“ ข้าฟ่านเสียน เทพบุตรพัดทอง ท่องเที่ยวไปทั่วยุทธจักร ไม่เคยทำร้ายคนไร้นาม บอกชื่อท่านมา” จอมยุทธ์หนุ่มฉายาเทพบุตรพัดทอง ก้าวเดินมา แล้วชี้พัดทองคำออกมา ที่หลวงจีนหน้าแดง
“ลู่คง ฉายา ตุลาการหน้าแดง”
พอทุกคนได้ยินชื่อนี้ ต่างตกใจกันเป็นแถว เพราะว่า ตุลาการหน้าแดง นี้มีหน้าที่ปราบปีศาจ มารร้าย เป็นพระเถระมีชื่อเสียงของ วัดฝอซาน แต่ไม่เคยมีใครเห็นหน้าตาของเขามาก่อน เทพบุตรพัดทอง ทำหน้ากระอักกระอ่วนใจไม่น้อย แต่ไหนๆ ก็เป็นตัวแทนชาวบ้าน เห็นความโหดร้าย ที่ตุลาการหน้าแดง ทำกับเด็กน้อยไร้เดียงสาเช่นนี้ ก็เลยพูดอีกว่า
“ อย่ามาโกหก ไต้ซือลู่คง เป็นผู้ทรงศีล ไม่ทำเรื่องโหดร้ายกับเด็กน้อยไร้เดียงสาเช่นนี้หรอก เด็กตัวแค่นี้จะไปทำผิดอะไร ปล่อยพวกเขาไปซะ?”
“ เจ้าโง่ อย่ามากวนใจข้า ไสหัวไปซะ” ไต้ซือลู่คง กินน่องไก่ไปอีกชิ้น แล้ว ดื่มเหล้าต่อ เทพบุตรพัดทอง ไม่พอใจ จึงใช้พัดปล่อยเข็มออกมา ทำลายไหเหล้าจนแตก เหล้ากระจายพุ่งเข้าสู่ใบหน้าเด็กทั้งสองคน ทำให้หน้าผากของเด็กทั้งสอง ที่มีการเขียนตัวอักษรบางอย่างเขียนเอาไว้ก็เริ่มละลายหายไป ซึ่งไต้ซือลู่คงเห็นว่าเหล้าถูกทำลายไป ก็สร้างความไม่พอใจยิ่งนัก จึงคว้าคทา จู่โจมกลับไป
ฟ่านเสียน หลบฉากออกไป แต่ถูก จีวรสะบัดใส่ ร่างกระเด็นตกจากชั้นสองกลิ้งลงไป คลุกฝุ่นอยู่ชั้นล่าง พอไต้ซือลู่คงหันมา พบเด็กทั้งสองคน ที่บัดนี้ ตัวหนังสือที่สะกดเด็กทั้งสองเอาไว้หายไปหมดแล้ว เด็กทั้งสองก็ยิ่มอย่างเหี้ยมเกรียมออกมา สร้างความตื่นตะลึงให้กับ ไต้ซือลู่คงยิ่งนัก แต่ว่าทันใดนั้นเอง ฟ่านเสียนก็กลับขึ้นมาใหม่ มายืนขวางหน้าเด็กทั้งสองเอาไว้ แล้วชี้พัดไปที่หน้า ไต้ซือลู่คงแล้วพูดว่า
“ หนูน้อยทั้งสองไม่ต้องกลัว ตราบใดที่ข้า ฟ่านเสียน เทพบุตรพัดทองยังอยู่ ไม่มีใครทำอะไรพวกเจ้าได้”
“ เหอ เหอ เหอ พูดจริงหรือเปล่า” เสียงเด็กทั้งสองพูดออกมาพร้อมกัน ฟ่านเสียน หันไปมอง ก็พบว่า เด็กทั้งสองบัดนี้ หน้าแต่เปลี่ยนไป พวกมันมีหัวโตกว่าโอ่งมังกรเสียอีก โซ่ที่รัดพวกมันเอาไว้ ถูกกระชากขาดวิ่นไม่มีเหลือ เด็กคนแรกมีร่างกายเปลี่ยนเป็นสีดำ อีกคนมีร่างกายเปลี่ยนเป็นสีขาว ทั้งสอง ส่งยิ้มเทพบุตร พัดทอง แล้วก็อ้าปากงับพร้อมกัน ร่างของ เทพบุตรสีทอง ถูกกัดกระชากออกเป็นสองส่วน แล้วถูกกลืนเข้าไปในท้อง ของเด็กผีหัวโตทั้งสองคน
