พลบค่ำ บ้านพักตากอากาศชิงอวิ๋น
ในตอนนี้เย่เฉียวเฉี่ยวกำลังสวมชุดเต้นรำนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก ดวงตากลมโตมองไปยังภูเขาด้านล่างตาไม่กะพริบ
“พี่คะ ทำไมพี่ซูฮ่าวถึงยังไม่มาหรือคะ?”
เย่จื่ออี๋ที่อยู่ด้านข้างก็ลูบศีรษะของเย่เฉียวเฉี่ยวแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เฉียวเฉี่ยว ตอนนี้เพิ่งจะสองทุ่มเอง พี่ซูฮ่าวอาจจะกำลังกินข้าวอยู่อย่าใจร้อนสิ”
“ก็ได้… ” เย่เฉียวเฉี่ยวมุ้ยปาก จากนั้นก็มองไปที่ภูเขาด้านหลังต่อไป
ทันใดนั้นเหมือนเธอเห็นอะไรบางอย่าง เธอจึงลุกขึ้นยืนแล้วพูดด้วยความดีใจ “มีรถมาทางนี้ เป็นพี่ซูฮ่าวล่ะ!”
เย่จื่ออี๋ชะงักไป แล้วเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าย่ำแย่เล็กน้อย
เมื่อเห็นว่าเป็นรถบูกัตติ เวย์รอนสีดำคันหนึ่งขับเข้ามาด้วยความเชื่องช้า รถคันนั้นจอดอยู่ที่หน้าทางเข้าด้านหลังยังมีรถตามมาอีกสองคัน
ทันใดนั้นเฉินไห่คั่วที่สวมชุดสูทจงชานก็เดินลงมาจากรถ
“คนเลว!” ทันทีที่เย่เฉียวเฉี่ยวเห็นเฉินไห่คั่วเธอก็รีบหลบไปที่ด้านหลังของเย่จื่ออี๋ ก่อนจะเผยใบหน้าเล็กๆ ออกมาเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
เฉินไห่คั่วที่เห็นภาพเหตุการณ์นั้นก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อยครั้งหนึ่งเขาเคยสร้างเสียงหัวเราะให้กับเย่เฉียวเฉี่ยว แต่ตอนนี้เมื่อเธอเห็นหน้าเขาก็ทำตัวราวกับพบหน้าศัตรู
เขาสะกดความขมขื่นภายในใจลง ก่อนจะหันมามองทางเย่จื่ออี๋ แล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “จื่ออี๋เธอกับเฉียวเฉี่ยวกินข้าวแล้วหรือยัง?”
“ไม่เกี่ยวกับคุณ!” เย่จื่ออี๋มีสีหน้าเย็นชาท่าทางเฉยเมย
“จื่ออี๋ อย่าทำแบบนี้สิ” เฉินไห่คั่วเดินเข้ามาหนึ่งก้าวแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ฉันกลับตัวกลับใจแล้วจริงๆ นะ”
“กลับตัวกลับใจ?” เย่จื่ออี๋หัวเราะออกมาแต่ใบหน้ายังคงเย็นชาเช่นเดิม “ถ้าคุณอยากกลับตัวกลับใจจริงๆถ้าอย่างนั้นก็อย่าใช้แต่ปากพูดในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์”
“เชิญคุณลงจากเขาไปได้แล้ว อย่ามารบกวนฉันกับเฉียวเฉี่ยวอีก!”
