ยามซื่อ (09.00 - 11.00 น.) เพิ่งจะล่วงเข้าสู่ต้นชั่วยาม ทว่าที่จวนแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจินนั้น แสงแห่งชีวิตได้เริ่มเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ยามเหม่าแล้ว ม่านหมอกบางเบาคล้ายแพรไหมสีขาวนวลดุจน้ำนมแพะ ลอยอ้อยอิ่งคลุมเคลียยอดหญ้าและหมู่แมกไม้ภายในอุทยานกว้าง อากาศยังคงเย็นสบาย ผสมผสานกับไอชื้นจากน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนใบหญ้าและกลีบบุปผา สะท้อนแสงเรืองรองจากประทีปที่ยังคงส่องสว่างจากเรือนต่างๆ ภายในจวน ประหนึ่งดวงดาวบนพื้นดินที่ยังมิกล้าหลับใหล แม้ดวงอาทิตย์กำลังจะตื่นจากนิทราในอีกไม่ช้า
ภายในเรือนพักของเฉินซูเหริน คุณหนูแห่งจวนตื่นนอนแต่เช้าตรู่ นางมิได้มีท่าทีอ้อยอิ่งเกียจคร้านเช่นคุณหนูในห้องหอทั่วไป บ่าวรับใช้คนสนิททั้งสอง เสียวหม่านผู้มีกิริยากระตือรือร้น และชุนเฟิงผู้มีกิริยาสุขุมเยือกเย็น ต่างปรนนิบัติผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ให้คุณหนูของพวกนางด้วยความคล่องแคล่วบรรจง วันนี้นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวมรกตอ่อน ปักลายดอกหลันฮวา (ดอกกล้วยไม้) ด้วยเส้นไหมสีเงิน ขับให้ผิวขาวผุดผ่องของนางยิ่งดูเปล่งปลั่ง เรือนผมดำขลับยาวสลวยถูกชุนเฟิงรวบเกล้าขึ้นเป็นมวยครึ่งศีรษะอย่างงดงาม ปักปิ่นหยกขาวสลักลายผีเสื้อตัวน้อยเพิ่มความอ่อนหวาน
เมื่อการแต่งกายเป็นที่เรียบร้อย เฉินซูเหรินมิได้รีรอ นางรีบเดินไปยังโต๊ะไม้จันทน์ตัวงามกลางห้อง บนนั้นมีห่อผ้าฝ้ายสีเข้มวางเด่นอยู่ ภายในบรรจุของเล่นไม้จักจั่นไม้ และห่อขนมหลายชนิดที่นางตั้งใจเลือกซื้อมาจากตลาดเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ดวงตาคู่สวยทอประกายอ่อนโยนยามมองห่อผ้านั้น ก่อนจะหันไปกำชับชุนเฟิงด้วยน้ำเสียงที่แฝงความใส่ใจ
“ชุนเฟิง เจ้านำห่อผ้านี้ไปให้ท่านพ่อบ้านเฉินเดี๋ยวนี้เลยนะ กำชับท่านพ่อบ้านว่าให้นำไปส่งให้ถึงมือจ้าวน้อยที่ค่ายทหารลับของท่านปู่โดยเร็วที่สุด อย่าให้ตกหล่นหรือชักช้าเป็นอันขาด”
ชุนเฟิงยอบกายรับคำอย่างนอบน้อม “เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวจะรีบไปจัดการให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้” นางรับห่อผ้ามาถือไว้อย่างระมัดระวัง ก่อนจะขอตัวออกไปปฏิบัติภารกิจสำคัญทันที
เฉินซูเหรินมองตามหลังบ่าวคนสนิทไปจนลับสายตา ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มจางๆ พลางคิดในใจ ‘จ้าวน้อย... หวังว่าเจ้าจะชอบของที่ข้าเลือกให้นะ’
…..
