ผู้กล้าหญิงสุดแกร่งกับการเริ่มต้นใหม่ในโลกใบใหม่

    บทที่ 20 ภาพสะท้อนของจิตใจและเส้นทางสู่หอสมุดต้องห้าม

                    ภาพแห่งความทรงจำมากมายไหลเวียนภายใต้ห้วงความทรงจำของโคลตันไปมาและมีร่างลวงตาของอิซาเบลล่าคอยนั่งซบไหล่อยู่ด้านข้าง 
                    “ข้าคิดว่าข้าเตรียมใจที่จะฟังมาดีแล้วแต่ก็.....” 
                    นี่มันไม่ต่างกับตอนที่ตระกูลของเขาโดนกวาดล้างไปโดยคนพวกนั้นต่อหน้าต่อตาไม่สิมันยิ่งกว่าเพราะนี่แทบจะไม่รู้เบาะแสและมูลเหตุที่แท้จริงที่อิซาเบลล่าไปในที่ที่แบบนั้นและจบชีวิตลง บางทีเขาอาจไม่มีวันรู้หากเขาไม่ตามหามันและล้างแค้นต่อไป นี่หรือว่าเขาต้องล้างแค้นไปทั้งชีวิตเลยหรือ? 
                    “ทำไมเจ้าเอาแต่คิดล้างแค้นคนอื่นแบบนี้กัน ใครเขาให้ไปคิดจะสังหารคนอื่นตลอดเวลากัน บางเวลาเจ้าควรผ่อนคลายเสียบ้าง ถ้าเจ้านั่นคนที่เจ้าแค้นมันอยู่ตรงหน้าก็ค่อยระเบิดมันออกมาสังหารมันไปเลยไม่ดีกว่าหรือ เวลานี้ควรผ่อนคลายและมุ่งทำให้จิตใจของเจ้าไม่ลงไปกับการล้างแค้นมากเกินไป” 
                    ภาพลวงตาอิซาเบลล่ากล่าว 
                    “ข้าคงระงับอาการแบบนั้นไว้ไม่ได้อีก ในเมื่อโลกใบนี้มันต้องการกำจัดข้าและทำให้ข้าไร้ซึ่งความสุขทำไมข้าจะปล่อยพวกมันเอาไว้และยิ่งด้วยเจ้าที่จากไปแล้ว ใยข้าต้องหยุดโทสะพวกนี้ไว้กลางทางด้วย” 
                    โคลตันกล่าวพร้อมกับปล่อยแรงกดดันทางจิตใจที่รุนแรงออกมา ทำให้ภาพลวงตาของอิซาเบลล่าเกือบสูญสลายไปแต่ก็ยังคงสภาพไว้ได้ ราวกับว่านี่คือภาพสะท้อนของจิตใจข้างในของเขา 
                    “เจ้านี่นะ เป็นแบบนี้ทุกครั้งเลยถ้าเป็นแบบนี้อาจพลาดได้สักวัน ความมุทะลุของเจ้าในเวลาที่ความแค้นบังตามันรุนแรงมากรู้หรือไม่ เจ้าควรไตร่ตรองให้ดีเสียก่อนจะทำอะไรและควรใจเย็นมากกว่านี้ หากเจ้าทำได้การแก้แค้นของเจ้า มันจะทำให้เจ้าใช้ความพยายามแค่ครึ่งเดียวแล้วสำเร็จไม่ใช่หรือ” 
                    ภาพลวงตาอิซาเบลล่ากล่าว 
                    “เบลล่านี่เจ้า.....เฮ้อ เอาเถอะข้าจะลองคิดดู ในเวลาแบบนี้ไม่ควรปล่อยให้จิตใจหม่นหมองและความโกรธกริ้วรุนแรงครอบงำไปมากเกินไป” 
                    “อืม แบบนี้สิถึงจะเป็นโคลตันของข้า” 
                    “ภาพของเจ้าช่างเลือนรางถึงแม้จะรู้สึกว่ามันเป็นแค่ภาพลวงตาที่สร้างจากจิตใจ ต่อให้เป็นเช่นนั้นการพูดคุยกับเจ้าในแต่ละครั้งมันไม่ได้เสียเปล่าเลย” 
                    “อย่าเศร้าไปเลย ข้าอยากจะพูดคำนี้ออกมาแต่ไม่หรอกนั่นไม่ใช่คำปลอบใจที่เจ้าอยากได้ยิน ไว้เจอกันใหม่อีกครั้งเมื่อถึงเวลา”         
                    ภาพลวงตาอิซาเบลล่ากล่าวจากนั้นภาพลวงตาของนางก็สลายหายไป 
                    “นี่.....เป็นไปได้อย่างไรทำไมข้าถึงรู้สึกว่านางยังไม่ตายกัน.....” 