เมื่อพูดจบ เย่จื่ออี๋ก็อุ้มเย่เฉียวเฉี่ยวขึ้นมาแล้วเดินเข้าไปในบ้านพัก
“จื่ออี๋ รอเดี๋ยวสิ!” เฉินไห่คั่วเห็นดังนั้นจึงรีบตะโกนขึ้นมาว่า “ฉันรู้ว่าเพราะเรื่องในตอนนั้นเธอจึงโกรธฉันมากฉันผิดเองที่ไม่ได้อยู่ข้างกายเธอและไม่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของเธอ แต่เธอวางใจเถอะวันนี้ฉันตั้งใจเอาของขวัญชิ้นใหญ่มาให้”
ทันทีที่สิ้นเสียง เขาก็โบกมือให้กับบอดี้การ์ดที่อยู่ด้านหลังสองคน
ทันใดนั้นประตูหลังของรถบูกัตติ เวย์รอนทั้งสองคันก็ถูกเปิดออกมา ชายหญิงเจ็ดแปดคนที่ใบหน้าเขียวช้ำบวมเป่งมีบาดแผลเต็มร่างกายก็ถูกลากลงมาจากรถ
พวกเขาพิการแขนขา บางคนก็ปากเน่าบางคนใบหน้าเสียโฉม
เมื่อเย่จื่ออี๋เห็นคนเหล่านั้นรูม่านตาก็หดเล็กลง
“จื่ออี๋ นี่คือเจ้าหนี้ที่ทวงหนี้เธอในเวลานั้นฉันจับมาทั้งหมดแล้ว มือที่พวกเขาใช้ทุบตีเธอ ฉันก็ตัดทิ้งไปแล้วเท้าที่เคยทำร้ายเธอ ฉันก็หักทิ้งไปแล้ว ปากที่เคยด่าเธอ ฉันก็ตบจนเน่าไปแล้ว” เฉินไห่คั่วชี้นิ้วไปทางคนกลุ่มนั้นแล้วพูดให้เย่จื่ออี๋ฟังทีละคำ
“คนที่ใช้น้ำร้อนสาดหน้าเธอฉันเพิ่งเจอตัวเขาเมื่อบ่ายวันนี้ เขาและพรรคพวกกำลังนั่งอยู่ในร้านเหล้ากำลังดื่มกันอย่างสนุกสนานเลย แต่วางใจเถอะฉันก็ได้ใช้น้ำร้อนตอบแทนน้ำใจของเขาไปแล้ว แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ที่ใบหน้า แต่เป็นทั้งตัว”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่บอดี้การ์ดที่อยู่ด้านข้างทั้งสองคนกลับสามารถได้ยินความแค้นจากน้ำเสียงของเขาอย่างชัดเจน
เป็นเพราะคนเหล่านี้ถึงทำให้เย่จื่ออี๋ต้องมีสภาพเช่นนี้ ถ้าเขาไม่ต้องการให้เย่จื่ออี๋เห็นสภาพอันน่าอนาถของพวกเขา เขาก็คงจะยิงอีกฝ่ายจนตายไปตั้งนานแล้ว
“ตอนนี้ชีวิตของคนเหล่านี้อยู่ในกำมือของเธอแล้ว เธออยากจะให้ใครตาย ฉันก็จะทำให้คนนั้นตาย!”
น้ำเสียงของเฉินไห่คั่วเย็นยะเยือกเสียงนี้ทำให้ผู้คนหวาดกลัวสุดขีด
“คุณเย่ขอร้องล่ะอย่าฆ่าฉันเลย ในตอนแรกฉันเป็นฝ่ายผิดเองแต่ฉันแค่อยากจะเอาเงินคืนเท่านั้น”
“ใช่แล้ว คุณเย่พวกเราเป็นเพียงแค่คนธรรมดา ในบ้านยังมีเด็กและคนแก่ หากไม่ทวงหนี้แล้วฉันจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร”
“คุณเย่พวกเราก็ได้รับโทษแล้ว คุณช่วยเปิดทางรอดแล้วปล่อยพวกเราเถอะ”
………………..
