54
สามหัว ดีกว่าหัวเดียว
จางหลินถงนั่งลงรอที่โต๊ะน้ำชา ในหัวของนางกำลังครุ่นคิดเรื่องหาทางหยุดแผนการของอู๋ฮวน ระหว่างใช้ความคิดนางยื่นมือไปแตะกาหมายจะยกขึ้นมารินใส่จอก แต่ต้องร้องครางเสียงหลง นางลืมไปว่ามือของนางมีแผล และไม่ได้รับการดูแลจึงบวมมาก นางจึงเปลี่ยนมาใช้มือซ้ายจับกาแทน แต่การใช้มือซ้ายทำให้จับได้ไม่ถนัดนัก น้ำชาจึงหกเสียเป็นส่วนใหญ่
ชูหลิงเดินนำไห่เถิงเข้ามาพอดี เห็นจางหลินถงทำน้ำชาหกเลอะเทอะ นางเดินเข้าไปดึงกาออกเพราะกลัวว่าคุณหนูของนางจะโดนน้ำชาลวกจนเกิดแผลพุพอง จากนั้นหาผ้ามาซับน้ำที่หกบนโต๊ะจนแห้ง
ในขณะที่จางหลินถงพยายามใช้มือซ้ายจับจอกน้ำชายกขึ้นมาหมายจะดื่ม ด้วยไม่ถนัดซ้ายในที่สุดก็ทำน้ำชาหกใส่ตัวเองจนได้ โชคดีที่น้ำชาไม่ร้อนมากจึงไม่ส่งผลมากนัก
“คุณหนู ระวังเจ้าค่ะ”ชูหลิงเห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ ยื่นมือไปดึงจอกน้ำชาออกมือจางหลินถง แล้วล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าของนางมาซับคราบน้ำชาบนมืออีกฝ่าย พลันดวงตาเหลือบไปเห็นมืออีกข้างของจางหลินถง“คุณหนูบาดเจ็บ เหตุใดจึงไม่บอกบ่าวเล่าเจ้าคะ”
เวลานั้นจางหลินถงรู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังเล็กๆ นางส่งสายตามองจอกน้ำชา พลางกลืนน้ำลายอย่างกระหาย“บาดแผลแค่เล็กน้อย ไม่ได้เป็นอะไรมากเสียหน่อย เจ้าจะตกใจไปทำไมกัน”
ไห่เถิงเห็นมือจางหลินถงแล้วเช่นกัน เขาคว้ามือนางขึ้นมาดู ก่อนจะส่งสายตาดุดันและตำหนิเสียงขรึม“สาวน้อย เจ้าใช้มือหนักเกินไปแล้ว”
“ข้าอยากเก่ง ข้าไม่อยากเป็นภาระให้ใครอีกแล้ว”นางกล่าวปนยิ้มเจื่อน“อีกอย่างหากข้าสามารถเก่งได้เท่าครึ่งหนึ่งของพี่ฮวน ข้าจะกลับไปเมืองหลวง และแก้แค้นทุกคนที่ทำร้ายตระกูลของข้า”
ไห่เถิงลากเก้าอี้มานั่งลงใกล้ๆ ลงมือแกะผ้าที่พันบนนิ้วจางหลินถงออกอย่างเบามือ เขาได้แต่ฟังและไม่พูดอะไร เขาเองก็มีความแค้นที่ต้องสะสาง เขาย่อมเข้าใจความรู้สึกของนางดี
“คุณหนูฝึกยิงธนูจนนิ้วแตกหมดแล้ว ต่อไปมือจะไม่สวยนะเจ้าคะ”ชูหลิงเห็นบาดแผลแล้วหนักใจ
“มือไม่สวยก็ช่างมันเถอะ”จางหลินถงกล่าวน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย มือสวยงามแต่ปกป้องตนเองเองไม่ได้จะมีความหมายอันใด เวลานี้นางมีเป้าหมายที่สำคัญกว่ารออยู่ นางจะต้องฝึกฝนให้หนักขึ้น
“ได้อย่างไรกันเจ้าคะคุณหนู ต่อไปคุณหนูต้องแต่งงานออกเรือนกับจวิ้นอ๋อง รูปโฉม ร่างกาย แม้แต่นิ้วมือก็ต้องดูแลให้ดี ทั้งหมดนี้คือหน้าตาของคุณหนูนะเจ้าคะ”