ห่างไกลจากความโอ่อ่าของจวนแม่ทัพ ณ ค่ายทหารลับที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาอันสลับซับซ้อน บรรยากาศยามเช้าเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องปลุกขวัญ เสียงกระทบของอาวุธ และเสียงฝีเท้าม้าที่ดังกระหึ่ม ทหารทุกนายต่างฝึกฝนกันอย่างแข็งขันภายใต้การควบคุมของนายกองมากประสบการณ์
ณ ลานฝึกม้ากว้างใหญ่ จ้าวมู่เฉิน ติงซาน และเล่าเปียว ในชุดทหารฝึกหัด กำลังยืนฟังคำสั่งจากเหล่าหยวน ซึ่งบัดนี้มิได้เป็นเพียงสหายร่วมกลุ่มในการแข่งขัน แต่ได้รับหน้าที่เป็นครูฝึกพิเศษจากแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจินโดยตรง ด้วยเล็งเห็นในฝีมือและหน่วยก้านที่ซ่อนเร้นของเขา ให้ดูแลการฝึกของทหารใหม่ทั้งสามนายนี้โดยเฉพาะ พวกเขาทั้งสามได้เข้าประจำการในกองทหารม้าเร็ว อันเป็นผลจากรางวัลรองชนะเลิศในการแข่งขันชิงธงเมื่อหนึ่งเดือนก่อน
ทว่าการเข้ามาของพวกเขามิได้ราบรื่นดุจโรยด้วยกลีบกุหลาบ เสียงซุบซิบนินทา และสายตาดูแคลนจากเหล่าทหารม้าเดิมมักจะพุ่งตรงมาที่พวกเขาราวกับห่าธนู พวกทหารเก่าหลายคนปรามาสว่าทั้งสามใช้เส้นสายของท่านแม่ทัพจึงสามารถเข้ามาร่วมกองทหารม้าเร็วอันทรงเกียรตินี้ได้โดยง่าย ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานหรือความสามารถที่แท้จริง
ด้วยเหตุนี้ ติงซานผู้มีนิสัยแข็งกร้าว และเล่าเปียวผู้สุขุมแต่แฝงความมุ่งมั่น จึงตั้งใจฝึกฝนอย่างหนักเป็นสองเท่า เพื่อลบคำสบประมาทนั้นให้จงได้ พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการฝึกขี่ม้า การใช้อาวุธบนหลังม้า และการฝึกกระบวนทัพอย่างไม่ย่อท้อ
แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว อุปสรรคของเขานั้นใหญ่หลวงกว่าสิบเท่าทวีคูณ ความกลัวม้าที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกประหนึ่งปีศาจร้ายที่คอยหลอกหลอนเขาอยู่ทุกขณะจิต ในช่วงแรกที่ถูกส่งมายังกองทหารม้า เขาไม่อาจแม้แต่จะย่างกรายเข้าใกล้ม้าศึกเหล่านั้นได้ในระยะสิบก้าว เพียงได้ยินเสียงร้องหรือเห็นเงาร่างสูงใหญ่ของมัน ร่างกายของเขาก็จะสั่นเทา เหงื่อกาฬแตกพลั่ก และมีหลายครั้งที่เขาล้มพับหมดสติไปต่อหน้าธารกำนัล
การที่ชายหนุ่มผู้มีความหวาดกลัวม้าถึงเพียงนี้กลับได้เข้ามาเป็นทหารม้า ยิ่งสร้างความไม่พอใจและเสียงหัวเราะเยาะให้แก่เหล่าทหารม้าเดิมเป็นอย่างมาก พวกเขาต่างคิดว่าจ้าวมู่เฉินจะนำความเสื่อมเสียมาสู่กองทหารม้าเร็วอันเลื่องชื่อของท่านแม่ทัพผู้เฒ่า
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทุกๆ วัน หน้าที่ของจ้าวมู่เฉินจึงจำกัดอยู่เพียงการเป็นเด็กเลี้ยงม้า เขาต้องตื่นแต่ไก่โห่เพื่อนำหญ้าและน้ำไปให้ม้าทุกตัวในคอก ทำความสะอาดคอกม้า กวาดเก็บมูลม้าไปทิ้ง และดูแลความเรียบร้อยทั่วไป แม้จะเป็นงานที่ต่ำต้อย และน่าเบื่อหน่าย แต่จ้าวมู่เฉินก็กัดฟันทำด้วยความอดทน เขาใช้ช่วงเวลานี้พยายามทำความคุ้นเคยกับสัตว์สี่เท้าที่เขาหวาดกลัวสุดชีวิต
ทว่าความพยายามของเขาก็มิได้สูญเปล่า...