เสียงขอร้องอ้อนวอนเจือด้วยเสียงสะอื้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและดังก้องไปทั่วบริเวณ
เย่จื่ออี๋กวาดสายตามองคนเหล่านี้ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านเล็กน้อย
สองปีที่ผ่านมานี้คนเหล่านี้ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตทรมานเหมือนกับหมูหมา
ชีวิตเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายทุกวันเพื่อไม่ให้คนเหล่านี้พบเจอ เธอจึงต้องทำร้ายตัวเองให้มีบาดแผลเพิ่มขึ้นอีก
วันเวลาเหล่านั้นยังเป็นเหมือนตราบาปในใจของเธอและยังคงสลักอยู่ในใจ ขณะนอนหลับฝันก็ยังต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก
เธอเกลียดคนเหล่านี้มากมากเสียจนอยากจะฆ่าพวกเขาให้ตายไปเลยด้วยซ้ำ
แต่ในตอนนี้เธอไม่ได้มีความแค้นเท่าในครั้งแรกแล้ว
และสิ่งที่พวกเขาพูดก็ถูกต้องพวกเขาแค่ทวงหนี้ นั่นเป็นเพราะพวกเขาก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป
เพียงแค่วิธีการไม่ถูกต้องแต่ในตอนนี้พวกเขาก็ได้รับความทุกข์ทรมานแล้วอีกทั้งความทรมานเหล่านั้นก็ไม่ได้น้อยไปกว่าเธอเลย
เย่จื่ออี๋สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วโบกมือขึ้น “เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปคุณปล่อยพวกเขาไปเถอะ”
ทันทีที่สิ้นเสียงใบหน้าของคนเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยความยินดีที่รอดพ้นจากภัยพิบัติ พวกเขาโค้งคำนับเย่จื่ออี๋และกล่าวคำขอบคุณ
“จื่ออี๋ เธอแน่ใจแล้วหรือ?” เฉินไห่คั่วมองไปทางเย่จื่ออี๋อย่างไม่อยากจะเชื่อเขาพูดขึ้นด้วยความไม่เข้าใจว่า “ในตอนแรกเธอบอกว่าต่อให้พวกเขาขอโทษก็จะไม่มีวันปล่อยพวกเขาไป พวกเขาทำให้เธอลำบากขนาดนี้แต่เธอก็จะปล่อยพวกเขาไปอย่างนั้นหรือ?”
“แต่ฆ่าพวกเขาแล้วจะมีประโยชน์อะไร?” เย่จื่ออี๋เบนสายตาจากคนกลุ่มนั้นแล้วหันมามองเฉินไห่คั่วก่อนจะพูดเยาะเย้ยว่า “เฉินไห่คั่วคุณอย่าเข้าใจผิดนะ คนที่ทำให้ฉันลำบากไม่ใช่พวกเขา แต่เป็นคุณ!”
“ถ้าไม่ใช่เพราะปีนั้นคุณล้มเหลวในการเทรดหุ้นจากนั้นก็หนีไปคนเดียวแล้วทิ้งฉันเอาไว้ ฉันจะตกอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร?”
“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ ฉันกับเฉียวเฉี่ยวจะจนตรอกขนาดนี้ได้อย่างไรฉันไม่ได้รับความช่วยเหลือ และยังสิ้นหวังจนถึงที่สุด!”
เธอยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห น้ำเสียงในประโยคสุดท้ายแทบจะตวาดออกมาอยู่แล้ว
“ขอโทษ… ” เฉินไห่คั่วพูด แล้วก้มหน้าลงต่ำ
ใช่แล้ว ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเขาเอง
เจ้าหนี้เหล่านี้ ก็เป็นแค่คนที่มาจัดการความทุกข์ทรมานที่เขาทิ้งเอาไว้
“พวกคุณไปเถอะ!” เขาโบกมือแล้วให้เจ้าหนี้เหล่านี้ลงเขาไป
“ขะ… ขอบคุณ!” พวกเขาน้ำตาไหลอาบหน้าแล้วรีบวิ่งหนีออกไปจากที่นี่อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นดังนั้น สีหน้าของเย่จื่ออี๋ก็ค่อยๆ สงบลงเธอจับมือเย่เฉียวเฉี่ยวแล้วกลับหลังหัน ก่อนจะพูดโดยไม่หันหน้ากลับมามองด้วยซ้ำ “คุณกลับไปเถอะ แล้วอย่ามาที่นี่อีก”
แต่เฉินไห่คั่วไม่ยอมแพ้ เขาอุ้มสุนัขตัวหนึ่งลงมาจากรถบูกัตติ เวย์รอน
“จื่ออี๋ ดูสินี่คืออะไร?”
