต้ก้นพิภพ 

            .

            “เอาล่ะ..”

            .

            “ชั้นจะถามพวกขยะอย่างพวกแกเป็นคำถามสุดท้าย..”

            .

            “ตอบมาซะ..”

            .

            “ว่าใคร..”

            .

            “จะถูกชั้นฆ่าเป็นคนแรก ?”

            .

            กวีได้กล่าวในสิ่งที่น่าตกใจ ส่งผลให้แววตาของแมรี่และพรรคพวกแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึง เมื่อลองสำรวจให้ดี รอยยิ้มที่เขาเผยออกมาบ่งบอกว่าตนมิได้เกรงกลัวผู้ใด 

            ช่างมันสิ หากรอดวันนี้ไปไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องคร่ำครวญถึงวันข้างหน้า 

            ทันใดนั้น บารากะจึงก้าวเท้าออกมา “อย่ามาห้ามผมซะให้ยากเลยหัวหน้า” กล่าวพร้อมมุมปากขยับยกขึ้นสูง แปรเปลี่ยนรอยยิ้มแห่งความปลื้มปีติ 

            “เออ ฆ่ามันซะ จนกว่าปากเน่า ๆ ของมันจะไม่สามารถพูดได้อีกเป็นครั้งที่สอง” เซลฟิสมิได้ห้ามปรามอีกแล้ว สิ้นเสียงของเขา บารากะจึงก้าวเดินต่อไปกระนั้นกลับไร้ซึ่งความระมัดระวังประหนึ่งตนกำลังเย้าหยอกกับสุนัข

            ทั้งสองเข้าประจันหน้า ยืนอยู่ซึ่งระยะห่างระหว่างสองเหลือเพียงหนึ่งย่างก้าว

            เมื่อเทียบระดับความสูง กวีในยามนี้สูงถึงร้อยแปดสิบเซนติเมตร กระนั้นกลับต้องแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อยลโฉมแววตาของอีกฝ่าย 

            ต่างฝ่ายล้วนต่างปราศจากความยำเกรงต่อกัน 

            “รู้รึเปล่า ชั้นอยากจะทำแบบนี้มาตั้งแต่เจอแกครั้งแรกแล้ว แกมันน่าหมั่นไส้ชะมัดเลยว่ะ” บารากะเริ่มต้นว่ากล่าว เขาแสดงแสนยานุภาพด้วยการข่มขู่ ทว่ากลับไร้ซึ่งผลลัพธ์ใด ๆ เมื่อเผชิญหน้ากับกวี ชายผู้นี้มิได้เกรงกลัว “ชั้นจะเริ่มต้นด้วยการจับแกและมัดเอาไว้กับเก้าอี้ และเริ่มจากตัดนิ้วมือและนิ้วเท้าของแกออกมาให้หมด จะต้มในน้ำเดือดๆ และให้เพื่อนของแกกินมันต่อหน้าต่อตาแก หลังจากนั้น ชั้นจะถลกหนังแกออกทั้งหมด ควักลูกตาและตัดลิ้นออกมา ปิดท้ายด้วยการเผาแกทั้งเป็น โดยที่แกจะไม่ได้เห็นหรือพูดอะไรในขณะที่ทำได้เพียงกรีดร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด”

            บารากะกล่าวด้วยวาจาชั่วร้าย เมื่อพ่ายแพ้กวีจะได้รับการทรมานอย่างแสนสาหัส กระนั้นแล้ว กลับไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งรอยยิ้มบนใบหน้า เหตุผลก็ง่ายแสนง่าย เพราะทั้งหมดที่มันกล่าวมา กลับมิอาจเทียบได้แม้แต่ครึ่งเดียวที่กวีจำต้องพบเจอในคุกใต้ดิน

            “อันนี้แค่เรื่องสมมุติ ถ้าเกิดชั้นแพ้ คนอื่น ๆ จะเป็นยังไง ?” กวีเอื้อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง

            “ชั้นจะฆ่าพวกผู้ชายให้หมด ส่วนองค์หญิงโรสเมเรียจะต้องอยู่ในสภาพครบสมบูรณ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อราคาที่ดียิ่งขึ้น ส่วนหนูเรเชล ก็ย่อมเป็นที่แน่นอน..” บารากะเริ่มกล่าว ทันใดนั้น หยาดน้ำลายได้หลั่งไหลออกมาพร้อมสายตาอันหื่นกระหายได้จดจ้องไปยังเรเชล “เธอจะต้องตอบแทนและปรนนิบัติด้วยร่างกาย พวกเราจะผลัดกันและร่วมสนุกไปกับของหวานที่หลั่งไหลออกมาจากร่างกายของเธอ ตอนนี้พวกเราเหลือกันอยู่หนึ่งร้อยแปดคน เธอจะต้องมีชีวิตรอดจนกว่าพวกเราทุกคนจะมีความสุขกันถ้วนหน้าเสียก่อน”

            ทุกสายตาที่จ้องมองมาคล้ายกับหมาป่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อ มิใช่อาหาร แต่เป็นเพียงการเล่นสนุก  

            “ได้โปรด..” เรเชลมิอาจต้านทานความหวาดกลัวได้อีก เพียงแค่จินตนาการทำให้ทุกอณูกลับสั่นสะท้านอย่างพร้อมเพรียง