                    โคลตันเองก็ไม่รู้เพราะเหตุใดภาพลวงตาที่ส่องความรู้สึกมันถึงได้สมจริงขนาดนี้ ความจริงที่เขารู้สึกเป็นเช่นนั้นมันมาจากจิตใต้สำนึกอันแรงกล้าผลักดันให้เป็นเช่นนั้น ครั้งนั้นเมื่อตอนที่พวกเขาอยู่ด้วยกันเป็นครั้งนั้นที่พวกเขาทำสัญญาใจและตราวิญญาณผูกมัดกันไว้ชั่วนิรันดร์เป็นเพราะเหตุนั้นหรือไม่จึงทำให้เขารู้สึกว่านางยังไม่ตายแต่อยู่สถานที่ไหนสักแห่ง? 
                    “เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าหลานสาวโดยสายเลือดเจ้าบอกมาแบบนั้น เจ้าก็อาจจากไปแล้วจริง” 
                    เหตุใดเขาถึงไม่คิดว่านางยังมีชีวิตอยู่โดยยึดตราวิญญาณที่มีให้กันเพราะเขาไม่อยากคิดไปถึงมันหากยังคงมีความคิดที่ว่าอิซาเบลล่ายังอยู่มันจะทำให้เขาที่รู้หลังจากนั้นว่าถ้านางจากไปจริงๆสติเขาคงแตกสลายกลายเป็นเจ้าบ้าที่คิดแต่การล้างแค้นอย่างแน่นอน 
                    “เอาตามที่เจ้าว่า ไว้เจอกันใหม่อีกครั้ง.....มันก็ถึงเวลาแล้วที่จะเปิดฉากการล้างแค้นอีกครั้ง อย่าโทษข้าเลยว่าข้าใช้ประโยชน์จากหลานสาวของเจ้าแต่ก็ไม่ถึงกับนางเสียประโยชน์ไปสักทีเดียวกลับกันนางจะรับมากกว่าที่นางคิดไว้” 
                    เมื่อโคลตันตัดสินใจได้เช่นนั้นเขาก็ยืนขึ้นแล้วกลับเข้าไปภายในหอสมุดต้องห้ามเช่นเดิมมุ่งหน้าไปยังเรือนที่พักประจำของเขาตามปกติอีกครั้งด้วยสีหน้าที่เย็นชาเป็นปกติของเขา 
                    ...…… 
                   เกรย์สันรวมไปถึงอเล็กซานดร้าและเอเลน่ามารวมกันในเรือนที่พักแห่งหนึ่ง พร้อมกับปาร์ตี้น้ำชากันอย่างใจเย็นในเวลานี้คงมีเพียงแค่เกรย์สันที่กำลังใจร้อนเพราะเขาเป็นห่วงความรู้สึกของโคลตัน เมื่อเทียบกับอเล็กซานดร้าและเอเลน่าแล้วนั้นพวกนางดูเหมือนกับอยู่บ้านของตนเองอย่างไรก็อย่างนั้นสบายใจจนเกรย์สันรู้สึกอึดอัดแทน 
                    “เฮ้อ.....สงสัยว่าพวกเจ้าคงต้องรอนานมากกว่านี้แล้วล่ะ บางที…..”      