“โฮ่งๆ ๆ !”
เงาร่างของเย่จื่ออี๋สั่นสะท้าน เมื่อเธอหันกลับมาก็เห็นสุนัขขนฟูตัวหนึ่ง
ดวงตากลมโตของหมาน้อยตัวนี้จ้องหน้าเธออยู่ตลอด เหมือนหาครอบครัวเจอแล้ว มันจึงเห่าเรียกไม่หยุด
เธอจำได้ว่าในวันแต่งงานของเธอกับเฉินไห่คั่วมีหมาจรจัดตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาในงานของพวกเขาอีกทั้งยังนอนหลับบนชุดแต่งงานของเธอด้วย
เดิมทีเพื่อนและญาติของเธอจะไล่หมาจรจัดตัวนี้ออกไป แต่เธอไม่ได้ทำแบบนั้นเธอได้ปรึกษากับเฉินไห่คั่วว่าเธอจะแบ่งปันช่วงเวลาที่สำคัญและหอมหวานที่สุดนี้ให้กับหมาน้อยที่ไม่มีบ้านตัวนี้ในที่สุดพวกเขาทั้งคู่ก็ตัดสินใจว่าจะมอบบ้านที่อบอุ่นให้มันอยู่ตลอดกาล
แต่หลังจากที่เฉินไห่คั่วเทรดหุ้นล้มเหลว เธอก็พยายามหลบเลี่ยงเจ้าหนี้ทำให้ต้องยกหมาตัวนี้ให้คนอื่น
คิดไม่ถึงเลยว่าเฉินไห่คั่วจะรับสุนัขจรจัดตัวนี้กลับมาอีกครั้ง
ในตอนที่เย่จื่ออี๋กำลังตกตะลึงอยู่นั้นเฉินไห่คั่วก็หยิบกล่องขนาดเล็กที่ดูเก่าออกมาจากในกระเป๋าเสื้อเขาให้บอดี้การ์ดเปิดไฟรถบูกัตติ เวย์รอน จากนั้นเขาก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นแล้วเปิดกล่องใบเล็กพร้อมกับยื่นไปด้านหน้า
“ฉันโง่มาก ฉันไม่รู้ว่าจะแสดงความรู้สึกที่มีต่อเธออย่างไรไม่ว่าฉันจะไปที่ไหน ภายในเรือแห่งชีวิตก็จะมีเงาร่างของเธออยู่ตลอดเวลาในสายตาของเธอ ฉันมองเห็นตัวเองที่ผมหงอกขาว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นฟันร่วงหมดปาก จนในที่สุดฉันก็เข้าใจแล้วว่าฉันเป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่อยู่ใต้เท้าของพระเจ้า ฉันรักเธอ เพียงแค่สามคำนี้ ฉันไม่มีคำขอร้องสิ่งอื่นอีกแล้ว”
“ฉันเข้าใจว่าการจับมือมันง่าย แต่การจับมือไปตลอดชีวิตนั้นมันยากแต่ฉันก็อยากจะจับมือกับเธอแล้วก้าวผ่านทุกช่วงเวลาของชีวิตไปด้วยกันฉันไม่กล้าพูดว่าฉันจะมอบให้เธอทั้งหมด แต่เท่าที่ฉันสามารถให้ได้ฉันยินดีจะมอบให้โดยไม่ลังเล”
“ใช่แล้ว ฉันรักเธอมาก!”