“หลิงหลิงอย่ามัวแต่พูดอยู่เลย รีบไปหยิบกล่องยามาเร็ว ถ้าไม่รีบใส่ยา คุณหนูของเจ้าคงต้องตัดนิ้วทิ้งแน่ๆ”ไห่เถิงบ่นต่อ
“เจ้าค่ะ”ชูหลิงกระตือรือร้นรับคำสั่ง นางรีบวิ่งจากไปทันที
“แผลแค่นี้ถึงกับต้องตัดนิ้วเชียวหรือ?”จางหลินถงตาโต
“ไม่ผิด ถ้าข้าไม่เห็นแผลเสียก่อน เจ้าคงได้ตัดนิ้วทิ้งจริงๆ เจ้าดู นิ้วบวมจนเป็นหนองแล้ว ถ้าไม่เอาหนองออกและเน่าขึ้นมาจริงๆ ก็มีแต่ต้องตัดนิ้วทิ้งเท่านั้น”ไห่เถิงตำหนิอย่างไม่เกรงใจ
จางหลินถงได้ยินเช่นนั้นก็นั่งก้มหน้าสำนึกผิด หากตัดนิ้วทิ้งต่อไปนางจะยิงธนูอย่างไรเล่า“ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปข้าจะระวังให้มาก”
“รู้ผิดแล้วก็ดี มารดาของเจ้ายังดื้อรั้นไม่เท่าเจ้าเลย”ไห่เถิงบ่นไม่หยุด“จริงสิ เจ้าให้หลิงหลิงไปตามข้า มีเรื่องอันใดกัน”
“ข้า...มีบางเรื่องที่ต้องปรึกษาท่านหมอ”นางกล่างพลางกระพริบตาปริบๆ
ไห่เถิงเห็นดวงตาอีกฝ่ายก็รู้ว่านางจะพูดเรื่องใด“เรื่องของจวิ้นอ๋องหรือ?”
หญิงสาวพยักหน้ารับ“ข้าเป็นห่วงเขา ข้าอยากเข้าเมืองหลวง ท่านหมอ ท่านมีวิธีช่วยข้าหรือไม่?”
“สาวน้อย บุรุษเช่นจวิ้นอ๋อง อยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ย่อมต้องมีความสามารถไม่น้อย เจ้าไม่ต้องกังวลไปอีกไม่นานเขาก็กลับมาเอง”
“ท่านหมอ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหนๆ ข้าเห็นเขา เขา...ถูกยิงด้วยธนูจำนวนมาก”
“เห็น เห็นได้อย่างไร ฝันเห็นงั้นหรือ?”ไห่เถิงถามต่อ
“ข้าเห็นภาพในหัวของข้า จริงๆนะ ข้า ข้าสามารถหยั่งรู้ชะตาผู้คนได้”หญิงสาวตัดสินใจกล่าว
ทันใดนั้นไห่เถิงก็หัวเราะขึ้นมา“สาวน้อย เจ้าควรพักผ่อนเสียหน่อย ระยะหลังมานี้ เจ้าหักโหมร่างกายเกินไปเพราะว่าเจ้าเหนื่อยจึงทำให้เห็นภาพหลอนได้ง่าย พักผ่อนให้มากจะดีขึ้นเอง”
จางหลินถงได้ยินเช่นนั้นก็หงุดหงิด แม้แต่ไห่เถิงก็ไม่เชื่อนาง หญิงสาวพลิกมือคว้ามือไห่เถิงมาบีบแรงๆ พลางมองสบตาไห่เถิงด้วยแววตาดุดันอย่างลืมตัว เวลานั้นดวงตาจางหลินถงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีโลหิต ไห่เถิงตกตะลึงไปชั่วขณะ เพียงครู่เดียวจางหลินถงก็ยอมปล่อยมือไห่เถิง นางรีบก้มหน้าหลบซ่อนดวงตาทันที
“สาวน้อย เกิดอะไรขึ้นกับดวงตาเจ้า”ไห่เถิงมั่นใจว่ามีบางอย่างผิดปกติ ดวงตาดำของมนุษย์จู่ๆจะกลายเป็นสีแดงโลหิตได้อย่างไร “หรือว่าเจ้าจะถูกพิษ”
“ข้าไม่ได้ถูกพิษ แต่เป็นผลมาจากปราณโลหิตอัคคี”นางตอบ
“ปราณโลหิตอัคคี” ไห่เถิงนึกถึงเรื่องที่เกิดในขึ้นในหน่วยพยัคฆ์ขาว หนนั้นรอบกายจางหลินถงมีปราณสีแดงแผ่ซ่าน ก่อนที่นางจะลงมือสังหารจื่อชิวจนตาย หรือว่านั่นคือ ปราณโลหิตอัคคี!
“ท่านหมอ ท่านเคยได้ยินเรื่องของชนเผ่าหั่วจูหรือไม่?” จางหลินถงเอ่ยถาม ไห่เถิงท่องเที่ยวในยุทธภพมาหลายปี นางเชื่อว่าเขาต้องได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง
“ต้องเคยได้ยินอยู่แล้ว ข้าเคยได้ยินเจ้าเหลียงฉวนพูดถึงชนเผ่านี้ว่าเป็นชนเผ่าที่ไม่ธรรมดา มีอิทธพลเหนือชนเผ่าใดๆ ธิดาเทพของชนเผ่านี้ไม่เพียงทำนายอนาคต หยั่งรู้ชะตาฟ้าดินได้ แต่ยังมีศาสตร์วิชาความรู้มากมาย รวมถึงวิชาแพทย์เป็นที่หนึ่งในใต้หล้า ที่สำคัญที่นี่ยังเป็นแหล่งกำเนิดนักฆ่าที่ผู้คนในยุทธภพหวาดกลัว แต่น่าเสียดายที่คำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงเรื่องเล่าสนุกปากของคนในเหลาสุรา จนบัดยังไม่มีใครยืนยันว่าเคยพบพวกเขาตัวเป็นๆสักคน”ไห่เถิงกล่าวแล้วคว้ามือจางหลินถงมาทำแผลต่อ
“ท่านหมอ ที่จริงแล้วท่านยายของข้า นางเป็นนักฆ่าของเผ่าหั่วจู”
“อะไรนะ ถ้าเช่นนั้น หมายความว่าเจ้าและมารดาของเจ้า...”ไห่เถิงตกตะลึง
“ข้า และมารดาของข้าคือทายาทรุ่นสุดท้ายของเผ่าหั่วจู”จางหลินถงกล่าวแล้วเปิดให้ดูปานอักษร‘หู่’ ที่หลังใบหูซ้าย“นี่ไม่ใช่สัญลักษณ์ของตระกูลกัว แต่เป็นสัญลักษณ์ของเผ่าหั่วจู ผู้ที่จะมีได้จะต้องเป็นสายเลือดสายตรงของประมุขเผ่าเท่านั้น”
“แต่ว่าแม่ทัพกัวไม่ใช่สายเลือดเผ่าหั่วจู เหตุใดจึง...”
“นั่นเป็นเพราะท่านตารักท่านยายมากจึงสักอักษร‘หู่’ เอาไว้เพื่อระลึกถึงท่านยาย”
หลังจากนั้นจางหลินถงจึงเปิดปากเล่าเรื่องของนางให้ไห่เถิงฟังทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องของท่านยาย เมื่อไห่เถิงฟังจนจบก็อดขนลุกไม่ได้ เขามองจางหลินถงด้วยสายตาที่คาดไม่ถึง มิน่าเล่าจู่ๆจางหลินถงก็กลายเป็นคนละคน จากนั้นก็ลุกขึ้นมาสังหารคนตาไม่กระพริบ ที่แท้เป็นผลมาจากปราณโลหิตอัคคีที่แทรกซึมอยู่ในสายเลือด ปราณชนิดนี้เปลี่ยนคนให้กลายเป็นนักฆ่าที่อมหิตที่สุด เพราะเหตุนี้ชื่อเสียงของนักฆ่าเผ่าหั่วจูจึงโด่งดังมากในยุทธภพ
“เจ้าบอกว่าเจ้าเห็นภาพในหัว หมายความว่าเจ้าก็มีความสามารถหยั่งรู้ชะตาฟ้าดินได้ใช่หรือไม่?”ครั้นเห็นจางหลินถงพยักหน้าจึงถามต่อ“เกิดขึ้นมานานแล้วหรือยัง?”