ไต้ซือลู่คงเริ่ม ท่องมนตร์ แปลกๆ ออกมา มีอักขระโบราณออกจากปาก เสียงเด็กทั้งสองหัวเราะร่วนไปหมด แขกบนชั้นสองตอนนี้ ต่างลุกฮือหนีกันเอาตัวรอด ต่างก่นด่าตนเอง ไม่น่าเชื่อคำพูดของ เจ้าหนุ่มพัดทองนั่นเลย ทำให้เด็กปีศาจหัวโตทั้งสอง แผลงฤทธิ์ออกมาจนได้
“ ฮ่า ฮ่า วันนี้มีเจ้าเพียงคนเดียว คิดหรือว่า จะหยุดข้าได้”
ไต้ซือลู่คง ไม่ตอบ แต่ท่องบทสวดมนตร์จนจบ แล้วปล่อยลูกประคำออกไป ถูกเด็กทั้งสอง ซึ่งได้แต่อ้าปากกลืนกิน ลูกประคำไปจนหมด ถึงแม้จะมีเสียงระเบิดออกมา พร้อมกับหน้าตาที่เหมือนโดนไฟไหม้ แต่เด็กผีหัวโต ก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิมๆ ได้
“ ฮ่า ฮ่า อร่อยจริง ระเบิดลูกประคำ มีอะไรอีกไหม หลวงจีนหน้าปลวก”
“ ฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ดินเพิ่มพลานุภาพ คทาสยบมารสิบทิศ จงแสดงอิทธิฤทธิ์ ทำลายล้างมารชั่วเดี๋ยวนี้”
ไต้ซือลู่คงปล่อยคทา เก้าห่วงออกไปกลายเป็น โซ่สายฟ้า เข้าไปรัดร่างของ ปีศาจเด็กหัวโตทั้งสอง ซึ่งไม่ได้กลัวเลย ถึงกับจับโซ่สายฟ้า ขึงไปคนละทาง แล้วฟาดใส่ไต้ซือลู่คง จนกระเด็นออกนอกร้านไป โต๊ะ เก้าอี้พังระเนระนาดไป
เสี่ยวหงกลัวจนต้องเข้ามาหลบหลังของเฟยหลง ซึ่งมองการต่อสู้ของทั้งสองอย่างใจเย็น ซึ่งบัดนี้ ร้านอาหารชั้นสองกลับมีแค่ เด็กผีหัวโตทั้งสอง อยู่กับ เฟยหลงและเสี่ยวหงเท่านั้น
“ เจ้าหนุ่ม เจ้าไม่กลัวพวกเราเลยรึ?” เด็กหัวโตมองหน้าเฟยหลงอย่างสงสัย
“ คนที่ต้องกลัวคือเจ้า ไม่ใช่ข้า” เฟยหลงพูดช้าๆ แต่เจ้าเด็กผีทั้งสองโกรธยิ่งนัก
ผีหัวโตตัวดำ อ้าปากพุ่งลิ้นสีดำยาว พุ่งเข้าใส่เฟยหลงอย่างรวดเร็ว เฟยหลงเตะเก้าอี้เข้าใส่ไปหลายตัว แต่เก้าอี้ล้วนถูกทำลาย แตกหักไปจนหมด จนลิ้นมันพุ่งเข้าใกล้ร่างของเฟยหลง ฉึก ! กระบี่ของเฟยหลงแทงเข้าที่ลิ้นของมันจนยึดตินแน่นไปบนพื้น มันร้องคำรามเสียงดังลั่น อ๊ากกกก !! แต่ว่าดิ้นยังไงก็ไม่หลุด
ปีศาจเด็กหัวโตสีขาวเห็นดังนั้น ก็แลบลิ้นใส่ออกมาเพื่อช่วยเหลือ แต่ว่าเฟยหลงไม่หลบ แต่ยกฝ่ามืออัคคีปล่อยออกไปต้านรับ ลิ้นที่ปล่อยออกมา ถูกไฟไหม้เกรียม มันรีบ หดลิ้นออกมาอย่างรวดเร็ว ส่วนอีกตัวนั้น ถูกเฟยหลงปล่อยพลังสายฟ้าผ่านที่ตัวกระบี่ ทำให้ปีศาจเด็กหัวโตสีดำ ถึงกับ ร้องจ๊าก อีกรอบ ร่างของมันไหม้เกรียม กลายเป็นตัวดำ เฟยหลงตัดลิ้น ทันที ฉับ ! ลิ้นมันขาดออกไป ผีเด็กหัวโตสองตัวจับมือกัน กำลังพุ่งร่างปานสายฟ้าแลบ เพื่อจะหลบหนี แต่ช้าไปแล้ว เฟยหลงวาร์ปออกไป ขวางด้านหน้า แล้วใช้ฝ่ามือเปลวไฟสีน้ำเงิน กระแทกเข้าหัวของมันทั้งสอง ตูม !! ร่างของปีศาจเด็กหัวโตกลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที แถบสีขาวขึ้นมาเป็นขีดที่สี่ เฟยหลงผ่านด่านที่สี่ได้แล้ว