                     “ไม่ต้อง ข้ามาแล้ว” 
                    “หืม!” 
                    “เกรย์สันเจ้าแปลกใจมากหรืออย่างไรที่เห็นข้ามาที่นี่” 
                    “อืม ประหลาดใจมากเลยล่ะ ปกติแล้วเจ้าไม่เป็นเช่นนี้” 
                    “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็นไร หลังจากนี้ที่นี่ข้าคงไม่ได้ยืนอยู่อีกแล้ว เพราะข้าจะไปกับพวกนางและทำพันธสัญญากับนาง” 
                    “กับข้าด้วยรึ” 
                    อเล็กซานดร้าแสดงสีหน้าประหลาดใจเพราะโคลตันมองมาที่นาง 
                    “เป็นเจ้านี่แหละดีแล้ว เจ้าที่เป็นหลานสาวโดยสายเลือดของแม่นางน้อยสมควรแล้วที่จะเป็นคู่พันธสัญญา ข้าเองก็ไม่ได้เลือกเพราะเจ้าเป็นหลานสาวของนางเพียงอย่างเดียวแต่เจ้ามีคุณสมบัติมากพอแล้ว” 
                    “เอาอย่างนี้เป็นอย่างไรให้ข้าอธิบายเองขืนให้เจ้าโคลตันอธิบายไปก็เท่านั้นวกไปวนมาแน่นอน คืออย่างนี้ เผ่าวิญญาณเวทย์ของพวกเราแน่นอนว่าต้องเลือกคู่พันธสัญญา แต่ระดับของคู่พันธสัญญาต้องเท่ากันหรือคนที่พวกเราทำสัญญาด้วยสูงกว่าข้าอธิบายแบบนี้เจ้าที่เป็นคนฉลาดคงเข้าใจสินะแม่หนู” 
                    “แสดงว่าเผ่าของพวกท่านไม่ได้ดูเพียงแค่พรสวรรค์แต่ดูทุกอย่างเลยสิ ข้าไม่ได้ว่าข้าแข็งแกร่งหรือวิเศษมาจากที่ไหนหรอกดูเหมือนพวกท่านเองก็ไม่ได้ตัดสินจากดาบสองเล่มของข้าด้วย แต่ว่าเป็นพวกข้าดีแล้วหรือ” 
                    “ดีแล้ว” 
                    โคลตันและเกรย์สันตอบกลับพร้อมกัน 
                    อเล็กซานดร้าหันไปมองเอเลน่าพวกนางสบตากันนานมากราวกับว่าสามารถบอกกล่าวทุกอย่างผ่านการแค่สบสายตากันจากนั้นพวกนางก็พยักหน้าให้กัน 
                    “ได้ พวกข้าจะยอมรับพันธสัญญาแต่ตอนนี้ยังไม่ได้ เพราะพวกเรายังไม่ได้ร่ำเรียนเวทมนตร์ ท่านต้องโทษตัวท่านแล้วที่ปล่อยให้พวกข้าไม่ได้เข้าไปข้างในหอสมุดต้องห้าม” 
                    อเล็กซานดร้ากล่าวพร้อมกับมองไปยังโคลตัน การที่นางไม่รับร่ำเรียนเวทมนตร์หรือเข้าไปศึกษาหนังสือตำราในหอสมุดต้องห้ามแห่งนี้เป็นเพราะนางให้เกียรติโคลตันเพื่อให้โคลตันทำการชี้นำอย่างถูกต้องเป็นสัดส่วน แน่นอนที่เป็นแบบนั้นเพราะโคลตันคือผู้ดูแลหอสมุดต้องห้ามส่วนเกรย์สันคือผู้เปิดประตูของหอสมุดต้องห้ามและผู้คุมกันสถานที่แห่งนี้ในเวลาเดียวกันนี่คือคนละหน้าที่กันอย่างชัดเจน 
                    “ฮ่า ฮ่า ได้สิข้าจะนำทางให้เจ้าตามข้ามาได้เลย ข้าจะแนะนำเวทมนตร์ฉบับเริ่มต้นของสุดยอดผู้มีพรสวรรค์ควรเริ่มเรียนเอง” 