            ‘สิ้นหวัง’ ‘หมดหวัง’ ‘ตกลงสู่หุบเหวอันมืดมิด’ ‘แสงสว่างกำลังดับสูญ’ ความรู้สึกด้านลบกำลังเพิ่มพูนทวีอย่างรวดเร็ว ยกเว้นเพียงหนึ่งคน

            “ช่างแม่งสิวะ” 

            กวีกล่าวด้วยวาจาอันเบาหวิวราวเสียงกระซิบจากสายลม ทันใดนั้น เขาเร่งสะบัดนิ้วโป้งเพื่อกรีดนิ้วชี้ หยดเลือดจึงหลั่งไหลออกมา แปรเปลี่ยนเป็นดาบเล่มหนึ่งมีสีทมิฬ

            “อะไรกัน-” บารากะไหวตัวได้ทัน กระนั้นก็สายเกินกว่าจะแก้ไข

            “ฉึบ-”

            ทิวทัศน์ที่บารากะสามารถมองเห็นมืดดับลงในฉับพลัน ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึง ศีรษะของเขาได้ล่องลอยขึ้นสู่เบื้องบน 

            “เกิดอะไรขึ้น ?!!”

            “ไม่รู้เหมือนกัน จู่ ๆ มือของมันก็มีดาบปรากฎขึ้นมา และหัวของคุณบารากะก็ขาดสะบั้นลง !”

            หลายคนเริ่มต้นส่งเสียง การต่อสู้ถูกตัดสินในชั่วครู่พริบตา โดยชัยชนะได้ตกมาอยู่ในมือของกวี

            นับว่าเป็นโชคดีของกวี เพราะศัตรูนั้นมิได้เห็นตนเป็นศัตรูตั้งแต่แรก มันจึงประมาทแม้กระทั่งในยามที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าศัตรู 

            ผลลัพธ์เช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นหากบารากะมิได้มองกวีเป็นแค่ขยะ 

            “ตกใจอะไรของพวกแก นี่มันพึ่งจะเริ่มเท่านั้น” กวีกล่าว พลางย่อเข่าลงและวางมือลงบนศพของบารากะ 

            ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ว่าชายผู้นี้ต้องการกระทำสิ่งใด

            “ซากศพคืนชีพ ดูดกลืน” สิ้นเสียงของเขา ซากศพของบารากะได้เริ่มต้นเปล่งประกายแสงสว่าง ย่อยสลายและแปรเปลี่ยนเป็นอณูเล็กมากมายนับร้อยหมื่น

            .

            [ เริ่มต้นกระบวนการดูดกลืน ]

            .

            [ การดูดกลืนสำเร็จ ]

            .

            ร่างอันไร้วิญญาณของบารากะถูกแปรเปลี่ยนเป็นโครงกระดูกแห่งความว่างเปล่าระดับสาม ซึ่งมีความเข้ากันระหว่างเขากับก็อปลินนักล่า

            “หัวหน้าครับ เราควรจะฆ่ามันเลยดีไหม ?”

            “ยังก่อน รอดูท่าทีไปก่อน เจ้าบ้านี่มันมีอะไรแปลก ๆ ไม่เหมือนชาวบ้าน”

            หนึ่งในลูกน้องกล่าวบทสนทนากับเซลฟิส กระนั้นกลับไม่รู้ผู้ใดล่วงรู้ว่ากวีกำลังทำสิ่งใด ท่าทีของเขาช่างประหลาด เหตุใดจึงต้องทำลายซากศพของบารากะ

            “ยังหรอกน่าไอ้พวกโง่” กวีกล่าวพลางลงมือในขั้นต่อไป “ซากศพคืนชีพ ผสาน”

            .

            [ เริ่มต้นกระบวนการผสาน ]

            .

            [ ตรวจสอบความเข้ากัน ]

            .

            [ พบความเข้ากันระหว่าง ‘โครงกระดูกแห่งความว่างเปล่าระดับสาม’ และ ‘แก่นแท้แห่งจิตวิญญาณของก็อปลินนักล่าระดับสาม’ ]

            .

            [ การผสานเสร็จสิ้น ]

            .

            และแล้วก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย

            “ซากศพคืนชีพ ปลดปล่อย” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้น เลือดได้หยดลงสู่พื้นดิน แสงสว่างเปล่งประกายจากหยดเลือด พร้อมกระบวนการสรรค์สร้างข้ารับใช้แห่งโลกวิญญาณได้เริ่มต้นขึ้น สุดท้ายจึงแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายคลึงกับปีศาจ 

            รูปลักษณ์ภายนอกไร้ซึ่งเนื้อหนัง มีเพียงผิวหนังสีแดงคล้ายเยลลี่ปกคลุมอยู่ทั่วกาย มองเข้าไปสามารถมองเห็นโครงกระดูก รูม่านตาว่างเปล่าไร้ซึ่งดวงเนตรฝังอยู่ ในมือขวาของมันถือกระบองซึ่งสร้างขึ้นจากกระดูก 

            “แกมีศาสตร์เฉพาะอะไรกันแน่ ?!!” เซลฟิสมิอาจเชื่อในสายตา จิตสังหารที่ปีศาจตนนี้แผ่ขยายออกมาช่างคล้ายคลึงกับบารากะ 

            เมื่อนั้นกวีจึงเผยยิ้มอย่างเริงร่า “ก็อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้น ศาสตร์เฉพาะของชั้นคือหมอผี” เอ่ยวาจาโต้ตอบกลับไปโดยไร้ซึ่งการปิดบัง 

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน