THe Superman

    ตอนที่ 42 ลูกค้าที่เข้ามาอย่างคับคั่ง

    “ เช่นนั้นน้องหยางหลิวคิดจะทำยังไง ? ”

    “ แน่นอนมันมีวิธีค่อนข้างง่าย ปกติลูกค้าส่วนใหญ่จะมาทานอาหารที่ร้านเราประมาณหกโมงเย็น แต่พักหลัง ๆ ลูกค้าของเรามักจะไปกินที่ร้านอื่นกัน ดังนั้นขั้นแรกเราต้องดึงลูกค้ามาหาเราก่อน ” หยางหลิวอธิบายแนวคิดของเขา

    “ นั่นแหละ เราจะทำได้ยังไง ” เชฟทั้งสองต่างถามขึ้นพร้อมกัน

    “ แน่นอนว่ามีวิธี พี่เจียงหนาน พี่ลิ่วอูไม่จำเป็นต้องใจร้อน ” หยางหลิวพูดพลางยกชาขึ้นมาจิบ

    เมื่อเชฟเจียงหนาน และเชฟลิ่วอูเห็นท่าทีสบาย ๆ ของหยางหลิวพวกเขายิ่งร้อนรนมากขึ้น แต่พวกเขาก็ยังคงรอให้หยางหลิวพูดต่อไป

    เมื่อหยางหลิวจิบชาเสร็จเขาก็พูดขึ้น “ ในการที่จะดึงลูกค้าเข้าร้านของเรานั้น อย่างแรกเราต้องเตรียมอาหารให้ลูกค้าชิม ไม่จำเป็นต้องเป็นชิ้นใหญ่ก็ได้ เพียงชิ้นเล็กก็พอ ”

    “ โอ้ ! นี่เป็นความคิดที่ดี ด้วยฝีมือของน้องหยางหลิว ลูกค้าทุกคนต้องประทับใจในฝีมือของน้องหยางหลิวเป็นแน่ ” เชฟเจียงหนานพูดด้วยท่าทีชื่นชม

    “ ถูกต้องนี่เป็นวิธีการที่ง่ายดายอย่างไม่ต้องสงสัย ” เชฟลิ่วอูก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก

    แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดูเหมือนง่ายมาก แต่ความเป็นจริงนั้นกลับไม่ใช่แม้แต่น้อย การที่จะดึงดูดลูกค้าด้วยวิธีนี้อาหารที่ถูกทำขึ้นมาจะต้องมีรสชาติที่ดีมาก มากจนสามารถทำให้ลูกค้าสนใจ

    ถ้าเป็นเชฟเจียงหนาน หรือเชฟลิ่วอูก็อาจจะพอทำให้ลูกค้าสนใจบ้างประปราย แต่สำหรับหยางหลิวแน่นอนว่าทุกคนที่ลองชิมต้องถูกดึงดูดโดยอาหารเหล่านั้น

    “ ว่าแต่เราจะทำอาหารอะไรออกมาดี ? ” เชฟลิ่วอูที่ชื่นชมหยางหลิวก็ถามพร้อมกับขมวดคิ้วขึ้น เพราะเขาก็ยังสงสัยเกี่ยวกับอาหารที่หยางหลิวจะเลือก

    “ อืม… ” หยางหลิวกำลังคิดเกี่ยวกับอาหารที่เขาจะทำในที่สุดเขาก็พูดออกมา “ เอาเป็นเต้าหู้ผัดแล้วกัน ”

    “ ถ้าน้องหยางหลิวว่าอย่างนั้นพวกพี่ทั้งสองก็ตกลง ” เชฟเจียงหนาน และเชฟลิ่วอูไม่กล้าที่จะขัดแย้งความคิดของหยางหลิวมากนัก เห็นได้ชัดว่าหยางหลิวเป็นอัจฉริยะด้านนี้ สิ่งที่เขาทำย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

    “ ต้องรบกวนพี่เจียงหนาน พี่ลิ่วอูแล้ว ” หยางหลิวพูดพร้อมกับแสดงท่าทีเคารพอีกครั้งทั้งสามคนที่ตัดสินใจได้ก็เดินเข้าไปในห้องครัว

    การทำอาหารก็เริ่มต้นขึ้น เชฟทั้งสามเริ่มทำอาหาร แม้หยางหลิวจะบอกไปว่าไม่ต้องการที่จะเป็นเชฟหลัก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็บ่งบอกได้ถึงทุกอย่าง หยางหลิวคือแกนหลักของการทำอาหาร โดยที่เชฟลิ่วอู และเชฟเจียงหนานก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร พวกเขาทำตามคำสั่งของหยางหลิวอย่างเคร่งครัด

    หลังพวกเขาสังเกตวิธีการทำอาหารของหยางหลิว ทั้งสองก็ตกตะลึงอย่างมาก ไม่ใช่เพียงพิสูจน์ได้ว่าอาหารก่อนหน้านี้คือของจริง แต่นี่ยังแสดงถึงทักษะที่เหนือล้ำที่พวกเขาไม่แม้แต่จะฝันถึง การใช้มีดของหยางหลิวคล่องแคล่วรวดเร็วเป็นอย่างมาก

    ถ้าเชฟเจียงหนานเป็นคนทำอาจจะใช้เวลาเกือบนาที แต่สิ่งที่หยางหลิวทำอยู่ไม่ถึงสิบวินาทีด้วยซ้ำ

    คนที่อยู่รอบ ๆ อ้าปากค้าง ยิ่งมองยิ่งสร้างความประทับใจ ชื่นชม นับถือ หรือแม้กระทั่งความหวาดกลัวในใจ ความสามารถนี้นับได้ว่าเป็นสัตว์ประหลาดโดยแท้จริง
    ...

    เวลาเกือบห้าโมงเย็น

    หยางหลิวก็ทำอาหารจนเสร็จสิ้น เขามอบหมายให้พนักงานราว 4-5คน เดินไปข้างนอกพร้อมกับนำอาหารเหล่านี้ไปให้ลูกค้าชิม

    เวลาผ่านไปไม่ถึง 5นาที ลูกค้านับสิบจู่ ๆ ก็พุ่งพรวดเข้ามาในร้านพร้อมกับสั่งเต้าหู้ผัดกันทุกคน เป็นดังหยางหลิวคาดการณ์ไว้ มีพนักงานบางส่วนถือถาดอาหารที่มีจานเต้าหู้ผัดมาส่งให้ลูกค้าแต่ละคน

    แต่ทว่ายังไม่ทันจะได้เสิร์ฟครบทุกคน ก็มีลูกค้าเข้ามาในร้านอีกไม่น้อย

    เหตุการณ์วุ่นวายมากยิ่งขึ้น แต่โชคดีที่พนักงานที่ไปชักชวนลูกค้าเดินกลับมาพอดี ขณะนี้จำนวนโต๊ะที่ว่างก็เต็มไปด้วยผู้คน และในร้านแออัดเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้จัดการหยานไห่ไม่รอช้า ขอความร่วมมือจากลูกค้าให้ต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ

    ลูกค้าหลาย ๆ คนก็ต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี คนที่ยังไม่เคยชิมเต้าหู้ผัดของหยางหลิวก็ได้แต่งุนงง อยู่ดี ๆ หน้าภัตตาคารโจวซือก็มีผู้คนเกือบครึ่งร้อยยืนต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างความฉงนให้กับผู้คนที่พบเห็นไม่น้อย

    มีบางคนพยายามเข้าไปถามคนที่ต่อแถวอยู่

    “ เฮ้ ! เกิดอะไรขึ้น ทำไมคนมาต่อแถวที่ภัตตาคารโจวซือมากขนาดนี้ ? ” ชายวัยกลางคน คนหนึ่งถาม

    “ โอ้ ! แน่นอนเพราะว่าเต้าหู้ผัด ! ฉันไม่เคยทานอะไรที่วิเศษแบบนี้มาก่อน ” ผู้หญิงคนที่ต่อแถวอยู่ตอบด้วยความตื่นเต้น อาหารที่เธอกินนี่ถือว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง เธอเป็นเพียงลูกจ้างธรรมดา และไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับอาหารเลิศรสต่าง ๆ แต่ในครั้งนี้อาหารของหยางหลิวก็ทำให้เธอรู้สึกประทับใจอย่างที่สุด แม้ว่าเธอไม่ค่อยเข้าภัตตาคารอาหารเท่าไหร่ เพราะราคาที่สูงกว่าปกติ แต่ในครั้งนี้เธอไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะใช้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อความสุขของเธอ

    มีอีกหลายคนเช่นกันได้ถามคนที่กำลังยืนต่อแถวซึ่งได้รับคำตอบที่คล้ายคลึงกัน บ้างก็ว่าเป็นอาหารมาจากแดนสวรรค์ บ้างก็ว่าเป็นอาหารเลิศรสสุดจะพรรณนา ทำให้หลายคนต่างรู้สึกอยากที่จะลิ้มลองอาหารเลิศรสนี้บ้าง

    แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่เห็นด้วย เพราะกลุ่มคนที่ต่อแถวอยู่ดูเหมือนจะพยายามโอ้อวดไปไกลเกินความจริงลิบลับ ใครจะไปเชื่อว่ามีอาหารเช่นนั้นอยู่จริง ๆ

    ขณะนี้หยางหลิวกำลังทำอาหารอย่างอื่นอีก เพราะอย่าลืมว่าที่นี่เป็นร้านภัตตาคารอาหาร ถ้าทำอาหารเพียงชนิดเดียวก็ถือว่าไม่เหมาะสมนัก ดังนั้นตอนนี้หยางหลิวก็เริ่มที่จะทำเมนูใหม่ ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น ไก่ผัดซอส เป็ดน้ำแดง ขาหมูพะโล้ เนื้อตุ๋นฮ่องเต้ ทำให้ห้องครัวถูกเติมเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของอาหาร พนักงานหลายคนแทบจะเช็ดน้ำลายไม่ทัน ความสามารถของหยางหลิวถือว่าสุดยอดยิ่งนัก

    เชฟเจียงหนานกับเชฟลิ่วอูเหมือนเห็นภาพของหยางหลิวแยกร่างไปทำอาหาร 3-4อย่างพร้อมกันพอทำอย่างหนึ่งเสร็จก็ตะโกนสั่งพวกเขาให้ทำตามที่บอก เชฟทั้งสองก็ไม่ได้รังเกียจที่จะปฏิบัติตาม แต่กลายเป็นว่าพวกเขานั้นดีใจเสียยิ่งกว่านี่ถือว่าเป็นการเรียนรู้ และเพิ่มประสบการณ์ในการทำอาหารขึ้น อาหารบางอย่างหลายคนก็รู้จักมันเป็นอย่างดี แต่ว่าวิธีการทำของหยางหลิวนั้นสามารถที่จะดึงเอารสชาติและกลิ่นออกมาได้อย่างถึงที่สุด

    ทั้งในร้านและนอกร้านก็ต่างวุ่นวายไม่แพ้กัน โดยเฉพาะหลังจากที่หยางหลิวสั่งให้พนักงานขึ้นป้ายเมนูแนะนำของวันนี้ [ป้าย] เมนูแนะนำของวันนี้- เต้าหู้ผัด- ไก่ผัดซอส- เป็ดน้ำแดง- ขาหมูพะโล้- เนื้อตุ๋นฮ่องเต้

    นอกจากนี้หยางหลิวก็ยังใช้วิธีเดิมคือให้พนักงานเอาอาหารเหล่านี้ที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ เอาไปให้ลูกค้าที่นั่งอยู่ในร้าน และลูกค้าที่ต่อแถวมาซื้อเต้าหู้ผัดลองกิน

    จู่ ๆ ก็มีเสียงพูดดังขึ้น ดังขึ้น และดังขึ้น

    “ อร่อยโคตรรรรร ”

    “ น้องพี่ขอจานนี้ด่วนเลย ”

    “ พี่เอาเมนูแนะนำทุกอย่างเลย ไปเร็ว ๆ พี่หิว ”

    “ นี่มันอะไร !? นี่มันอะไร ”

    “ โห ! น้องพี่เอาอันนี้ ”

    “ นี่มันคือซอสอะไร ? เกิดมาเพิ่งเคยเจอซอสนี้ เฮ้ยน้องพี่ขอซื้อซอสนี้สักขวด ”

    “ กลิ่นที่ว่าหอมแล้ว รสชาติดียิ่งกว่า ”

    “ เฮ้ย ๆ อย่าเบียดมาสิวะ ”

    พวกเขาต่างประทับใจกับรสชาติและกลิ่นของอาหาร หลายคนที่เคยวิจารณ์อาหารในแง่ลบ แต่พอได้ลิ้มลองก็กลายเป็นคลั่งไคล้ในรสชาติของมัน

    แถวที่เคยยาวเกือบครึ่งร้อย บัดนี้ก็กลายเป็นร้อยคนในพริบตา

    ...

