เล่มที่ 1 บทที่ 41 อร่อยนก อร่อยคน
ป่าสนหลังโรงครัวของมหาอาศรมหยั่งฟ้า บนเทือกเขาบรรพตค้ำฟ้า "อี้เหอน้อยเจ้าต้องรีบกินรีบโตรู้หรือไม่"หยางอี้เหอกำลังลูบไปบนหัวไก่บินของเขาอย่างแผ่วเบา ปากและหงอนบนหัวของอี้เหอน้อยมีลักษณะสีแดงที่ขยับไปมาเมื่อเขาขยับมือลูบ ลำคอที่มีแผงขนละเอียดอ่อนนุ่มดุจปุยเมฆของมันยืดยาวได้เหมือนเต่ากำลังยืดยาวออกเพื่อเล็มเลียยอดหยาดน้ำค้างสีฟ้าใสในมือของหยางอี้เหอ ด้านข้างที่วางไว้ข้างตัวเขาเป็นตะกร้าสานไม้ไผ่ที่มีเห็ดสีชมพูเรียงใส่อยู่เต็มวางไว้ใกล้ๆ หยางอี้เหอตั้งชื่อเจ้าไก่บินตัวนี้ว่า'อี้เหอน้อย'เพราะปกติไก่บินเป็นสัตว์แม่ลูก เมื่อไม่มีเจ้าของมันต้องบินกลับไปหาแม่ของมัน แต่อี้เหอน้อยกลับติดเขาแจ หยางอี้เหอคิดว่าอี้เหอน้อยต้องเป็นกำพร้าอย่างเขาแน่นอน จึงตั้งชื่อให้มันเช่นนั้น แม้มันจะเป็นเพียงไก่บินตัวเล็กๆตัวหนึ่ง แต่สำหรับหยางอี้เหอกลับมีความหมายอย่างยิ่ง แม้ 10 ปีที่ผ่านมาเขาจะใช้ชีวิตอยู่ในร้านอาหารอยู่กับเถ้าแก่เผิง คำว่า ‘ครอบครัว’ หรือ ‘ญาติมิตร’ เด็กน้อยผู้นี้ไม่เคยได้รู้จักหรือสัมผัส แม้อาอู๋ซ๋าจ่ายของเขาที่ประสบพบกันในยามยากที่พอได้รับรู้ความอบอุ่นห่วงใยจากเขาก็เพียงไม่ถึงครึ่งค่อนวันแลตอนนี้ก็ไม่อยู่ด้วยกันแล้ว และถึงเขาจะอยู่ที่โรงครัวของมหาอาศรมหยั่งฟ้ามากว่าหนึ่งเดือน คนที่อยู่โรงครัวล้วนรักใคร่ในตัวเขา(มียกเว้นคนผู้หนึ่ง)โดยเฉพาะผู้เฒ่าไป๋เซียง และพี่หลินตงที่ใส่ใจเขาเป็นที่สุด ก็นับเป็นเพียงผู้อื่นแต่ที่อยู่กับเขาตลอดเวลากลับเป็นอี้เหอน้อยตัวนี้ สำหรับเด็กน้อยผู้หนึ่งนับว่ามันมาเติมเต็มในส่วนที่ผู้อื่นไม่อาจเข้าใจได้ อย่างน้อยที่สุดยามอยู่คนเดียวอี้เหอน้อยก็เกาะไหล่อยู่เป็นเพื่อนเขา เคลียคลอเคียงข้างเมื่อยามเหงา ยามเขาเฝ้ามองดูท้องฟ้าในยามค่ำคืนก็เช่นเดียวกัน สิบปีที่ผ่านมาเวลาเถ้าแก่เผิงเข้านอนไปแล้ว บางคืนที่นอนไม่หลับเหมือนขาดสิ่งใดไป อากาศแม้ไม่ร้อนไม่เย็นแต่เขามักรู้สึกเหน็บหนาวถึงข้างในเมื่อยามอยู่ตัวคนเดียว ทำให้เด็กน้อยลุกขึ้นมานั่งแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างมองดูแสงดาวมากมายบนท้องฟ้าในยามค่ำคืน หลายครั้งเด็กน้อยถึงกลับจินตนาการว่าตนเองเป็นดาวสักดวงบนท้องฟ้าแม้บางคืนมืดมิดแต่ยังมีดาวกระพริบอยู่ลิบหรี่เป็นเพื่อนกันแม้น้อยนิด แต่ยังอบอุ่นใจกว่าชีวิตของเขาที่มีอยู่เพียงตัวคนเดียวมากมายนัก จิ๊บจั๊บๆ อี้เหอน้อยร้องออกมาเบาๆ ท่าทางมันคงกินอย่างเอร็ดอร่อยนัก