ตอนที่ 323 โจรทะเลทราย
ทั้งสองออกเดินทางตั้งแต่แสงแรกส่องกระทบกาย หากเป็นไปได้เขาอยากให้ทุกอย่างเสร็จสิ้นโดยไว เวลาของเขาถูกบีบแคบลงในทุกวันที่ผ่านพ้น ท่ามกลางโอเอซิสทั้ง 4 ที่สมควรเป็นที่อยู่ของต้นหอมแสนลี้ เขาภาวนาให้ตนเองนั้นโชคดีตั้งแต่แห่งแรก
การเดินทางในวันนี้เป็นการเดินทางที่เร็วขึ้นกว่าเมื่อวาน ตัวคีตานั้นเริ่มจับจุดการตรวจจับในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ได้แล้ว พื้นที่ใต้ดินที่เป็นจุดบอดกลายเป็นหน้าที่ของทั้งสองคนที่คอยสลับสติมาตรวจสอบใต้ผืนดิน
หลังผ่านไปนับชั่วโมง ในที่สุดพวกเขาจึงพบสิ่งที่พวกเขาตามหา โอเอซิสผืนเล็กแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางมหาสมุทรเม็ดทราย พืชพรรณเขียวชอุ่มปกคลุมรอบพื้นที่ดุจสวนของเหล่าชนชั้นสูง แอ่งน้ำขนาดสิบเมตรที่ใจกลางที่มีปลาตัวเล็กว่ายวนเวียน
โอเอซิสแห่งนี้ดูจากตำแหน่งแล้วสมควรเป็นพื้นที่แอ่งกระทะ เม็ดฝนจึงรวมตัวได้ง่ายเกิดเป็นสรวงสวรรค์กลางทะเลทราย แต่เพราะภูมิประเทศแอ่งกระทะนี้เองที่ทำให้นิทานไม่อาจหามันเจอในตอนแรก มุมมองสายตาของเขาถูกบดบัง จึงได้แต่พึ่งอาณาเขตเมื่อเข้าระยะ
น่าเสียดายที่พลังอาณาเขตกลับไม่สามารถใช้ตรวจสอบโอเอซิสแห่งนี้จากระยะไกลได้ เพราะตัวตนหนึ่งที่นอนแช่น้ำสบายใจอยู่เบื้องหน้าทั้งสอง
อูฐหอมดอกไม้ สัตว์อสูรระดับอริยะ อูฐที่มีดอกไม้สีแดงและน้ำเงินงอกออกมาจากจากโหนกทั้งสอง กลิ่นกายของมันอบอวลดั่งผกาเม็ดงามแห่งทะเลทราย แม้จะดูหอมหวานและงดงามแต่กลับแฝงไว้ด้วยความอันตรายเกินคาดเดา
กลิ่นจากดอกสีแดงมีความสามารถบิดเบือนพลังจิตวิญญาณโดยรอบ ทำให้พลังจิตวิญญาณที่ผ่านเข้ามาในระยะของมันผลลัพธ์ถูกยกเลิกหรือลดทอนลง ทางด้านกลิ่นดอกสีน้ำเงินนั้นคือยาพิษ เป็นพิษร้ายที่มิได้แทรกซึมผ่านการดมแต่กลับแทรกซึมผ่านผิวหนัง ดังนั้นเมื่อใครก็ตามได้กลิ่นหอมหวนของดอกสีน้ำเงิน คนผู้นั้นก็เสียชีวิตไปแล้ว
ดอกไม้ทั้งสองดอกคือวัตถุดิบชั้นสูงสำหรับการปรุงโอสถ หากได้พบเจอนักรังสรรค์ที่มากฝีมือพอยิ่งมีโอกาสสูงในการดึงประสิทธิภาพของพวกมันออกมา
นิทานและคีตาใช้พลังจางหายเดินทางวนรอบโอเอซิสแห่งนี้ เฝ้ามองจากมุมสูง ไม่มีท่าทีต้องการเข้าไปใกล้แม้แต่น้อย
อูฐหอมดอกไม้ไม่ใช่สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งจนยากจะต่อกร ด้วยพลังของตัวมันเองทำให้มันเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างประมาท จากระยะเท่านี้นิทานสามารถจับตัวมันไว้ด้วยประสานหัตถ์ และให้คีตายิงวัชระดาวตกที่ถูกปกปิดไว้ล่วงหน้าออกไปเพื่อสังหารมันได้ทันที
