...เวลาที่ไหลร่วงเลยจวนไปถึง1เดือนเศษ อี้เฉินถึงจะออกจากการปิดขั้นพลัง รากฐานของเขาบัดนี้ ถือว่าสมบูรณ์ไปกว่ายามก่อนไม่น้อย ทว่าสีหน้า แววตาอี้เฉิน ยังคงครุ่นคิด เรื่องคนทรยศภายในดินแดนเทพไม่ตก
ก่อนอี้เฉินจะลอบถอน ลมหายใจออกมายาว “ไว้ค่อยคิดเรื่องนี้ทีหลังแล้วกัน” ฉับพลันร่างของเขาพุ่งตรง ไปยังเมืองไทจง ที่เกิดการต่อสู้ในทันที
แม้ศัตรูต่างดินแดน จะไม่ส่งเหล่าราชาอมตะ ออกมาสู้รบ แต่เหล่าซากศพ ที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์ความมืด ยังเป็นอุปสรรค ขัดขวางพวกเขาไม่ให้ไปถึง ปราการทมิฬมากไม่น้อย เนื่องด้วยซากศพสีดำสนิทดุจหมึก ฆ่าสังหารยาก ราวกับไม่มีวันตาย เมื่อใดที่มีผู้คนตายตก ยิ่งเป็นสารอาหารชั้นดีของพวกมัน
แต้มสีดำกลางหน้าผาก เองยิ่งขลับให้พลังของมัน พุ่งสูง จนเหล่านักรบทั่วไป แทบจะไม่สามารถฆ่าสังหารได้โดยลำพัง ภาพนั้นที่อี้เฉินเห็น ทำให้เขากำฝ่ามือเอาไว้จนแน่น
ก่อนอี้เฉินจะสืบฝีเท้า เข้าไปภายในห้องประชุม หากให้เหล่าบรรพบุรุษชรา ออกกวาดล้าง อย่างไรปราณพลังของพวกเขาก็ยังมีขีดจำกัด ทำให้อี้เฉินรับรู้ได้ทันทีว่า พวกเขาต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าจะกวาดล้างศัตรูต่างดินแดนทั่วเมืองไทจงอย่างสมบูรณ์
องค์ชายชิงอู๋เหล่ย ที่เห็นอี้เฉินมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ราวกับเขาไม่พอใจบางอย่าง ครั้นประชุมการสู้รบเสร็จสิ้น ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชวน จักรพรรดิหนุ่ม ไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว
...ครั้นทั้งสองมาถึง บริเวณสวนที่แห้งเหี่ยว ไร้ชีวิตชีวา องค์ชายชิงอู๋เหล่ย เขาไม่กล่าวพูด อ้อมค้อมอีกต่อไป เมื่อรินสุราส่งมอบให้อี้เฉิน “สีหน้าเจ้าไม่ค่อยสู้ดีเลยนะอี้เฉิน เจ้ากังวลเรื่องอะไรอยู่ เช่นนั้นหรือ?”
อี้เฉินยกจอกสุราดื่ม เอ่ยพูดบอกกล่าว ออกมาอย่างไม่มีปิดบัง ครั้นเอาเม็ดมุกวิญญาณออกมา องค์ชายชิงอู๋เหล่ย ที่เห็นสิ่งของในมืออี้เฉิน เขามีท่าทีสงสัยทันที “มันหมายความว่าอย่างไรหรืออี้เฉิน”
“องค์ชายชิงอู๋เหล่ย ท่านยังจำเรื่องที่คนตระกูลวัง ติดต่อกับศัตรูต่างดินแดนได้หรือไม่ ของสิ่งนี้แหละ ที่พวกต่างดินแดน ใช้ติดต่อกับคนตระกูลวัง เป็นไปได้ที่ จะมีคนทรยศ อยู่ในกลุ่มของพวกเรา”
“เป็นเรื่องจริงเช่นนั้นหรืออี้เฉิน หรือว่าเจ้ากำลังสงสัย พวกเขา เหล่าบรรพบุรุษชรา ของ4สำนักใหญ่”
อี้เฉินพยักหน้า ให้องค์ชายชิงอู๋เหล่ย ออกมาอย่างไม่มีปิดบัง ก่อนพวกเขาจะเก็บเรื่องนี้เอาไว้เงียบ เมื่อไม่เห็นท่าที พิรุธของเหล่าผู้อาวุโส ของ4สำนักใหญ่