“ดังนั้นฉันไม่มีทางจากไป!”
ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น หางตาของเย่จื่ออี๋ก็เปียกชื้นขึ้นมาทันที
ในปีนั้นเฉินไห่คั่วเคยขอเธอแต่งงานด้วยคำพูดเหล่านี้อีกทั้งกล่องแหวนขนาดเล็กในมือของเขานั้น ก็เป็นแหวนเพชรที่เขามอบให้เธอในตอนนั้น
สองปีที่เธอหนีหนี้ เธอต้องเอาแหวนแต่งงานนี้ไปขายเพื่อแลกกับเงินให้ชีวิตได้อยู่รอด
เดิมทีเธอคิดว่าชาตินี้ก็คงไม่ได้เห็นแหวนวงนี้อีกแล้วแต่คิดไม่ถึงเลยว่าแหวนวงนี้จะมาอยู่ตรงหน้าเธอด้วยเหตุการณ์แบบเดิมอีกครั้ง
เฉินไห่คั่วที่คุกเข่าลง หมาจรจัดที่เห่าเรียกและแหวนที่อยู่ในมือของอีกฝ่าย ทำให้เย่จื่ออี๋นึกย้อนกลับไปถึงงานแต่งงานในปีนั้น
เธอเคยอาศัยอยู่กับเฉินไห่คั่ว เคยหัวเราะมีความสุขด้วยกันภาพความทรงจำเหล่านั้นสะท้อนอยู่ในสมองของเธอเหมือนมีโปรเจกเตอร์ฉายอยู่
“จื่ออี๋ ขอโอกาสให้ฉันอีกสักครั้งให้ความรู้สึกเป็นดั่งเข็ม ให้ความรักเป็นดั่งด้าย กาลเวลาจะถักทอร้อยเป็นสร้อย!” เฉินไห่คั่วมองหน้าเย่จื่ออี๋ด้วยสายตาจริงจังจากนั้นเขาก็ให้บอดี้การ์ดสองคนยกกล่องขนาดใหญ่ออกมา
หลังจากเปิดออกแล้ว ภายในนั้นมีเสื้อผ้าและสิ่งของมากมาย
เย่จื่ออี๋ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาทันที
ของเหล่านี้เป็นของที่เธอกับเฉินไห่คั่วเคยใช้ด้วยกัน แต่หลังจากที่เขาเทรดหุ้นล้มเหลวบ้านก็ถูกจำนอง ของที่อยู่ในบ้านก็หายไปหมด
แต่ในวันนี้ สิ่งของที่คิดว่ามันหายไปแล้วก็มาอยู่ตรงหน้าของเธออีกครั้ง
และหนึ่งในนั้นคือชุดแต่งงาน
ชุดแต่งงานชุดนี้ยังดูใหม่มาก ไม่ได้ถูกกาลเวลาสองปีที่ผ่านมาทำลายเลย
เฉินไห่คั่วชี้ไปที่ชุดแต่งงาน หางตามีหยาดน้ำปกคลุมเล็กน้อย “ตอนที่ฉันเจอชุดแต่งงานชุดนี้ มีคนอื่นกำลังสวมใส่อยู่ เจ้าสาวสวยมากเจ้าบ่าวก็หล่อมาก ฉันจึงไม่ได้รบกวนทั้งสองคนนั้น เพียงแต่รอให้พวกเขาทั้งสองคนแต่งงานกันเสร็จเรียบร้อยแล้วฉันจึงไปซื้อกลับคืนมา แม้ว่าเจ้าสาวจะสวยมากแต่ฉันคิดว่าชุดแต่งงานชุดนี้มันเป็นของเธอ ไม่ใช่ของผู้หญิงคนนั้น”
น้ำตาของเย่จื่ออี๋ไหลรินออกมา แล้วกระทบที่มุมปากของเธอเบาๆ
ภายในระยะเวลาสั้นๆ หนึ่งวัน เฉินไห่คั่วก็สามารถเอาของทั้งหมดกลับคืนมาได้เธอไม่รู้ว่าเขาใช้เงินไปทั้งหมดเท่าไรแต่เธอรู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจกอบกู้ความรู้สึกที่สูญเสียไป
แต่ว่าอดีตที่มันผ่านไปแล้ว ก็เหมือนกับผ้าเช็ดตัวที่ใช้แล้วเมื่อใช้นานไปก็กลายเป็นแค่เศษผ้า และในเมื่อตอนนี้มันกลายเป็นเศษผ้าแล้วจะให้เอากลับมาเช็ดตัวได้อย่างไร?