ส่วนไต้ซือลู่คงเห็นเหตุการณ์ตลอด เข้ามาตบไหล่ขอบใจ เฟยหลงที่ช่วยเอาไว้ทันท่วงที
“ ขอบใจมากนะพ่อหนุ่ม เจ้าเป็นศิษย์สำนักไหนกัน เจ้าสองตัวนี้ ข้า กับสามราชัน คือ ราชันอุดร ราชันทักษิน และ ราชันบูรพา ต้องช่วยกันสะกดมันเอาไว้ แต่นี่เจ้าตัวคนเดียวกับจัดการกับมันได้แล้ว”
“ ผู้น้อยอยู่สำนักยุทธ์ อีสต์ฟอเรสต์ แค่ผ่านมาเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย”
“ ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อ คงมาจากนอกด่านใช่ไหม”
เฟยหลงได้แต่พยักหน้า ไม่อธิบายความจริงว่า มาจากนอกโลกต่างหาก
“ ข้าคิดว่า จะส่งมันไปกักขัง ที่วัดฝอซาน แดนธรรมะ แต่เมื่อมันหลุดออกมาแบบนี้ แล้วถูกกำจัดไป ก็ถือว่าเป็นบุญของ ชาวโลกเราก็แล้วกัน”
เฟยหลงได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไรออกไป
“ แล้วนี้เจ้าจะไปไหนกัน”
“ ข้ากำลังจะไปตลาดการค้าในเมือง หาซื้อของจำเป็นบางอย่าง”
“ อืม ไม่เป็นไร หากว่าเจ้าอยู่ในเมืองนี้ เจ้าก็ไปแวะไปวัดฝอซานได้ ข้าจำวัดอยู่ที่นั่น” ไต้ซือลู่คงเอ่ยจบ ก็อำลากลับวัดไป
เฟยหลงก็พาเสี่ยวหงไปเดินตลาดการค้าในเมือง ที่อยู่ไม่ไกลจากที่ร้านอาหารนัก
“ คนเรานี่ รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ นะ พี่เฟยหลง”
“ ใช่ ใจคนนั้นยากแท้หยั่งถึงจริงๆ”
“ น่าสงสาร พี่เทพบุตรพัดทองนะ หวังดีแท้ๆ กลับถูกปีศาจฆ่าตายเสียนี่”
“ สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม”
“ พี่เฟยหลง ท่านเคยบวชเป็นหลวงจีนด้วยหรือ พูดจาเหมือนพระเลย”
“ เปล่า ข้าแค่จำพระท่านมาพูด”
ทั้งสองคนเดินออกไปเรื่อยๆ แต่สักพัก เฟยหลงกับเดินไปข้างหน้าต่อไม่ได้ เลยลองเดินไปทางซ้าย ก็เดินไปไม่ได้ เลยลองเดินไปทางขวา กลับสามารถเดินต่อไปได้
“ พี่เฟยหลง เป็นอะไร ทำไมเราไม่เดินตรงไปล่ะ แถวนั้นคนเยอะ น่าจะมีของขายเยอะนะ”
“ ไปทางนี้ ดีแล้ว” เฟยหลงพูดไปก็สังเกตการณ์ รอบไปเรื่อย รอว่า จะมีข้อความปรากฏอีกเมื่อไร พอเดินไปได้สักพัก ก็เจอร้าน ศาสตราวุธ ก็เข้าไปถามเรื่องปีกบินว่า มีขายหรือไม่
“ นั่นเรียกว่าอาวุธวิญญาณ คนธรรมดาสามัญไม่มีใครมีหรอก”
“ อาวุธวิญญาณคืออะไร?”