เขาคิดยอดหยาดน้ำค้างสีฟ้านี้เกิดจากการกลั่นตัวของหมอกน้ำค้างบริสุทธิ์ยามเช้า หยาดน้ำค้างธรรมดาจะระเหยเมื่อแดดส่องร้อนแรง แต่ยอดหยาดน้ำค้างจะเป็นสีฟ้าไม่ระเหิดหายไปแต่หาพบได้ยากยอดเขาของเทือกเขาบรรพตค้ำฟ้าแห่งนี้กลับพอหายอดหยาดน้ำค้างนี้ได้ โดยย่ำรุ่งทุกวันหยางอี้เหอที่ตื่นแต่เช้าจะออกมาตะเวนเก็บใส่ขวดเอาไว้ก่อนไปยังโรงครัว ปกติไก่บินจะกินน้ำค้างหิมะที่พบมากแถวแถบมณฑลใหญ่อุดรที่หนาวเหน็บและป้อมปราการยุทธ์มังกรบินนำมากลั่นเป็นเกร็ดขายทำกำไรได้มหาศาล แต่ไก่บินของเขากลับกำลังส่งเสียงจิ๊บจั๊บๆกินยอดหยาดน้ำค้างได้อย่างเอร็ดอร่อยหยางอี้เหอจึงไม่ลำบากเลี้ยงมันมากมาย กระดองสีเขียวเข้มของอี้เหอน้อยมีสองชั้นชั้นนอกแข็งจนน่าตกใจ แต่ด้านในเป็นเหมือนรยางค์สีเขียวอ่อนซ้อนทับกันมีช่องเล็กๆอยู่ด้านในสำหรับเก็บกักตุนอาหารที่ตรงส่วนนี้ที่ชาวยุทธ์ไว้บรรจุข่าวสารใส่ไว้ในตัวไก่บิน คอที่ยื่นได้ยาวเหมือนคอเต่าทำให้มันหมุนคอมากินอาหารที่เก็บสะสมในกระดองนี้ได้ ขนทั้งตัว ปีกและหางมีสีเขียวอมแดงสะท้อนแสงจนเหลือบมันเป็นเงา อี้เหอน้อยกำลังมองหยางอี้เหอตาแป๋ว มันทำจมูกฟิดฟัดจมูกมันดียิ่งแม้เขาอยู่ที่ไหนมันยังบินหาเขาจนพบ จึงไม่แปลกใจที่ชาวยุทธ์ฝึกให้มันส่งข่าวสาร แม้อยู่ห่างกันข้ามมณฑลไก่บินพวกนี้ยังบินไปหาเจ้าของมันเจอ "เจ้าต้องรีบโตให้ไว หากเจ้าเจอเจ้านกอินทรีย์ภูเขาอันธพาลนั้น จะได้ไม่ต้องกลัวมันอีก " อี้เหอน้อยส่งเสียงจิ๊บจั๊บๆปานเข้าใจที่เขาพูด พอกินอิ่มมันก็เริ่มหดตัวกลับเข้ากระดอง หยางอี้เหอเริ่มสังเกตว่าไก่บินจะหดตัวแบบนี้ตอนที่มันเจอศัตรู มันจะถลาลงจากอากาศ หดหัว ปีก ขาเข้าในกระดองเพื่อป้องกันตัวและพุ่งกระดองแข็งใส่ศัตรูอย่างรวดเร็ว กับจะหดตัวตอนมันจะนอนเหมือนเวลานี้ที่ขดหายเข้าไปในกระดองนอนหลับบนอุ้งมือของเขา หยางอี้เหอเอามันใส่อกเสื้อก่อนคว้าตะกร้าสานไม้ไผ่ที่มีเห็ดสีชมพูอยู่เต็มออกจากป่าสนที่ห่างจากโรงครัวไม่ถึงร้อยก้าว เมื่อเห็นหลังคาโรงครัวชัดทั้งหลังกลิ่นข้าวที่เริ่มหุงสุกก็โชยมาเตะจมูก "อี้เหอน้อยจั๊กจี๋ๆ" เขาร้องขึ้น สงสัยอี้เหอน้อยละเมอจนขยับกลิ้งไปมาภายในอกเสื้อเขา ในตะกร้าเป็นเห็ดสนสีชมพูที่เด็กน้อยออกมาเก็บดอกเห็ดที่ผุดขึ้นมากมายบนเทือกเขาบรรพตในช่วงนี้ เห็ดสนชมพูมักจะออกดอกบานจนเต็มโคนต้นสนที่อายุมากกว่า100ปี เห็ดสนชมพูเหล่านี้ถูกเด็กน้อยเก็บเพื่อเอาไปทำครัวเที่ยงนี้ เดี๋ยวนี้เด็กน้อยหยางอี้เหอเขยิบจากผู้ช่วยลูกมือมาช่วยทำอาหารให้โรงครัวของมหาอาศรมหยั่งฟ้าแล้ว