    ลุงโจวซือกำลังนอนอยู่ในห้องชั้นสาม เขากำลังอยู่ในห้วงอารมณ์เศร้าซึม ลุงโจวค่อนข้างเสียดายพรสวรรค์ของหยางหลิว แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะบังคับให้หยางหลิวมาเลือกที่จะเป็นเชฟต่อไปได้

    “ เฮ้อ ! ทำไมสวรรค์ถึงชอบเล่นตลกกับชีวิตเรา ” ลุงโจวซือถอนหายใจพลางคิดไปยังอดีตของตนเอง ในวัยหนุ่มเขาพยายามฝึกฝนเรียนรู้การทำอาหารแทบเป็นแทบตาย อาจารย์ท่านที่สั่งสอนเขาก็กล่าวชมเขาอยู่ตลอด ทั้งเรื่องพรสวรรค์และความหมั่นเพียร

    ลุงโจวซือในวัยหนุ่มมีความมั่นใจที่สูงมาก เขาเคยคิดไปว่าตัวเองนั้นเป็นที่หนึ่งในประเทศนี้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายความฝันเขาก็พังทลาย เขาไม่แม้แต่จะได้ที่หนึ่งในสิบของการสอบเป็นปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพี เขาพยายามเข้าสอบอยู่หลายรอบแต่มันก็ไม่เป็นผล จนในที่สุดโจวซือก็ยอมรับกับตัวเอง เขาเลือกที่จะไปเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ แทน ต่อมาก็กลายเป็นภัตตาคารอาหารชื่อดัง จนมาวันหนึ่งเขาไม่สามารถทำอาหารได้อีกต่อไป นี่คือจุดจบของความฝันเขาอย่างแท้จริง

    วันหนึ่งเขาพบกับเชฟลิ่วอู ความฝันของเขาก็ก่อตัวขึ้นมาใหม่ เขาหวังสักวันว่าเชฟลิ่วอู ลูกศิษย์ของเขาจะกลายเป็นเชฟที่มีชื่อเสียง เป็นหนึ่งในสิบของปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพี

    จนมาวันนี้ผู้จัดการหยานไห่ได้บอกเขาว่าเชฟลิ่วอูได้สร้างอาหารที่ยอดเยี่ยมพอ ๆ กับปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพีได้ เขาไม่ลังเลที่กลับมา และพบกับสุดยอดอาหารที่เหนือกว่าฝีมือของเขาฝันที่ก่อตัวขึ้นกำลังจะกลายเป็นจริง แต่แล้วเชฟลิ่วอูก็ไม่ใช่คนที่ทำ ความฝันก็พังทลายลงอีกครั้ง

    ในเวลาต่อมาเขาก็ทราบความจริงที่ว่าหลานแท้ ๆ ของเขาเองเป็นคนทำ นั่นทำให้หัวใจที่เต้นช้า ๆ สูบฉีดเลือดให้ไหลพล่านไปทั่วร่างกาย แม้เขาไม่เคยสอนอะไรหยางหลิว แต่เขาก็คิดที่จะส่งเสริมหยางหลิวอย่างที่สุด

    และอีกครั้ง ความเป็นจริงได้ฉีกกระชากความฝันของตาแก่คนนี้ไป จิตใจของเขาจมจ่อมไปในความเสียใจ เสียดายอย่างที่สุด

    ในเวลานี้เอง ลุงโจวสือก็เริ่มที่จะได้ยินเสียงรบกวนจากด้านล่าง ซึ่งความดังของมันก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งก็ได้ยินเสียงจาน ชามแตก

    ในที่สุดเขาก็เริ่มทนไม่ไหว ลุงโจวซือจึงเดินลงมาที่ด้านล่าง

    ฉับพลันที่เขาเดินลงมา เขามองเห็นผู้คนที่เนืองแน่นจนเต็มร้าน ปากที่ปิดสนิทก็ถูกเปิดอ้าออกมา ดวงตาก็เบิกกว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เหตุการณ์ครั้งนี้เขาเพิ่งจะเคยพบเคยเห็นเป็นครั้งแรก

    ร้านของเขาในช่วงที่มีชื่อเสียงอย่างมากก็มีลูกค้านั่งเต็มโต๊ะเท่านั้น แต่ไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อน ลูกค้าต่อแถวยาวเหยียดไปจนสุดขอบถนนฝั่งตรงข้าม พนักงานวิ่งวุ่นกันให้ทั่ว ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่มีมือเท้าว่าง

    ในตอนนี้เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นฝีมือหลานชายของเขา หยางหลิวเป็นคนที่เหนือความคาดหมายเป็นอย่างที่สุด !