“หากว่าพวกเขายอมตกลงกับเรา ต่อไปเราก็ลดราคาสมุนไพรให้โรงหมอแห่งนั้นในราคาต่ำกว่าเดิม แต่ให้เขาเขียนเทียบยาแล้วชี้นำว่าต้องมาซื้อกับพวกเรา ท่านพ่อว่าทำเช่นนี้ดีหรือไม่เ้าคะ”
คหบดีหลัวยิ้ม ภาคภูมิใจในความฉลาดของบุตรสาว
“ดีสิ! ขอเพียงพวกหมอทั้งหลายชมว่าคุณภาพสมุนไพรร้านเราดี ยอดขายต้องเพิ่มขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย”
พลันคหบดีหลัวก็นึกขึ้นได้ “เผิงเผิง พ่อบ้านบอกว่าข้างนอกยังพูดกันเื่ของเตียวซืออินอยู่”
“ให้พวกเขาพูดกันไปเถิดเ้าค่ะ เดี๋ยวพอมีเื่ใหม่ให้นินทาก็เลิกพูดเื่ข้าไปเอง”
“ไม่ได้ๆ พ่อว่าเราต้องหาทางสยบคำพูดพวกเขาให้เร็วที่สุด”
“ท่านพ่อคิดจะ...”
“ตั้งโรงทานหน้าบ้านสักครึ่งเดือน แจกอาหารอร่อยทุกวัน ทำให้ชาวเมืองมีเื่อื่นให้พูดถึง เขากินอาหารของเราไปแล้ว มีหรือจะกล้าให้ร้ายเรา”
“เ้าค่ะ ข้าจะสั่งพ่อบ้านให้จัดการ”
เช้าวันต่อมาเป็วันหยุดงานของหลัวเผิงเผิง หลังจากนางสั่งให้พ่อบ้านตั้งโรงทานและนำอาหารมาแจกคนแล้ว นางจึงได้ออกไปยังโรงหมอของท่านหมอนิ่งที่อยู่ละแวกบ้านของนาง
เงื่อนไขที่หลัวเผิงเผิงเสนอให้เป็ที่ถูกใจของหมอวัยกลางคนผู้นั้น แต่พอขยับไปยังโรงหมอแห่งอื่นๆ หญิงสาวก็ต้องพบกับความผิดหวัง
หญิงสาวตระเวนจนเย็นย่ำก็กลับไปรายงานให้บิดาได้ทราบ
“ท่านพ่อ ข้าสั่งคนให้ทำป้ายแนะนำร้านยาสมุนไพรของเราไปติดที่โรงหมอของท่านหมอนิ่งแล้วเ้าค่ะ ต่อไปคนเจ็บป่วยหากหมอนิ่งรักษาก็ต้องรับเทียบยา และมาซื้อที่ร้านของเรา”
“ดีๆ ถ้าเราตกลงกับโรงหมอได้ทุกแห่ง รายได้ของร้านยาเราก็เพิ่มขึ้น” คหบดีหลัวนั่งครุ่นคิดเื่นี้มาหลายวัน เขาคิดว่าหากยอมลดกำไรของตนสักหน่อย แต่ได้ยอดขายที่เพิ่มขึ้นก็คุ้มค่า
“ข้าไปสืบดูแล้ว มีร้านยาหลายร้านคิดเหมือนเรา พวกเขาก็ไปเสนอรายได้ให้กับโรงหมอเช่นกัน”
“เป็ธรรมดา ในเมื่อเราคิดได้ คนอื่นก็คิดได้ เช่นนั้นเราก็แบ่งรายได้ให้พวกหมอมากหน่อยสิ พวกเขาจะได้สนใจข้อเสนอของเรา”
“เ้าค่ะ ท่านพ่อ” ใบหน้าของหลัวเผิงเผิงยังคงดูยุ่งยากใจ “เพียงแต่ยาลูกกลอนของหมอฮัวหยางทำให้คนเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องพึ่งพาหมออีกแล้ว”
คหบดีหลัวพยักหน้า “ยาของหมอฮัวหยางได้ผล ราคาไม่แพง จึงขายดีมาก รายได้การขายยาทั่วไปจึงลดลง”
“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้เ้าก็รีบไปตระเวนดูให้ทั่วเถิด ตกลงกับผู้ใดได้ก็รีบตกลง ทุกอุปสรรคล้วนเกิดขึ้นเพื่อทำให้เราคิดอ่านหาหนทางใหม่ๆ หากไม่มีข่าวเื่สกุลฮัว จะตั้งโรงหมอ เ้าก็คงคิดวิธีการเช่นนี้ไม่ออก”