มันไม่ได้มีกำลังกายที่แข็งแกร่งจนสามารถสลัดหลุดจากประสานหัตถ์ได้อย่างรวดเร็วแม้ว่าประสานหัตถ์จะอ่อนโทรมลงจากกลิ่นดอกไม้สีแดงก็ตาม สัตว์อสูรที่อาศัยพิษเช่นนี้ย่อมโดดเด่นในด้านอื่น ถึงคำแห่งพลังของมันอาจพามันหลบหนีได้แต่ทั้งสองก็สามารถเข้ารุมโดยใช้คัมภีร์ชำระกำจัดพิษได้ มันอ่อนแอกว่าจระเข้กงจักรด้วยซ้ำไป มันเพียงแข็งแกร่งสำหรับบางคนเพราะความพิเศษจากสายพันธุ์เท่านั้น
แม้ในสายตาของทั้งสองอูฐหอมดอกไม้จะเป็นศัตรูที่พวกเขาจัดการได้แต่ทั้งสองกลับยังไม่ลืมเลือน พวกเขาจะไม่ประมาทอริยะ
ที่พวกเขากำลังเดินวนจากมุมสูงเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อวางแผนจัดการอูฐหอมดอกไม้อย่างรวดเร็ว แต่เป็นการตรวจสอบโอเอซิสด้วยการมอง มองด้วยตาเปล่าไม่ใช่อาณาเขต
การที่โอเอซิสแห่งนี้มีขนาดเล็กถือเป็นหนึ่งในเรื่องโชคดี ทั้งสองใช้เวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมงก็มั่นใจว่ามองด้วยตาเปล่าจนครบถ้วนทุกตารางนิ้ว ไม่มีต้นไม้ใหญ่ที่หน้าตาตรงกับต้นหอมแสนลี้อยู่ในโอเอซิสแห่งนี้
ต้นหอมแสนลี้ไม่ใช่ต้นไม้ขนาดเล็ก มันเป็นต้นไม้ขนาดทั่วไปที่สูงใหญ่ 2-3เมตร ออกดอกตามปลายกิ่ง ง่ายต่อการสังเกต
คีตาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย นิทานทำได้เพียงลูบหลังคอของมันปลอบใจ ทั้งสองหันหน้ากลับ เดินจากไปโดยไม่คิดหันหลังกลับมามองโอเอซิสแห่งนี้อีก ปล่อยอูฐหอมดอกไม้ที่ไม่รู้เรื่องราวไปโดยไม่คิดต่อสู้
เป้าหมายต่อไป โอเอซิสแห่งที่สอง พวกเขาต้องมุ่งลงใต้ ผ่านทะเลทรายกว้างอีกครั้ง
หลายชั่วโมงผ่านไป ทั้งสองที่พยายามเดินทางกันอย่างรอบคอบสุดชีวิตก็ได้เสียท่าให้กับทะเลทรายอีกครั้ง ในจังหวะหนึ่งที่ทั้งสองเข้าพักใต้ร่มของโขดหิน ทรายใต้ร่างของทั้งสองยุบตัวลงโดยฉับพลัน
มีดดาบนับสิบเล่มแทงออกจากผืนทราย เสียบเข้าร่างของเรนเดลและเซเรนเซ่โดยไม่เหลือพื้นที่ว่างใด ๆ ให้หลบ เรนเดลเหยียบย่ำอากาศ ทะยานตัวขึ้นสูง หลุดพ้นระยะการแทงของมีดดาบเหล่านั้นได้อย่างฉิวเฉียด
ทางด้านเซเรนเซ่นั้นง่ายกว่ามาก ร่างกายของมันกลับกลายเป็นเหล็กกล้า เสียงของมีดดาบที่หักยามเข้าปะทะทำให้ร่างเกือบสิบร่างโผล่ออกมาจากผืนทราย พุ่งเข้าตะลุมบอนกับเซเรนเซ่ อาวุธมากมายนับสิบล้วนฟาดไปยังตัวของมันพร้อมกับซากของมีดดาบเหล่านั้นที่ขยับไหวด้วยตนเอง บินลอยตามนิทานพร้อมศรจำนวนหนึ่ง