ในเช้าวันนี้ ขณะที่เขากำลังตักน้ำใส่รางให้ม้าตัวหนึ่ง แม้หัวใจจะยังคงเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น แต่เขาก็สามารถยืนอยู่ข้างๆ มันได้โดยไม่เป็นลมล้มพับไปเช่นคราแรก ปลายนิ้วที่เคยสั่นเทา บัดนี้สามารถยื่นออกไปสัมผัสแผงคอของม้าตัวนั้นได้อย่างแผ่วเบา แม้มันจะเป็นเพียงสัมผัสสั้นๆ เพียงชั่วอึดใจ แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว นี่คือก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่...ก้าวที่จุดประกายความหวังริบหรี่ในใจของเขาให้สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง
จ้าวมู่เฉินในชุดทหารฝึกหัดที่เก่าคร่ำคร่ากว่าของผู้ใด กำลังก้มหน้าก้มตาใช้เคียวในมือเกี่ยวหญ้าสดบริเวณเชิงเขาด้านข้างค่ายอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนหน้าผากขาวเนียนที่บัดนี้มีรอยเปื้อนดินอยู่บ้างเล็กน้อย หญ้าแต่ละกำที่เกี่ยวได้ถูกวางลงในตะกร้าหวายใบใหญ่อย่างเป็นระเบียบ ดวงตาซื่อใสของเขามุ่งมั่นอยู่กับภารกิจตรงหน้า ด้วยรู้ดีว่าหญ้าเหล่านี้คืออาหารมื้อสำคัญของเหล่าอาชาในคอก
ขณะที่เขากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่นั้น เสียงแหบชราอันคุ้นเคยของเหล่าหยวนก็ดังแหวกความเงียบสงบมาแต่ไกล เขากำลังเดินนำบุรุษสูงวัยผู้หนึ่งตรงมาทางนี้ รอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนใบหน้ากร้านแดดของเหล่าหยวน เขารู้ดีว่ายามนี้นายน้อยของตนคงกำลังสาละวนอยู่กับงานเลี้ยงม้าเป็นแน่
“นายน้อย..!! นายน้อยขอรับ..!!” เสียงเหล่าหยวนตะโกนก้อง “พ่อบ้านเฉินจากจวนแม่ทัพมาหาขอรับ!”
จ้าวมู่เฉินชะงักมือจากคมเคียว เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเรียกนั้น ครั้นเห็นว่าเป็นเหล่าหยวนและพ่อบ้านเฉินจริงๆ เขาก็วางเคียวเกี่ยวหญ้าลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ยกตะกร้าหวายที่บัดนี้บรรจุหญ้าสดจนเต็มปรี่ขึ้นแบกอย่างคล่องแคล่ว แม้จะดูเป็นงานหนัก แต่สีหน้าของเขากลับมิได้แสดงความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย เขาก้าวเท้าสม่ำเสมอเดินออกมาจากดงหญ้า ตรงไปยังบริเวณคอกม้าที่อยู่ไม่ไกล
เมื่อถึงที่หมาย เขาวางตะกร้าหญ้าลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยข้างคอกม้าอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหันกายมาประสานมือโค้งคำนับพ่อบ้านเฉินด้วยกิริยาอ่อนน้อมและใสซื่อตามแบบฉบับของตน
“คารวะท่านลุงพ่อบ้าน มีเรื่องอันใดเร่งด่วนหรือไม่ขอรับที่ท่านลุงต้องเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยตนเอง?”