“ ก็เป็นอาวุธที่สร้างมาจากพลังวิญญาณ โดยปรมาจารย์ศาตราวุธ ซึ่งพวกเข้าต้องมีพลังระดับเทพเซียน ถึงสามารถสร้างได้”
“ แล้วปรมาจารย์ศาสตราวุธนั้น พวกเขาอยู่ที่ไหนกัน”
“ เป็นแค่เรื่องเล่าเท่านั้น หาใครพบตัวท่านยาก มีแต่พวกยอดยุทธ์ระดับสูงเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสได้พบ”
“ พี่เฟยหลง ข้าไม่กลับไปก็ได้ ข้าขออยู่กับท่านเช่นนี้ได้ไหม?”
“ ได้ซิ ถ้าเจ้าอยากอยู่ แต่ว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านเมืองของเจ้า ข้าจะพยายามสร้างปีกให้เจ้าให้ได้ อย่ากังวลเลย”
“ ข้าไม่ได้กังวล พวกเราไปเดินเที่ยวกันต่อเถอะ”
“ ถึงแม้ว่าข้าไม่รู้จักคนระดับเซียน แต่ช่วงนี้ ข้าได้ข่าวว่า เซียนเหล่านี้กำลังต้องการรับศิษย์ อยู่หลายคน หากท่านสนใจ ก็ไปทดสอบที่วังเซียนบุปผา ไม่แน่ท่านอาจจะได้ไปเป็นศิษย์เซียนก็เป็นได้ แต่ว่า บัตรเชิญนั้นมักจะแจกให้กับพวกสำนักมีชื่อต่างๆ ข้าเองก็ไม่มีเหมือนกัน” เจ้าของร้านแนะนำสถานที่ให้เฟยหลงไปวังบุปผา แต่ว่า เฟยหลงกำลังคิดว่า ตนจะไปได้อย่างไร ต้องทดสอบด่านอีกตั้ง 6 ด่านกว่าจะจบหลักสูตร ทั้งสองคนเดินออกจากร้าน เดินซื้อของกันอย่างสนุกสนาน จนเท้าของเฟยหลงถูกบังคับให้มายืน ตรงหน้า เวทีประลองแห่งหนึ่ง
ซึ่งเป็นของสำนักเคียงฟ้า จัดประลองเพื่อหาหาศิษย์ที่มีความสามารถ โดยมีศิษย์พี่คอยทดสอบ อยู่บนเวที
“ พ่อแม่ พี่น้อง วันนี้ หากใครสามารถยืนหยัดต่อสู้กับ ท่านเผิงตี้ ฝ่ามือเหล็กลอยฟ้า มือวางอันดับ 10 ของสำนักเคียงฟ้า ได้เกิน 2 ยก ทางสำนักจะรับคนผู้นั้นเป็นศิษย์โดยทันที”
โฆษกสนามประกาศออกไป เด็กหนุ่มๆ ต่างเข้าคิวลงสมัคร กันล้นหลาม การคัดคนเข้าสำนักเคียงฟ้า นั้น ไม่ใช่จะจัดขึ้นบ่อยๆ หากใครได้เป็นศิษย์สำนักเคียงฟ้า
ส่วนใหญ่ต้องมีอนาคต ได้เป็นใหญ่เป็นโตในภายหน้าอย่างแน่นอน ที่สำคัญเป็นศิษย์สำนักเคียงฟ้า จะมีเงินเดือนทุกเดือนอีกด้วย
แต่ว่า พอขึ้นเวทีไปแล้ว 10 กว่าคน แต่ละคนล้วนถูกอัดจนบอบช้ำ กันอย่างหนัก
ไม่ทันได้เข้าใกล้ เผิงตี้ มือ10 ของสำนัก ก็โดนอัดออกมาแล้ว คนที่เหลือต่างขยาดไม่กล้าขึ้นไปต่อสู้ ถึงแม้ว่า ทางโฆษกสนามจะบอกว่า จะเพิ่มเงินรางวัลหากใครยืนอยู่ครบ 1 ยก จะได้ ทอง 50 เหรียญ ก็ยังไม่มีใครกล้าขึ้นไป
ภารกิจด่านที่ 5 ปรากฏออกมาว่า โค่นเผิงตี้ เข้าสำนักเคียงฟ้า เฟยหลงกระโดดขึ้นเวทีไปในทันที
“ ข้าเจียงเฟยหลง ขอทดสอบ ฝ่ามือเหล็กลอยฟ้า ว่าจะร้ายกาจสมคำร่ำลือหรือไม่”
“ พูดมากไปไย”