ก่อนอี้เฉินจะให้องค์ชายชิงอู๋เหล่ย ช่วยปล่อยข่าวเรื่องที่เขา เข้าไปภายในเขตสู้รบ ทางทิศตะวันออกของเมืองไทจง หากเป็นคนทั่วไปไม่มีเจตนาคิดร้าย อย่างไรพวกเขา ต้องไม่เคลื่อนไหว
องค์ชายชิงอู๋เหล่ยครั้นได้ยิน จากปากของอี้เฉิน เขาเอ่ยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาทันที “เจ้าเอาจริงหรืออี้เฉิน”
อี้เฉินคลี่ยิ้มออกมากว้าง “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าไปเขตสู้รบทางทิศตะวันตก ..เขตสู้รบทางทิศตะวันออก จะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน หากพวกเขาคิดไม่ซื่อ อย่างไรก็ต้องส่งหน่วยสอดแนม สืบข่าวคราวของข้า ไม่สนใจข่าวลือพวกนั้นแน่”
องค์ชายชิงอู๋เหล่ย ครั้นเห็นอี้เฉินเตรียม จะสืบฝีเท้าจากไป เขาเอ่ยพูดไล่หลังไปให้อี้เฉินที่โบกฝ่ามือจากไปทันที “อืมๆ! ข้าเข้าใจแล้วอี้เฉิน เจ้าระวังตัวด้วย”
...การสู้รบที่พยายามจะรุกคืบ ของหมู่ชน คนดินแดนเทพ ทำให้เกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดไปทั่ว อี้เฉินที่ไปสมทบกับซีเผิง มองเห็นเหล่านักรบ ราวกับเป็นเครื่องจักรสังหาร กวาดล้างซากศพสีดำมืด มันก็ทำให้เลือดภายในกายของอี้เฉิน เดือดพล่านขึ้นมาไม่น้อย
แม้แต่เหล่าทหารที่เห็นใบหน้าของอี้เฉิน พวกเขายังเฮึกเหิมขึ้นมาหลายเท่า ศาสตราวุธ ที่อยู่ในมือยิ่งเข่นฆ่า ออกไปเบื้องหน้าอย่างบ้าคลั่ง มองเห็นเศษเนื้อสีดำ ลอยกระจัดกระจาย ราวกับเป็นเครื่องปั่นเนื้อ ตลอดเวลา2วันเต็ม ที่พวกเขาต่อสู้ ฆ่าสังหารศัตรู
ก่อนที่หลายๆ คนจะหันขึ้นไปมองบนท้องฟ้า ครั้นรับรู้บรรพบุรุษชรา ของ4สำนักใหญ่ มาเยือนบริเวณเขตสู้รบ อย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็นราชาอมตะ ซวนซีแห่งตำหนักเทพ ราชาอมตะซูหยาง แห่งศาลาซากศพ ราชาอมตะเฉินหนาน แห่งศาลายา ราชาอมตะทูจิ้ว อีแร้งทอง แห่งตำหนักภูต
เหล่านักรบต่างก็พากันแตกตื่น ครั้นรับรู้บรรพบุรุษชรา ของ4สำนักใหญ่มาเยือน “เหตุใดราชาอมตะ ออกจากการปิดด่าน มาเขตสู้รบอย่างพร้อมเพรียง เช่นนี้เล่า มันเกิดอะไรขึ้นเช่นนั้นหรือ?”
ชายหนุ่มอีกคนเองก็กล่าวพูดขึ้นมา ท่ามกลางหมู่ชน ด้วยความแปลกใจเช่นกัน “ข้าได้ยินว่า เหล่าบรรพบุรุษชรา ของ4สำนักใหญ่ บาดเจ็บจากการต่อสู้ เหตุใดพวกเขา ถึงมารวมตัว ภายในสถานที่แห่งนี้เล่า”
อี้เฉินที่จ้องมองไปที่เหล่าราชาอมตะ สัมผัสถึงอายสังหาร ที่ฉายวาบอยู่ชั่วครู่ ก่อนเอ่ยคำพูด ออกไปหาผู้อาวุโสเหล่านั้น “เหตุใดพวกท่านยังไม่ลงมืออีกเล่า”
มันก็ทำให้เหล่าราชาอมตะ ที่อยู่บนท้องฟ้า หนังตากระตุกน้อยๆ ก่อนราชาอมตะ ซูหยาง จะโบกฝ่ามือขึ้นมาห้ามปรามพวกเขา ให้เก็บโทสะ โดยเร็ว เมื่อรับรู้ถึงปราณพลัง ของเหล่าราชาอมตะ กำลังจะสืบฝีเท้ามาเยือน ยังสถานที่แห่งนี้
“จักรพรรดิอี้เฉิน ท่านพูดเรื่องอะไรเช่นนั้นหรือ?”