พ่อบ้านเฉินมองภาพนายน้อยจ้าวที่แม้จะอยู่ในชุดมอมแมม เนื้อตัวเปรอะเปื้อน แต่ยังคงมีแววตาที่กระจ่างใสและกิริยาที่น่าเอ็นดู ก็อดที่จะยิ้มกว้างจนตาหยีมิได้ เขากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังคงหอบเหนื่อยจากการเดินทางอยู่เล็กน้อย ระคนกับความยินดีที่ได้พบหน้า
“คุณชายจ้าว คุณหนูซูเหรินให้ข้านำของเล่น และขนมมาส่งให้ท่านขอรับ” พ่อบ้านเฉินกล่าวพลางยื่นห่อผ้าสีเข้มที่ถือมาในมือส่งให้ “เวลานี้คุณหนูของข้ายุ่งอยู่กับการเรียนรู้การเป็นกุลสตรีจากท่านแม่นมหลี่หมัวมัว นางจึงมิอาจปลีกตัวมาได้ แต่คุณหนูกลัวว่าคุณชายจ้าวจะเหงา ไม่มีสหายเล่นด้วย จึงตั้งใจฝากของเล่นและขนมมากมายเหล่านี้มาให้ท่าน”
สิ้นคำของพ่อบ้านเฉิน ดวงตาดำขลับของจ้าวมู่เฉินพลันเบิกกว้างขึ้นทันที ประกายแห่งความดีใจอย่างสุดซึ้งสาดส่องออกมาอย่างชัดเจนเมื่อรู้ว่าสหายที่แสนดีอย่าง “พี่ใหญ่เฉิน” ยังคงจดจำและห่วงใยเขาอยู่ เขารีบยื่นมือทั้งสองออกไปรับห่อผ้าผืนนั้นมากอดไว้แนบอกแน่น ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก
“พี่ใหญ่เฉิน... พี่ใหญ่เฉินยังไม่ลืมข้า!” เขารำพึงกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนที่ความตื่นเต้นยินดีจะเอ่อล้นออกมาจนเก็บไว้ไม่อยู่ จ้าวมู่เฉินกระโดดโลดเต้นหมุนตัวไปรอบๆ อย่างร่าเริงดุจเด็กน้อยที่ได้รับของขวัญชิ้นโปรด ใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ
“ขอบคุณพี่ใหญ่เฉินมากนะขอรับที่ยังคิดถึงข้า!” เขากล่าวเสียงดังฟังชัด ใบหน้าเงยขึ้นมองท้องฟ้าคล้ายจะส่งคำขอบคุณไปให้ถึงคนบนฟ้า
“ข้าจะเก็บห่อผ้านี้ไว้เปิดดูตอนทานมื้อกลางวันนะขอรับ จะได้มีความสุขมากๆ!” จากนั้นเขาก็หันมาโค้งคำนับพ่อบ้านเฉินอีกครั้ง “ขอบคุณท่านลุงพ่อบ้านมากนะขอรับที่เป็นธุระนำของสำคัญยิ่งนี้มาให้ข้าถึงที่นี่”
พ่อบ้านเฉินมองภาพความดีใจอันบริสุทธิ์ของจ้าวมู่เฉินแล้วก็พลอยยิ้มตามไปด้วย เขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจที่เห็นว่าของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากคุณหนูของตนสามารถสร้างความสุขให้แก่คุณชายผู้โชคร้ายผู้นี้ได้มากมายถึงเพียงนี้
เมื่อมอบของฝากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พ่อบ้านเฉินจึงขอตัวลาเพื่อกลับไปยังจวนแม่ทัพ จ้าวมู่เฉินกล่าวลาท่านลุงพ่อบ้านด้วยความอาลัยเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาให้ความสนใจกับห่อผ้าในอ้อมกอดอีกครั้ง
นับจากวินาทีนั้น เขาก็มิยอมปล่อยห่อผ้าล้ำค่านั้นให้ห่างกายอีกเลย แม้กระทั่งยามที่ต้องตักหญ้าให้อาหารม้า หรือจูงพวกมันไปดื่มน้ำ เขาก็ยังคงหาทางสะพายห่อผ้านั้นไว้แนบกายอย่างทนุถนอม ดวงตาเป็นประกายแห่งความสุขอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับว่าห่อผ้าห่อเล็กๆ นั้นได้กลายเป็นเครื่องรางนำโชคและเป็นดั่งดวงใจดวงน้อยๆ ที่คอยมอบความอบอุ่นให้แก่เขาในค่ายทหารอันแสนโดดเดี่ยวแห่งนี้.