“มันเกิดขึ้นหลังจากท่านตาตาย ข้ารู้ว่ามันไม่น่าเชื่อ แต่ว่าได้โปรดเชื่อข้าสักครั้ง หนนี้พี่ฮวนมีภัย ข้านิ่งเฉยไม่ได้จริงๆ ข้าต้องการเข้าเมืองหลวง ถึงจะหยุดพี่ฮวนไม่ได้ แต่ขอให้ข้าได้มีส่วนช่วยเขาสักครั้ง แต่ว่าข้าทำคนเดียวไม่ได้ ท่านหมอท่านต้องช่วยข้านะ”
ไห่เถิงถูกสาวงามขอร้อง หัวใจของเขาคันยุบยิบ เขาคลี่ยิ้มกว้างโปรยเสน่ห์อันร้ายกาจ พลางทุบอกตัวเองและกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ “เจ้าปรึกษาถูกคนแล้วสาวน้อย แน่นอนข้าต้องช่วยเจ้าอยู่แล้ว”
คืนนั้นลี่เฉิงและถิงเฟิงถูกวางยาสลบ พวกเขาพลาดเพราะความไว้วางใจ เนื่องจากอยู่ด้วยกันมานานจึงไม่มีใครหวาดระแวง ครั้นตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนเช้า พบว่าไห่เถิง ชูหลิง และจางหลินถงไม่อยู่แล้ว จึงตระหนักได้ว่าคนทั้งหมดต้องเข้าเมืองหลวงอย่างแน่นอน ถิงเฟิงรีบเขียนสารลับส่งถึงอู๋ฮวน แล้วออกเดินทางพร้อมลี่เฉิงเข้าเมืองหลวงตามหากลุ่มของจางหลินถง จูซือเจียจึงถูกทิ้งให้อยู่ที่โจเจียงเพียงลำพัง
คราแรกจางหลินถงต้องการให้ไห่เถิงช่วยส่งนางออกจากเมืองโจเจียงเท่านั้น ต่อมาไห่เถิงกล่าวว่าสองหัวดีกว่าหัวเดียว มีเขาคอยช่วยย่อมดีกว่าตัวคนเดียว อย่างน้อยเขาก็รู้เรื่องยาพิษและการใช้ยาเพื่อเอาตัวรอดในยามคับขัน ต่อมาชูหลิงก็กล่าวขึ้นว่าแม้นางจะช่วยเรื่องอื่นไม่ได้ แต่เรื่องอาหารการกินนางช่วยได้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงเกิดเป็นคำกล่าวที่ว่าสามหัว ดีกว่าหัวเดียว
ไห่เถิงแนะให้จางหลินถงและชูหลิงปลอมตัวเป็นบุรุษ ทั้งสามออกจากโจเจียงตั้งแต่เช้าตรู่ ภายในสิบวันก็เดินทางมาถึงเมืองหลวง ไห่เถิงเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ ชื่อเสียงของเขากว้างขวาง จึงมีสหายเป็นถึงเจ้าของหอสราญรมญ์
เมื่อมาที่เมืองหลวงเขาต้องแวะมาเยี่ยมสหายนางนั้นอยู่เสมอ โดยปกติแล้วหากเขามาเพียงลำพัง จะพักดื่มกินที่นี่จนกว่าจะกลับ แต่ว่าหนนี้เขามีสาวน้อยติดตามมาด้วยถึงสองนาง จึงทำให้ไห่เถิงคิดหนัก เนื่องจากพวกนางเป็นสตรีในห้องหอ จึงไม่ควรเดินเข้าออกสถานที่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวโลกีย์ เพราะอาจทำให้ชื่อเสียงของพวกนางด่างพร้อย ไห่เถิงจึงขอให้สหายแนะนำสถานที่พักให้แทน
ขณะที่รอคนคุยกันจางหลินถงเหลือบไปเงาใครบางคนที่นางคุ้นตา เพียงเห็นแผ่นหลังของเขา นางก็จำได้แล้ว เขายังสวมชุดผ้าไหมลายปักสีดำ มองจากที่ไกลๆเขายังคงไว้ซึ่งความสง่างามดุจเดิม นางเห็นเขากำลังเดินขึ้นบันไดไปชั้นที่สองพร้อมกับสตรีนางหนึ่ง สตรีนางนั้นรูปร่างบอบบางน่าถนอมยิ่งนัก
“พี่ฮวน”แวบแรกที่เห็นเขานางดีใจมาก แต่ต่อมารอยยิ้มเลือนหาย เมื่อตระหนักได้ว่าที่นี่คือสถานที่แบบใด ที่นี่คือหอนางโลม บุรุษมาที่นี่จะมาทำอะไรได้ นอกเสียจาก...