                    และอีกเหตุผลที่อเล็กซานดร้ายังไม่ร่ำเรียนเวทมนตร์และรอการมาของโคลตันนั่นก็เพราะนางอยากรู้ว่าภายในหอสมุดต้องห้ามแห่งนี้ที่ว่ากันว่าลึกลับและเก็บซ่อนหนังสือตำราแปลกๆบางเล่มอาจพลิกฟ้าสะเทือนปฐพีได้เลย 
                    โคลตันเดินนำพร้อมกับมีเกรย์สันเดินตามหลังจากนั้นก็เป็นอเล็กซานดร้าและเอเลน่าที่ตามกันไปติดๆ 
                    ภาพของสวนที่เคยงดงามและน่าดึงดูราวกับในโลกเทพนิยายเปลี่ยนไปมันปกคลุมไปด้วยความมืดมิดทันทีที่ก้าวเข้าสู่ทางเข้าของหอสมุดต้องห้ามของจริง 
                    กระทั่งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้โคลตันก็พาเดินเข้ามาในอาณาเขตหมอกที่แทบจะมองไม่เห็นกันหากคาดไปแค่ไม่กี่เมตร 
                    “อย่าออกห่างจากกัน ข้าต้องพาพวกเจ้าไปในฐานะแขกไม่ใช่ในฐานะเจ้าของเพราะฉะนั้นหากยังไม่ใช่เจ้าของของที่นี่ห้ามทำผิดกฏของมันเด็ดขาดมิเช่นนั้นพวกเจ้าอาจถูกโยนออกไปข้างนอกที่เวลาคาดกับความเป็นจริงไปไกลมากก็ได้” 
                    แม้ไม่มีโคลตันบอกมือของอเล็กซานดร้าและเอเลน่าก็แทบจะหลอมรวมเป็นอันเดียวกันไปแล้ว พวกนางที่รับรู้ถึงอันตรายรอบด้านมือของทั้งสองก็จับกันทันทีโดยธรรมชาติ 
                    กระทั่งโคลตันและเกรย์สันเห็นยังประหลาดใจ ใครกันจะเชื่อใจอีกฝ่ายได้ขนาดไม่คิดอะไรขนาดนั้น แค่ท่าทีโดยธรรมชาติยังเข้ากันได้ยิ่งกว่าฝาแฝดกันเสียอีกนี่มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น 
                    “นำทางของท่านไปเถอะไม่ต้องสนใจข้า ไม่ต้องห่วงข้ามีวิธีของข้าก็แล้วกันในการตามรอยท่านไป” 
                    คิดว่าอเล็กซานดร้าเป็นใครกัน! นางคือผู้กล้าหญิงคนนั้นนะ คนที่เคยพิชิตแม้แต่จอมมารผู้โหดเหี้ยม ถ้าแค่หอสมุดง่อยๆนี่ยังทำให้นางพลาดได้ นางก็คงไม่สมควรได้รับการขนานนามว่า “ผู้กล้าหญิง” แล้ว  
                    “ได้ เช่นนั้นข้าจะไปเร็วเสียหน่อย” 
                    ปัง 
                    โคลตันใช้เท้าที่เคยเหยียบลงพื้นดินกระโดดขึ้นกลางอากาศเหยียบความว่างเปล่าพุ่งตัวไปด้านหน้าและมีเกรย์สันที่เคลื่อนที่ไปด้วยอย่างธรรมชาติ นี่อาจเป็นเรื่องอัศจรรย์สำหรับเอเลน่าแต่สำหรับอเล็กซานดร้าการทำแบบนี้ไม่ต่างจากเดินบนพื้นดินปกติไม่ได้ทำให้นางสลักสนใจอะไรเพราะมันยังมีการเคลื่อนที่ที่สุดยอดมากกว่านี้อีก 