นิทานสะบัดฝ่ามือทั้งสองข้าง พลังผลักแรงสูงพัดพาทุกสิ่งให้กระเด็นออกจากที่ตั้งดั้งเดิม นิทานโบกนิ้วชี้ของตนไปมา ตั้งสมาธิเชื่อมอาวุธหลายสิบชิ้นเหล่านั้น เมื่อมันถูกผลักออก อาวุธเหล่านั้นเสียบกลางหัวใจของโจรทะเลทราย 3คนอย่างรวดเร็ว
พลังผลักระเบิดออกอีกครั้ง คราวนี้พัดพาทุกสิ่งรอบตัวคีตาให้กระเด็นออกไป เกิดพื้นที่ว่างรอบตัวม้าแผงคอแดง ท่ามกลางคนนับสิบนั้นมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ไม่ถูกพลังผลักพัดพาไปด้วยพลังของพวกมัน
คนหนึ่งใส่สนับมือ น้ำหนักของคนผู้นั้นกลับมากจนผืนดินยุบ ไม่อาจผลักไสไปไหน สองหมัดเหวี่ยงเข้าใส่ส่วนหัวโดยไม่สนใจซากร่างของสหายที่มีอาวุธปักหัวใจ อีกคนหนึ่งเกาะอูฐของตนไว้ อูฐตัวนี้กลับมีแขนสี่ข้างงอกออกมาจากโหนกทั้งสอง ค้ำยันร่างกับพื้น
นักสลักเอก 5 โท 1 นิทานส่งข้อมูลผ่านห้วงจิตให้แก่คีตาอย่างรวดเร็ว นักสลักโทคือชายสวมสนับ ผู้ฝึกสัตว์คือหนึ่งในสลักเอก ส่วนอีกสามคนที่เสียชีวิตไปแล้วนิทานไม่คิดมองให้เสียเวลา
ระดับพลังในร่างของคีตายังคงเป็นเพียงระดับนักสลักเอก มันไม่ได้เสริมพลังของตนในระดับที่น่าหวาดหวั่น หมัดที่ซัดมามันเพียงโยกหัวหลบ ดาบยักษ์ปรากฏขึ้นในปากโดยไม่มีใครทราบ เหวี่ยงซัดสวนเข้าใส่ท่อนแขนของนักสลักโทผู้นั้น
ทั่วร่างของเขาสว่างวาบ พื้นที่บริเวณทรวงอกที่ถูกฟันแปรสภาพไปเป็นทรายร่วน ดาบยักษ์ไหลวืดผ่านร่างไปโดยไม่ได้สร้างความเสียหายใด ๆ
อูฐทางด้านข้างใช้มือทั้งสี่แตะสัมผัสผืนทราย ก่อกำเนิดอูฐทรายตัวเล็กนับสิบตัวที่มีพลังในระดับผู้เรียนรู้ ทั้งหมดทะยานเข้าใส่คีตาอย่างพร้อมเพรียง ดาบยักษ์ที่ไหลวืดผ่านทรายไร้ผลกระทบใด ๆ ต่อตัวโจรทะเลทราย มันชักหมัดซ้ายต่อยสวนอย่างรวดเร็ว คีตาขมวดคิ้วน้อย ๆ ตัดสินใจไม่หลบหมัดซ้ายที่เหวี่ยงตามมา
เสียงดั่งฟ้าทำลายดังออก หมัดซ้ายของนักสลักโทผู้นั้นมีพลังทำลายสูงส่งจากน้ำหนักของหมัดที่น่าเหลือเชื่อ หยดโลหิตเล็กจ้อยไหลออกข้างมุมปากของคีตา ร่างทั้งร่างกระเด็นออกไปตามแรงของหมัด
นักสลักโทผู้นั้นหรี่ตาลง เมื่อครู่หมัดของมันน้ำหนักเบาลงเกือบสามส่วนในวินาทีก่อนการปะทะ ศัตรูกลับมีคำแห่งพลังที่คล้ายคลึงกับมัน นักสลักโทยังไม่ทันจะตะโกนบอกข้อมูลแก่สหายเสียงของการฆ่าฟันก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว
อูฐทรายตัวเล็กนับสิบวิ่งวนกลับไป ตามไปโจมตีซ้ำปิดฉากใส่คีตา แต่ร่างของคีตากลับกระเด็นเร็วจนเกินไป สิ่งอัศจรรย์กลับเกิดขึ้นเมื่อร่างของคีตาที่กระเด็นโดยไร้ทางต้านนั้นเปลี่ยนทิศทางด้วยตนเอง ในชั่วขณะเดียวกลับลอยลิ่วไปถึงด้านหน้าผู้ฝึกสัตว์และอูฐ