“เ้าค่ะ ข้าจะเร่งลงมือให้เร็วที่สุด”
หลัวเผิงเผิง สามารถตกลงกับโรงหมอได้อีกสามแห่ง นางคำนวณปริมาณยาที่จะขายได้เพิ่มขึ้นหักลบกับการลดราคาที่จะให้เป็พิเศษแก่โรงหมอเ่าั้แล้วก็ยิ้มออก
“วิธีการผูกขาดการค้าเช่นนี้ สร้างกำไรให้มากเหมือนกัน นี่หากตกลงกับโรงหมอได้ทุกแห่ง เห็นทีรายได้ของเราจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเ้าค่ะ”
คหบดีหลัวยิ้ม “เ้าสมแล้วที่ผู้นำสกุลคนต่อไป”
หลัวเผิงเผิงเป็บุตรีเพียงคนเดียวของคหบดีหลัว แม้บิดาจะมีน้องชายที่เกิดจากอนุภรรยาแต่กลับไม่ได้รับความรักใคร่เอาใจใส่เท่ากับนาง
เป็เพราะบุตรสาวคนนี้ทั้งงดงาม เก่งกาจ มากความสามารถ และยังเกิดจากภรรยาเอกที่มีสกุลเดิมหนุนหลัง กิจการค้าของสกุลหลัวยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้
ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณการสนับสนุนของครอบครัวเดิมของภรรยา น่าเสียดายที่มารดาของหลัวเผิงเผิงอายุสั้น ต้องมาเสียชีวิตเพราะความเจ็บป่วยั้แ่ลูกสาวยังเล็ก
“โรงหมอในเมืองหลวงยามนี้มีเพียงเก้าแห่ง เ้าไปทำสัญญาได้ถึงสี่แห่งก็นับว่าเกือบครึ่งแล้วนะ”
“เ้าค่ะ ที่เหลือก็เป็ของร้านยาอื่นๆ แบ่งๆ กันไป ดูแล้วข้าก็ไม่หนักใจ รอดูโรงหมอสกุลฮัวเท่านั้น ด้วยชื่อเสียงของฮัวหยาง หากเขารับรองฝีมือของฮัวจิงอวี๋ ผู้คนคงจะแห่แหนมารักษากันไม่น้อย”
“เ้าอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ เราดูไปก่อนก็แล้วกัน”
ระหว่างที่รอคอยให้การตกแต่งโรงหมอสกุลฮัว แล้วเสร็จ ท่านหมอฮัวจิงอวี๋หรือที่เรียกกันว่า ‘หมอฮัวใหญ่’ เพราะเป็พี่ชายของหมอฮัวหยาง ก็ได้ยึดมุมหนึ่งของร้านยาเฉี่ยนซือสาขาใกล้คฤหาสน์สกุลฮัว เปิดทำการตรวจรักษาโรคให้กับชาวบ้านโดยไม่คิดเงิน
ข่าวลือเื่หมอเทวดาผู้มาใหม่โด่งดังไปทั่วเมืองหลวง ที่สำคัญความเลิศเลอด้านรูปลักษณ์ของฮัวจิงอวี๋ทำให้ทวีความดังขึ้นไปอีก
กระทั่งในจดหมายข่าวของสำนักนกกระจิบยังกล่าวถึง ทำให้สตรีน้อยใหญ่ทั่วเมืองหลวงมาเข้าแถวโดยมิได้เจ็บป่วย เพียงอยากจะชมโฉมท่านหมออย่างใกล้ชิด
“เ้าดูสิ คนเข้าแถวรอพบหลานชายของข้า ยาวไปถึงสุดถนนโน่น” ฮัวฮูหยินบอกกับอู๋เสี่ยวถงด้วยความภูมิใจ
อู๋เสี่ยวถงเป็น้องสาวอู๋จือ นางเคยทำงานอยู่ในร้านยาของสกุลฮัว ด้วยที่อู๋เสี่ยวถงเฉลียวฉลาด ฮัวฮูหยินจึงได้ว่าจ้างนางมาเป็ผู้ติดตาม