เผิงตี้คล้ายไม่ใส่ใจ เหวี่ยงหมัด มาแต่ไกล คิดว่าเฟยหลงอายุน้อยแค่นี้ คงไม่มีพิษสงอะไร ไม่น่าจะรับท่าหมัดท่าแรกของเขาได้
แต่ว่า เขาคิดผิดถนัด ก่อนที่หมัดเหล็กลอยฟ้า จะเข้าถึงตัวเฟยหลง ก็มีส้นเท้า เสยเข้ามาอย่างรวดเร็วที่ปลายคาง ตูม !! ร่างของเผิงตี้หงายหลังลอยกลางอากาศตาลอย แล้วร่วงตกเวทีไป ท่ามกลางความมึนงง ของศิษย์ในสำนักเคียงฟ้าที่เพิ่งหันกลับมาไม่ทันได้มอง ว่า เผิงตี้โดนอะไร เข้าไปถึงได้ร่วงหล่น ตกเวทีมาเช่นนี้ เสียงคนฮือฮา ของคนมากมาย ที่ยืนดูอยู่รอบเวที โฆษกสนามไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา ได้แต่ลงไปช่วยรักษาอาการ ของ เผิงตี้ ที่สลบอยู่ พอเผิงอี้ ฟื้นขึ้นมา ก็เริ่มจู่โจม ศิษย์คนอื่นๆ จนแตกกระเจิง ไปหลายคน เพราะคิดว่า กำลังต่อสู้กับเฟยหลงอยู่ จนคนอื่นๆ ต้องช่วยกันจับเอาไว้ แล้วบอกว่า ให้เขาตั้งสติดีดี
เพราะเขาถูกบาทา ของเฟยหลงดีด เข้าปลายคาง ร่วงลงเวทีมาแล้ว คนกว่าห้าคนจับเผิงอี้แน่น จนเริ่มสติกลับมา
“ อะไรนะ ข้าถูกเตะร่วงเวทีมาเลยหรือนี่ ไม่ได้ ข้าต้องขอลองใหม่” เผิงตี้ กระโดดขึ้นเวที ท้าเฟยหลง ที่บัดนี้ได้ป้ายศิษย์ของสำนักเคียงฟ้ามาแล้ว
“ ไอ้หนู ขึ้นมาใหม่ เมื่อสักครู่นี้ ข้ายังไม่ได้ตั้งตัวเลย พวกเรามาสู้กันใหม่อีกครั้ง”
“ ศิษย์พี่ แพ้ก็คือแพ้ ท่านยอมรับเสียเถิด”
“ เฮ้ย ถ้าคิดว่า ข้าคือศิษย์พี่ ก็ขึ้นมาสู้กันอีก” เผิงตี้คล้ายไม่ยอมแพ้ เฟยหลงเห็นว่า ขีดที่ห้า ก็ยังไม่ขึ้นมา แสดงว่า ยังไม่ผ่าน ด่านที่ห้า จึงกระโดดขึ้นไปบนเวทีอีกรอบ
“ เชิญ”
เผิงตี้ คราวนี้ไม่กล้าผลีผลาม ตั้งใจสู้เต็มร้อย ใช้ท่าหมัดเหล็กลอยฟ้า ท่าที่ร้ายกาจที่สุด ปล่อยออกไปพร้อมกันทั้งสองมือ ไม่ให้มีช่องว่างหรือจุดอ่อนให้ใช้เท้าแหวก เข้ามาได้อีก เฟยหลง เห็นหมัดคู่ปล่อยออกมาพร้อมกัน
ก็ยังเห็นจุดอ่อนอยู่ดี จึงใช้หมัดกระเรียนปล่อยออกไปตามตรง เข้าที่หน้าอก ซึ่งเผิงอี้มองแล้วว่า ไม่มีทางโดนตัวเขาได้แน่ เพราะช่วงแขนของเฟยหลงดูสั้นกว่าแขนของเขา ยังไงก็ต้องโดนหมัดเหล็กลอยฟ้าของเขาก่อนแน่ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น หมัดกระเรียนฟ้า ที่เฟยหลงต่อยออกมา คล้ายกับว่ามันยืดออกมาได้อีกเกือบฟุต พุ่งเข้ากระแทกที่ลิ้นปี่ ของเผิงอี้ จนจุกแน่นที่หน้าอก คล้ายจะขยับตัวไม่ได้ จึงโดนจังหวะสอง หมัดเสยเข้าปลายคางอีกหมัด ลอยไปติดมุมเวที สลบเหมือด
“ เย้ พี่เฟยหลงชนะอีกแล้ว” เสี่ยวหงส่งเสียงร้องนำออกมา คนดูเลยปรบมือให้กับเฟยหลง โดยที่ขีดสีขาวที่ห้า ปรากฏขึ้น แสดงว่าผ่านด่านที่ ห้าแล้ว.....