สัตว์คู่หูคืออาวุธที่สำคัญที่สุดของผู้ฝึกสัตว์ ในทางกลับกัน ตัวผู้ฝึกสัตว์เองส่วนมากมักอ่อนแอกว่าผู้ขีดเขียนชะตาในระดับเดียวกัน ร่างของคีตาที่กระเด็นราวกับม้าตายระเบิดความเร็วออกมาในพริบตา
รวดเร็วกว่าที่ผู้ฝึกสัตว์และอูฐตัวนั้นจะตอบสนอง ความเร็วระดับอริยะพัดผ่านร่างของพวกมันพร้อมกับความรู้สึกเย็นเยียบที่ลำคอ ดาบยักษ์ในปากของคีตาชุ่มโชกไปด้วยโลหิตคนและอูฐ
“อริยะ! ถอย!” โจรทะเลทรายที่เห็นภาพนั้นตะโกนสั่งหลบหนีอย่างรวดเร็ว มันรับรู้แล้วว่าอีกฝั่งเพียงปิดบังระดับพลังของตน แท้จริงแล้วม้าคู่หูตัวนี้กลับเป็นถึงอริยะ
ภาพที่มันหันกลับไปเห็นคือนรกกลางทะเลทรายที่มันไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้ นอกจาก 3ซากร่างที่เสียชีวิตไปในตอนแรกแล้ว สหายโจรนักสลักเอกอีก 3คนที่เหลือของมันในตอนนี้กลับเหลือรอดเพียงคนเดียว
คนหนึ่งกลายเป็นเศษเนื้อน่าสังเวช นอนตายโดยมันไม่อาจแยกออกเสียด้วยซ้ำว่าส่วนใดคือส่วนใด อีกคนหนึ่งมีรูโหว่ขนาดเท่าหัวคนอยู่กลางหน้าอก สองตาของมันยังคงเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว
คนสุดท้ายหันหน้ามามองหัวหน้าของมัน ขอความช่วยเหลือด้วยสายตา ปากของมันเริ่มขยับเขยื้อนช้า ๆ หากเสียงกลับไม่ออกมาจากปากนั้น ที่ออกมามีเพียงโลหิตจำนวนมาก ทางด้านหลังของนักสลักเอกคนนั้นคือนักบวชหญิงร่างเล็ก
มือของเธอกุมคอของนักสลักเอกคนนั้นจากทางด้านล่าง เธอออกแรงบีบเพียงเล็กน้อยมือขาวสวยงามคู่นั้นก็กำเข้าหากันโดยที่คอของนักสลักเอกไร้ทางต้าน
กร๊อบ
เสียงหักลั่นพร้อมกับร่างของสหายที่ล้มลงราวกับหมาตายทำให้จิตใจของมันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทั้งร่างของมันกลายสภาพเป็นเม็ดทราย หวังหนีลงผืนทราย หายตัวไปจากนรกแห่งนี้โดยเร็วที่สุด
ในสภาพเม็ดทราย แรงบีบอัดมหาศาลประกบมันหน้าหลัง บีบอัดมันในร่างเม็ดทรายจนเหลือเพียงแผ่นบาง มันสีหน้าซีดเผือดเมื่อพบว่าอีกฝั่งกลับสามารถตามหาและจับกุมมันได้ภายในเวลาสั้น ๆ
เม็ดทรายเหล่านั้นทวีน้ำหนักขึ้นนับร้อยเท่า บีบพื้นที่บริเวณนั้นจนเกิดหลุมบ่อขนาดใหญ่ ด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทำให้ความแข็งของเม็ดทรายมากพอจะทนทานแรงบีบ
มันตีสีหน้าเครียด จับจ้องนักบวชสาวหน้าตาน่ารักผู้กำลังบีบมือเข้าหากัน กองทรายที่ถูกบีบจนบี้แบนก่อรูปเป็นปาก ส่งเสียงเจรจา “ข้ายินดีมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้แก่ท่าน!”