อี้เฉิน ซีเผิง ที่เห็นรอยยิ้มของชายแก่พวกนั้น พวกเขาริมฝีปาก ฉีกยิ้มกระตุกน้อยๆ ทันที อีกนิดพวกเขาก็จะกระชากหน้ากาก ของพวก4สำนักใหญ่ได้แล้วแท้ๆ ไม่คิดว่าเหล่าราชาอมตะ คนอื่นๆ จะเคลื่อนไหวในยามนี้ เกรงว่าพวกเขา เองก็คงจะ ระแคะระคายเช่นกัน
อี้เฉินผสานฝ่ามือคำนับ ออกไปหาผู้เฒ่าหม่า ผู้เฒ่าลู่ที่สืบฝีเท้า มาพร้อมผู้อาวุโสคนอื่นๆ ทันที ก่อนชายชรา จะเอ่ยเสียงแหบพร่าออกมา “เหมือนว่าบรรพบุรุษชรา ของ4สำนักใหญ่ อยากจะพูดคุย อะไรสินะ เช่นนั้นเชิญ”
คำพูดนั้นแม้จะไม่ดังมากนัก ทว่ากลับทำให้บรรยากาศ ยิ่งดูน่าอึดอัด แม้แต่เหล่านักรบยังรับรู้ได้ ก่อนพวกเขาจะสืบฝีเท้า เข้าไปภายในห้องประชุม
ทันใดอี้เฉินนำเอาเม็ดมุกวิญญาณออกมา สู่สายตาเหล่าผู้อาวุโส อย่างไม่มีเก็บซ่อนไว้อีกต่อไป “ทุกท่านน่าจะทราบดี ของสิ่งนี้คืออะไร”
เหล่าผู้อาวุโสที่เห็นต่างก็หน้ามืดทะมึน มีเพียงเหล่าผู้อาวุโสของ4สำนักใหญ่ ที่คลี่ยิ้มบางออกมากว้าง “จักรพรรดิอี้เฉิน ท่านจะกล่าวหาพวกเรา4สำนักใหญ่ ด้วยของสิ่งนี้หรือ ก็เห็นอยู่ว่าพวกเรายังไม่ได้ทำอะไรเลย”
อี้เฉินแค่นเสียงออกมาก้องภายในที่ประชุม “เมื่อครู่ที่พวกเจ้าไปถึงตัวข้า เหตุใดถึงไม่ลงมือปิดปากข้าเล่า พวกเจ้าน่าจะกล้า กว่านี้หน่อยจริงหรือไม่ ราชาอมตะซูหยาง”
“เจ้า! เจ้า!” ชายชรา ยกฝ่ามือชี้หน้าอี้เฉินทันที ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างก็จับจ้องสายตามาที่พวกเขา4สำนักใหญ่ เป็นสายตาเดียว ด้วยความเคลือบแคลงใจ
ก่อนราชาอมตะซูหยาง จะกล่าวพูดขึ้นมา “หากพวกเรา ยังมีความเคลือบแคลงใจกันเช่นนี้ ภายในศึกสงคราม เกรงว่าจะมีแต่ฉุดรั้งความสามัคคี เช่นนั้นพวกเรา4สำนักใหญ่ ขอถอนตัวแล้วกัน หากสำนึกผิดเมื่อใด ให้จักรพรรดิอี้เฉิน มาขอร้องพวกเราเป็นการส่วนตัวดีหรือไม่”
ราชินีน้ำแข็ง เสวี่ยชิงหนาน นางเอ่ยเสียงจริงจังออกมา “พวกเจ้า! นี่มันช่วงเวลาสงครามนะ!!” ทว่าก็ไม่เป็นผลให้พวกเขา คนของ4สำนักใหญ่ หยุดฝีเท้าลงแม้แต่น้อย ก่อนเสียงถอนหายใจ ภายในที่ประชุมจะดังออกมายาว
พวกเขาคนของ4สำนักใหญ่มั่นใจ หากไม่มีกองกำลังของพวกเขา คอยสนับสนุน ศึกสงครามครานี้ จะต้องยากลำบากอย่างแน่นอน ไม่ช้าจักรพรรดิ อี้เฉินจะต้องมาขอร้องพวกเขา เป็นการส่วนตัว
อี้เฉินเขากำหมัดเอาไว้จนแน่น ดูท่าทำแบบนี้ จะเข้าทางพวกเขา เหล่า4สำนักใหญ่ไม่น้อย ทว่าสายตาอี้เฉิน ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เขาไม่มีท่าทีว่า จะยอมก้มหัวให้ใคร หากมีศัตรูไว้ข้างกาย สู้เขาต่อสู้เพียงลำพังดีกว่า ซีเผิงเองก็คิดเช่นนั้น
ครั้นพวกเขาออกไปภายนอกได้ ต่างก็ออกไปสู้ศึกสงคราม กันอย่างหนักหน่วง ราวกับเป็นเครื่องจักรสังหาร ชุดเกาะสีทองที่อี้เฉินได้มา เริ่มอาบย้อมเป็นสีดำหม่น จากโลหิตสีดำสนิท ที่สาดกระเซ็น เปรอะเปื้อนไปทั่วชุดเกาะ
แม้แต่ศิษย์สำนักหุบเขาบรรพชน ยังถูกเรียกตัวมาสู้ศึก ของล้ำค่าอย่างใบชาหยั่งรู้ ยังถูกนำออกมาแจกจ่าย ทำให้สงคราม ในช่วง2-3ปีเป็นไปได้ด้วยดี จนทำให้คนของ4สำนักใหญ่ เริ่มที่จะนั่งไม่ติดอีกต่อไป