                    “เจ้าไม่ต้องไปทึ้งเพราะเห็นสิ่งที่พวกเขาทำไปหรอก การเคลื่อนที่แบบนั้นมันไม่ต่างไปจากเด็กที่กำลังหัดเดินสำหรับข้า ข้ามีทักษะที่สุดยอดกว่านี้มากพร้อมจะมอบให้เจ้าหลังจากนี้” 
                    ดวงตาของเอเลน่าเป็นประกายนางรักในเวทมนตร์มากกว่าใครๆในโลกใบนี้ ถ้าหากเป็นเวลาปกตินางคงจะจดบันทึกเวทมนตร์มากมายลงในหนังสือตำราพิเศษของนางไปแล้วแต่เหตุการณ์มากมายที่ผ่านมามันมีแต่เหตุการณ์เป็นตายทั้งนั้น 
                    “ข้าเชื่อเจ้า” 
                    จังหวะการพุ่งตัวของโคลตันและเกรย์สันรวดเร็วมากจนออกห่างไปจากอเล็กซานดร้าและเอเลน่าไปไกลกระทั่งไม่สามารถรับรู้ถึงตำแหน่งได้อีก 
                    “พวกนางจะตามไม่ทันเอาได้นะ เจ้าเร็วไปแล้ว ถ้าจะทดสอบก็ทดสอบเวลาอื่นก็ได้ มาทดสอบในเวลาคอขาดบาดตายอีกแล้วเจ้านี่คิดเรื่องปกติสามัญทั่วไปไม่เป็นหรืออย่างไรโคลตัน” 
                    “ข้าว่าข้าลดความเร็วลงสักหน่อยก็ได้......” 
                    “ท่านไม่ต้องทำหรอกปลายทางคงอีกไม่ไกลไปรอพวกข้าที่นั่นเถอะ ถ้าพวกข้ายังไปไม่ถึงก็ให้ถือว่าพวกข้าไม่มีคุณสมบัติที่จะครอบครองมัน ท่านก็ถือว่าพวกข้าเป็นคนอ่อนแอไปเลยก็ได้ เพราะเผ่าปีศาจของข้ายึดมั่นในความแข็งแกร่งใครแข็งแกร่งกว่าคนนั้นมีสิทธิ์พูด!” 
                    เสียงของอเล็กซานดร้าดังลอยมาจากหมอกอันหนาทึบทำให้โคลตันและเกรย์สันต่างประหลาดใจมากในที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ปกติทั่วไปที่นี่คือเส้นทางที่เป็นช่องว่างที่สามารถหลุดลอยออกไปยังกาลเวลาที่แปรปรวนได้และพวกนางก็จะถูกส่งไปยังสถานที่เดิมของพวกนางแต่เป็นเวลาที่คาดกับปัจจุบันไปอาจหลายหมื่นปีหากโชคดี หากโชคร้ายอาจหลายแสนปีหลายล้านปีก็เป็นได้ 
                    “ทำตามที่นางว่ามาเถอะ จริงอย่างที่นางว่าปีศาจอย่างพวกนางยึดมั่นในความแข็งแกร่งหากอ่อนแอก็ไม่ควรเป็นผู้นำใคร นางเองก็เป็นคนที่มาจากสายเลือดของแม่นางน้อยที่เป็นถึงผู้นำของเหล่าปีศาจ” 
                    โคลตันกล่าวพร้อมพยักหน้าให้กับเกรย์สัน พวกเขามุ่งหน้าไปต่อกันในทันทีและใช้การเคลื่อนที่ใหม่ที่ให้ความเร็วเต็มที่ 
                    ทางด้านของอเล็กซานดร้าและเอเลน่าพวกนางก็เดินกันมาได้ครึ่งทางแล้วและที่ประหลาดไปมากกว่านั้นพื้นที่โดยรอบเปลี่ยนไปเรื่อยๆทุกๆหนึ่งนาทีพวกมันจะไม่ซ้ำจำเจแม้แต่น้อยภายใต้หมอกอันหนาทึบราวกับพวกนางเข้ามาติดในวังวนของอะไรบางอย่าง 
                    “คิดจะเล่นกับข้าที่ถึงคราวปลุกพลังเก่าก่อนมาใช้ได้แล้ว สงสัยว่าข้าคงปล่อยพวกเจ้าไว้มากเกินไป” 