“เ้าค่ะ เป็เพราะหมอฮัวใหญ่ทั้งเก่งกาจและรูปงาม ยามนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนกล่าวขวัญกันไปทั่ว”
รถม้าคันใหญ่มาจอดที่หน้าร้านเฉี่ยนซือ บุรุษองอาจใบหน้าคมคร้ามถือพัดลงมายืนโบกเบาๆ เขามองดูแถวยาวเหยียดของคนทั้งป่วยและดูไม่ป่วยด้วยความเหนื่อยหน่าย
กุ่ยอี๋จือหันไปสั่งองครักษ์ทั้งสี่ของตน
“เ้าไปไล่พวกที่มิได้ป่วยออกจากแถวที ข้าจะรอพบท่านหมอฮัวใหญ่”
กุ่ยอี๋จือผู้นี้มีชื่อเสียงในทางชมชอบบุรุษหน้าตาดี แม้จะแต่งงานกับสตรีแต่เขากลับเลี้ยงชายบำเรอเอาไว้ในจวนหลายคน
ไม่นานนักองครักษ์ทั้งหมดก็ทำสำเร็จ คนทั้งแถวเหลือคนป่วยไม่ถึงสิบคน กุ่ยอี๋จือยิ้มร่าชี้ให้องครักษ์ของตนไปเข้าแถวรอแทน
“เ้าไปเข้าแถวก็แล้วกัน ข้าจะไปนั่งรอในโรงน้ำชาข้างๆ ถึงลำดับพวกเราแล้วค่อยให้คนไปเรียกข้า”
“ขอรับ”
ฮัวฮูหยินมองเหตุการณ์นี้ด้วยความประหลาดใจ
“คนผู้นั้นเป็ผู้ใด เหตุใดจึงได้มีผู้ติดตามมากมาย ”
“รอสักครู่เ้าค่ะ ข้าจะไปสอบถามบ่าวรับใช้ของเขาเอง” อู๋เสี่ยวถงเข้าไปหาบ่าวรับใช้ของบุรุษผู้นั้น ครู่หนึ่งก็ได้คำตอบมาให้นายหญิง
“นั่นคือ ใต้เท้ากุ่ยเ้าค่ะ เป็ขุนนางขั้นห้ากรมคลัง”
“อืม...ชื่อเสียงของเสี่ยวจิงอวี๋นับว่าไปเร็วจริง ไม่ทันไรก็มีคนมาเข้าแถวรอพบยาวเหยียดแล้ว ไม่เว้นแม้กระทั่งขุนนาง”
หลัวเผิงเผิง มองเห็นกุ่ยอี๋จือก็เริ่มมีอาการหงุดหงิด คนผู้นี้เป็หลานชายของรองเ้ากรมคลังสอบเข้าเป็ขุนนางก่อนนางไม่กี่ปี ด้วยความทระนงในชาติตระกูลทำให้คนผู้นี้หยิ่งผยองและมักข่มผู้อื่นอยู่บ่อยๆ
ระหว่างนางกับกุ่ยอี๋จือ มีเหตุให้ปะทะกันหลายครั้ง เป็เพราะนางรู้ว่าอีกฝ่ายคิดทุจริตรับเงินใต้โต๊ะจากพ่อค้า และเถ้าแก่ทั้งหลายเพื่อช่วยเหลือให้หลบเลี่ยงภาษี นางพยายามเตือนเขาหลายครั้ง แต่กุ่ยอี๋จือก็ยังทำหูทวนลม และหลายคราวก็ย้อนกลับมาเล่นงานนาง
ระหว่างนางกับกุ่ยอี๋จือนับเป็ ‘คู่แค้นคนสำคัญ’
เ้ากรมคลังพยายามไกล่เกลี่ยคนทั้งสองอยู่หลายครา แต่ขุนนางรุ่นใหม่ทั้งสองก็ยังปะทะฝีปากกันครั้งแล้วครั้งเล่า
น่าเสียดายที่หลัวเผิงเผิงยังไม่มีหลักฐานเอาผิดชัดแจ้ง ไม่เช่นนั้นคงได้ส่งกุ่ยอี๋จือเข้าไปนอนคุกหลวงแล้ว
‘เ้าสารเลวนี่ มาที่โรงหมอสกุลฮัวด้วย คงจะมาดูคนงามล่ะสินะ’
กุ่ยอี๋จือเป็บุรุษที่ชมชอบบุรุษรูปงาม เขาเป็ชายร่างใหญ่ใบหน้าดูดีพอใช้ได้ มักจะเลี้ยงบุรุษรูปร่างผอมบางอ้อนแอ้นเอาไว้บำเรอความปรารถนาลับ
*****************