จางหลินถงใบหน้าร้อนผ่าว รู้สึกคอแห้งผาก ความโกรธเริ่มผุดขึ้นในใจ นางเป็นห่วงว่าเขาจะได้รับอันตรายพยายามส่งสารเตือนมากมายแต่เขาก็เพิกเฉย ทั้งยังมาเมืองหลวงก่อนกำหนด หากนางไม่ตามมาคงไม่ได้เห็นกับตา ว่าสาเหตุที่เขารีบร้อนมาเมืองหลวงเป็นเพราะสตรีพวกนี้ จางหลินถงตัดสินใจว่านางจะต้องไปดูให้เห็นกับตา นางอยากรู้ว่าเขามาหาใคร และมาทำเรื่องแบบที่นางคิดจริงหรือไม่ หากเขาคิดจะทำแบบที่นางคิดจริงๆ ชาตินี้ทั้งชาตินางจะไม่ขอพบหน้าเขาอีก
ชั้นที่สองและชั้นอื่นๆเป็นห้องรับรองสำหรับแขกมีอันจะกิน จางหลินถงเห็นอู๋ฮวนเดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่งพร้อมกับสตรีนางนั้น นางรีบพุ่งตัวตามไปแต่ไม่ทัน เพราะประตูห้องถูกปิดเสียแล้ว ทันใดนั้นแขนของนางถูกมือนุ่มนิ่มข้างหนึ่งยื่นมาจับ
“คุณชาย มาหาคนหรือมาหาความสำราญกันเจ้าคะ” เสียงหวานดังขึ้น จางหลินถงหันกลับไปมอง เห็นหญิงสาวหน้าตางดงามนางหนึ่งยืนส่งยิ้มหวานให้นางอยู่ ดวงตาจางหลินถงเปล่งประกายทันที
“แน่นอนว่าข้าต้องมาหาความสำราญ”นางกล่าวพลางส่งยิ้ม นับเป็นโชคดีที่นางอยู่ในคราบบุรุษ กริยาท่าทางได้รับการสั่งสอนมาจากไห่เถิง นางจึงแสดงออกได้อย่างไม่ขัดเขิน แม้ว่าจะอยู่ในช่วงที่อารมณ์ไม่คงที่ก็ตาม
“เชิญทางนี้เจ้าค่ะ”สตรีนางนั้นกอดแขนจางหลินถงพลางลากให้เดินตามกันไป
อีกฝ่ายตั้งใจลาก อีกฝ่ายเดินตามอย่างไม่ขัดขืน ขณะเข้าใกล้ห้องที่อู๋ฮวนเข้าไปก่อนหน้า หัวใจจางหลินถงบีบแน่น นึกไม่ถึงว่านางจะถูกพามาห้องที่อยู่ติดกับห้องอู๋ฮวนจริงๆ ในความโกรธจนเกือบขาดสติ จางหลินถงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่ห้อมล้อมรอบตัวนาง ราวกับมีใครบางคนจับตามองนางอยู่
ทันทีที่ประตูปิดลง สตรีนางนั้นก็สงบแล้วร่วงลงนอนกองที่พื้นไม่ต่างจากกองผ้ากองหนึ่ง ขณะมีลำแขนแข็งแรงยื่นมากระชากจางหลินถงเข้าแนบตัว พร้อมกับลมหายใจอุ่นรินรดที่ขมับด้านซ้าย ต่อมาแผ่นหลังของนางแตะเข้ากับหน้าอกของคนคนหนึ่ง
“อย่าคิดว่าปลอมตัวแล้วข้าจะจำเจ้าไม่ได้”คนผู้นั้นพูดพลางหัวเราะเบาๆที่ข้างหู ฟังแล้วทำให้รู้สึกขนลุกยิ่งนัก
จางหลินถงตัวแข็งทื่อรีบหมุนตัวกลับไปมองทันที “ซื่อจื่อ!”