                    ปัง ฟึบ 
                    ดาบเล่มสีทองปรากฏออกมายังมือของอเล็กซานดร้านางใช้การกวัดแกว่งปกติทั่วไปก็สามารถทำลายวังวนประหลาดลงไปได้ในพริบตาหมอกอันหนาทึบหายไปเป็นภาพเดียวคือตัวประหลาดที่ใหญ่โตมากจ้องมองมายังพวกนาง หากเทียบขนาดแล้วล่ะก็นางยังเทียบได้กับแค่มดเมื่อเทียบกับดวงตาของตัวประหลาดที่ว่าแสดงให้เห็นว่าร่างกายที่เหลือของมันคงใหญ่โตจนไม่อาจจินตนาการได้ 
                    “ผู้มีคุณสมบัติเช่นนั้นรึ…..นานมากแล้วที่ไม่มีใครมาท้าทายข้าแบบนี้ คงไม่กลัวว่าจะตกไปยังสถานที่ก่อนมาอย่างคาดเคลื่อนสินะ ดีข้าขอทดสอบพวกเจ้าเสียหน่อย” 
                    “.....” 
                    ทันใดนั้นเองเสียงคำรามอันน่าเกรงขามก็สะท้อนเสียงไปมาในสถานที่แห่งนี้  
                    “เจ้าอยากเป็นศัตรูกับข้าหรืออย่างไร กล้ามากนะมาคำรามออกมาที่นี่ ข้ายังพอว่ายังจะมาทำร้ายคนของข้าทางอ้อมอีก” 
              ดวงตาของอเล็กซานดร้าเผยความเหี้ยมโหดในดวงตาของนาง แน่นอนว่าอเล็กซานดร้าทนได้แต่ไม่ใช่กับเอเลน่าที่ตอนนี้กระอักเลือดออกมาไม่หยุด 
                    “หืม!.....” 
                    ตัวประหลาดแทบจะอ้าปากค้าง นี่มันขัดหลักความเข้าใจของมันไปไกลมากแล้ว แทนที่เด็กปีศาจสองตัวนี่จะเกรงกลัวมันกลับกันไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วแต่อย่างใด 
                    “เสียเวลาจริงๆ เป็นแค่ภาพลวงตาแท้ๆหายไปเถอะนี่ก็ได้เวลาแล้ว” 
                    อเล็กซานดร้ากล่าวออกมาอย่างไม่แยแส 
                    “จะ...เจ้ารู้ได้อย่างไร” 
                    “หึ เรื่องนั้นคงต้องไปพบเจ้าตัวจริงที่อยู่ด้านในก่อนแล้วข้าจะบอกเจ้าก็แล้วกัน เอเลน่าใช้มันเลย” 
                    ตูม 
                    ทันใดนั้นเองภาพร่างดาบเล่มใหญ่ที่มีขนาดไม่รู้ว่าใหญ่ขนาดไหนบางทีอาจเทียบเท่าร่างกายของตัวประหลาดนี่ฟาดฟันลงผ่าร่างของมันขาดออกจากกันเป็นสองส่วนไปอย่างโหดเหี้ยม ทันทีที่มันถูกทำลายหมอกหนาทึบก็มลายหายไปกลายเป็นว่าพวกนางห่างจากโคลตันและเกรย์สันเพียงแค่หนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น 
                    “อืม ดูท่าพวกเราจะประเมินพวกนางต่ำไปจริงๆ” 
                   โคลตันกล่าว 
                    “ใช่ ข้าก็ว่าเช่นนั้น” 
                    เกรย์สันกล่าวพร้อมพยักหน้า 
                    ………..