เรนเดลไม่ตอบคำ เพียงยิ้มบาง เอียงคอมองโจรทะเลทรายด้วยแววตาไร้อารมณ์ ตัวของมันสั่นสะท้านเมื่อเห็นดวงตาสีม่วงคู่สวยนั้นจับจ้องมาทางมัน นัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้ยิ้มตามไปด้วยแม้แต่น้อย
“อริยะผู้สูงส่งไม่อาจสังหารฆ่าได้! หากเสียเวลาอยู่ตรงนี้ต่อไปมีแต่จะเรียกภัยมาถึงตัว!” มันพยายามเจรจาอีกครั้ง มันในร่างทรายนี้แทบจะเป็นอมตะ พลังบีบอัดของอริยะหญิงตรงหน้าไม่มากพอจะฆ่ามัน
“ท่านก็สังหารสหายข้าไปหมดแล้ว! ข้ายินดีบอกตำแหน่งของสมบัติตามธรรมชาติให้ท่านด้วย! หากเป็นท่านต้องหยิบฉวยมาได้แน่!” มันเจรจาเสียงดัง พยายามใช้เสียงดังกังวานของตนเรียกสัตว์อสูรให้เข้ามาร่วมวง
ในครั้งนี้อริยะหญิงผู้น่ารักมีท่าทีสนอกสนใจเล็กน้อย พลังบีบอัดลดลงเล็กน้อยตามมือข้างหนึ่งของเธอที่หันไปหยิบล้วงบางสิ่ง เธอนำแผนที่ออกมากางพร้อมทั้งทำนิ้วมือให้ชี้ไปยังตำแหน่งของสมบัติ
โจรทะเลทรายถอนหายใจน้อย ๆ ก่อนจะก่อร่างเม็ดทรายชี้ไปยังจุดหนึ่ง นักบวชหญิงยิ้มบางเบา ประกบมือของตนให้แน่นขึ้นยิ่งกว่าเดิม ในครั้งนี้กลับเป็นแรงบีบมหาศาลที่รุนแรงยิ่งกว่าก่อน รุนแรงมากจนบีบสังขารทรายหนักของมันจนเกิดรอยปริแตกที่เม็ดทราย
รอยยิ้มของนักบวชหญิงทำให้เข้าใจความรู้สึกของกระต่ายที่อยู่ต่อหน้าหมาป่า เหยื่อเช่นมันไม่อาจเล่นแง่ใด ๆ ต่อหน้านักล่าได้
มันตกใจแทบสิ้นสติ กระวนกระวายก่อรูปนิ้ว จิ้มไปยังอีกตำแหน่งหนึ่งบนแผนที่ ในคราวนี้มันไม่กล้าโกหกอีกต่อไป เธอยิ้มร่าอย่างดีใจ ปล่อยมือออก หัตถ์ขนาดยักษ์หายไปในพริบตา
ทรายหลายร้อยกิโลกรัมร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง ตามมาด้วยเสียงหอบหายใจและเสียงครวญครางอย่างเจ็บปวดของโจร “ขะ..ขอบคุณท่านอริยะที่เมต..”
มันไม่ยังแม้แต่จะกล่าวขอบคุณจนเสร็จสิ้น แสงสีขาวอมฟ้านวลเส้นหนึ่งก็ทะลุผ่านร่างของมัน ประกายสายฟ้าเจิดจ้าสาดซัดเข้าไปทั่วร่างทรายของมัน ความร้อนสูงและแรงปั่นพัดพาให้ทรายทั้งร่างของมันแปรสภาพไปเป็นแก้ว
ทรายส่วนหนึ่งบนร่างของมันกระเด็นไปโดนหน้าเธอ มันเห็นนักบวชหญิงผู้นั้นเช็ดทรายที่แปรสภาพกลับไปเป็นโลหิตด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เธอแบมือออกน้อย ๆ โบกมือร่ำลามันด้วยรอยยิ้ม
ร่างของมันระเบิดออกจากภายใน เส้นแสงสีขาวอมฟ้านั้นระเบิดออก ปัดเป่าแก้วทั้งร่างและทรายที่คืนกลับเป็นเลือดเนื้อให้หายไปกับสายลมทะเลทราย
เสียง ภาพ พลังจิตวิญญาณ ไม่มีสิ่งใดหลุดรอดออกไปจากโขดหินแห่งนี้ภายใต้พลังจางหายที่ถูกกางออก