เฉินไห่คั่วสามารถเอาของที่กระจัดกระจายไปกลับคืนมาได้ภายในเวลาหนึ่งวันนั่นหมายความว่าฐานะของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วเธอสามารถมองออกตั้งแต่เขาขับรถหรูและมีบอดี้การ์ดติดตาม
และในขณะเดียวกัน เธอยิ่งไม่กล้าเชื่อใจความรักในครั้งนี้อีกต่อไปแล้ว
หากวันใดวันหนึ่ง เฉินไห่คั่วล้มเหลวอีกครั้ง แล้วทอดทิ้งเธออีกครั้งล่ะครั้งนั้นจะมีคนอย่างซูฮ่าวมาช่วยเหลือเธอหรือเปล่า?
คำตอบคือ ไม่!
เมื่อเห็นว่าเย่จื่ออี๋เงียบเสียงไม่พูดไม่จาอยู่นานเฉินไห่คั่วก็หยิบแหวนออกมา และเดินเข้ามาหาเธอ
ระยะห่างของพวกเขาแคบลงเรื่อยๆแต่เย่จื่ออี๋กลับรู้สึกว่าหัวใจของพวกเขาห่างกันไปมากขึ้นเรื่อยๆ
“จื่ออี๋ ให้ฉันได้รักเธออีกครั้งเถอะ!” เฉินไห่คั่วยื่นมือออกมาจากนั้นก็จะดึงเย่จื่ออี๋เข้าไปในอ้อมกอด
ความรู้สึกที่คุ้นเคย ทำให้เย่จื่ออี๋ขัดขืนดิ้นรนอยู่นานแต่ทันใดนั้นก็มีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นในสมองของเธอ
เขาเคยช่วยเธอออกมาจากตรอก เขาช่วยให้เธอไม่ต้องกลับไปอยู่ในวังวนเดิม
เขาเคยไปอยู่ที่ใต้สะพานลอยแล้วแกล้งปลอมตัวเป็นพนักงานต้อนรับเพื่อที่จะได้ส่งอาหารให้เธอกับเฉียวเฉี่ยว
เขาเคยปรากฏตัวตอนที่เธอกับเฉียวเฉี่ยวถูกคนร้ายรังแกเขาเคยมอบอ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดให้แก่เธอและเฉียวเฉี่ยว
เขาทำให้เธอกับเฉียวเฉี่ยวได้พบบ้านใหม่และทำให้เธอได้รักษาใบหน้าของตนเองอีกครั้ง
ในขณะนี้เงาร่างของซูฮ่าวกำลังชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
เย่จื่ออี๋กัดฟันกรอดแล้วผลักเฉินไห่คั่วออกไป
“จื่ออี๋ เธอเชื่อฉันเถอะนะ?” เฉินไห่คั่วชะงักไปจากนั้นก็สาวเท้าเข้ามา ก่อนจะดึงเธอเข้าไปกอดอีกครั้ง
แต่ตอนนั้นก็มีมือข้างหนึ่งที่ปรากฏขึ้นจากความมืดและคว้ามือของเฉินไห่คั่วเอาไว้
“คุณครับ ฝืนใจคนอื่นไม่ใช่เรื่องดีนะครับ!”