ความจริงผู้เฒ่าไป๋เซียงเคยบอกทุกคนว่าผัดผักกาดที่เด็กน้อยอี้เหอเคยทำที่ร้านอาหารของเถ้าแก่เผิงอร่อยลิ้นนัก แต่ก็ไม่มีใครเชื่อว่าเด็กอายุเพียง10 ขวบจะทำอาหารอร่อยเรียกน้ำลายได้ปานนี้ จนเมื่อวันก่อนที่อ๋องเลี่ยนแห่งมณฑลใหญ่ภาคกลางมากราบสักการะมหาเจดีย์หยั่งฟ้าและถือโอกาสมานมัสการหลี่จิ่วไต้ซือและฟังหานเต้าหยินที่ช่วยขับไล่มารด้ายแดง แล้วทหารองค์รักษ์ที่นำมาด้วยส่วนหนึ่ง ตกเที่ยงกลายเป็นผีหิวโหยเนื่องจากโรงครัวของมหาอาศรมหยั่งฟ้าทำอาหารเที่ยงเลี้ยงไม่ทัน สุดท้ายหยางอี้เหอเลยได้แสดงฝีมือกลายเป็นพ่อครัวน้อยจำเป็น จนพวกทหารองค์รักษ์ของอ๋องเลี่ยนเหล่านั้นพอกินเสร็จยังมารอขอเพิ่มถึงที่โรงครัวอีกหลายชาม มีเวลาอีกนานกว่าจะถึงเวลาเที่ยงเมื่อหยางอี้เหอมาถึงโรงครัว หลายคนกำลังสาละวนช่วยกันคนละไม้คนละมือ"นั่นอี้เหอมาแล้ว " เสียงพี่อูเสาจื่อดังขึ้นมองดูเห็ดที่เก็บมาจนเต็มตะกร้าที่เขาหิ้วมา "เลี่ยวซือเจ้าตัวมีปัญหาอย่ามัวชักช้า มาช่วยอี้เหอล้างเห็ดไวไว"เสียงพี่จรีหว่านดังขึ้นอีกคนแต่เสียงเขาเหมือนฉุนเฉียวอยู่ไม่น้อย "หากเจ้ายังแยกไม่ออกระหว่างเห็ดสนชมพูกับเห็ดชมพูเคลิ้มลอยนี้ วันหลังถ้ายังเก็บมันมาอีกข้าจะยัดเห็ดพิษนี้ให้เต็มปากเจ้า " เสียงพี่หลินตงเสริมขึ้นอีกหมัด แต่ได้ผลชะงักนัก พี่เลี่ยวซื่อรีบมารับตะกร้าในมือเด็กน้อยเอาไปล้างอย่างด่วนจี๋ แต่พอเขาเข้ามาใกล้ยังมิวายลอบตีคิ้วขยับเขี้ยวให้หยางอี้เหอเห็น หยางอี้เหอไม่อยากสนใจกับเขาอีก จึงเดินออกมาล้างไม้ล้างมือที่ด้านข้างโรงครัวเห็นตรงข้างหน้าต่างมีเห็ดชมพูเคลิ้มลอยที่เป็นเห็ดพิษผู้คนกินแล้วเมามายที่มักขึ้นปะปนกับเห็ดสนชมพูถูกโยนกองทิ้งไว้ สงสัยพี่เลี่ยวซื่อแยกเยอะไม่ออกจนเก็บปะปนมาด้วย แม้เห็ดทั้งสองจะมีความคล้ายคลึงกันมาก แต่เห็ดสนชมพูมีกลิ่นและขนาดรูปทรงที่เรียวบางอ่อนนิ่มกว่าเห็ดชมพูเคลิ้มลอย ถ้าหากใส่ในรายละเอียดที่แตกต่างกันนี้ก็จะสามารถจำแนกเห็ดทั้งสองชนิดออกจากกันได้ ‘ถึงว่าไฉนผู้เฒ่าไป๋เซียงถึงส่ายหน้าทอดถอนใจได้ทุกวันกับพี่เลี่ยวซื่อคนนี้’ หยางอี้เหอคิด ช่วงที่ทุกคนช่วยกันเตรียมภาชนะใส่อาหาร และตักข้าวที่สุกแล้วใส่โถกระเบื้องเตรียมไว้ เด็กน้อยหยางอี้เหอก็เริ่มผัดผักในกระทะ เมื่อผักที่ใส่ไปเริ่มสุกเขาปรุงใส่เกลือน้ำตาลเล็กน้อยลงไป เขาดูไฟให้อ่อนพอดีปรุงรสอีกนิดหนึ่งเมื่อผักและเห็ดสุกทั่วถึงก็เติมน้ำอุ่นลงไปอีกเล็กน้อย ผ่านไปไม่นานหยางอี้เหอผัดผักรวมที่มีเห็ดสนชมพูใส่ลงไปด้วย กลิ่นหอมหวนกระจายเต็มโรงครัว จนเลี่ยวซื่อยังมองจนน้ำลายหก .................................. บนห้องรับรองของศาลาเรือนสนมหาอาศรมหยั่งฟ้าบนโต๊ะไม้มีฟังหานเต้าหยินและหลี่จิ่วไต้ซือที่เดินทางกลับมาและพักที่นี้ได้สองอาทิตย์นั่งสนทนากันอยู่ ที่นั่งถัดไปเป็นหานอี้เต้าหยิน ส่วนด้านข้างที่ยืนอยู่เป็นเฒ่าไป๋เซียงที่ยืนรอเก็บสำรับ กำลังยืนดูทุกคนกำลังจะลงมือทานอาหารมื้อเที่ยงที่เขาเพิ่งนำมาวางเมื่อครู่นี้ “วันหน้าหากอ๋องเลี่ยนพาผู้คนมาสักการะมหาเจดีย์หยั่งฟ้า แล้วต้องมีพิธีรีตองมากมายเช่นนี้ จมูกโคเฒ่าอย่าบอกว่าข้าอยู่ที่นี้เด็ดขาด”หลี่จิ่วไต้ซือกล่าวขึ้นก่อนจะใช้ตะเกียบไม้ไผ่คีบผัดผักเข้าปาก ฟังหานเต้าหยินฟังแล้วหรี่ตาขึ้น“หลวงจีนเฒ่าปากไม่ตรงกับใจเช่นเจ้าอย่าได้ปากมากใยข้าจะไม่เห็นวันนั้น ก่อนกลับอ๋องเลี่ยนลอบถวายสุรากลั่นชั้นดีของมณฑลใหญ่อุดรให้หลวงจีนทุศีลเช่นเจ้า เจ้ายังขนพรมาแปดกุฏิอนุโมทนาสาธุให้เขาเสียเหยียดยาว” หลวงจีนหลี่จิ่วไต้ซือพอฟังยังไม่ตอบโต้เขาแต่กลับจุ๊ปากดังขึ้น "จุ๊ๆๆ อร่อยเสียจริงๆผัดผักจานนี้ โดยเฉพาะเห็ดสนชมพูผัดชิ้นนี้ " เสียงหลี่จิ่วไต้ซือดังทะลุโต๊ะขึ้นมาเขาพูดจบก็คีบผัดผักที่เฒ่าไป๋เซียงเพิ่งนำสำรับมาตั้งวาง จับยัดเข้าปากอีกสองสามชิ้น ปากทำเสียงจ๊วบจั๊บเคี้ยวปากหนึบหนับๆ หากไม่เกรงใจว่ามีเฒ่าไป๋เซียงที่ยืนมองเขาอยู่คงเรียกหาสุรามากรอกตามเข้าไป เคี้ยวเสร็จเขาจึงกล่าวต่อว่า"ข้านึกว่าพริกเกลือของเจ้าหมดสิ้นโรงครัว ที่ผ่านมาสองอาทิตย์จึงกินแต่อาหารจืดชืดปานโดนน้ำฝนชะล้างมาครึ่งค่อนวันเช่นนี้ " "จมูกโคเฒ่าไฉนหานอี้ศิษย์ของเจ้าไม่กินด้วยกัน "เขาเหลือบมองตรงหน้าหานอี้เต้าหยินที่มีเพียงน้ำชาถ้วยเดียว พอเขาฟังว่าหานอี้เต้าหยินที่นั่งมองเขาตาพริบๆไม่ทานด้วยกัน เหตุเพราะกินอาหารเพียงมื้อเดียว ไม่แตะต้องอาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็น ไม่เน้นพิถีพิถันในเรื่องอาหารการกิน เคร่งครัดในเรื่องความเป็นอยู่อย่างยิ่งยวด ใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะในเรื่องความเป็นอยู่กินง่ายอยู่ง่ายยิ่งกว่าหลวงจีนที่วัดเขาเสียอีก เขาฟังเสร็จถึงกลับโพล่งสั่งสอนเทศนากัณฑ์เทศน์ออกมาหนึ่งยกใหญ่ "ลูกศิษย์จมูกโคของเจ้า ยึดการบำเพ็ญทุกรกริยาโดยการกินอาหารจืดชืด อดมื้อกินมื้อ เห็นการฝืนทนใช้ชีวิตที่ยากลำบากเป็นของวิเศษปานนั้น มหาอาศรมหยั่งฟ้าของพวกเจ้าถึงกลับสั่งสอนศิษย์คร่ำครึเช่นนี้ หากเป็นเช่นนั้นจริงขอทานอดอยาก นอนเกลือกกลั้วข้างถนนที่เห็นดาษดื่น คงบรรลุมรรคผลเดินว่อนแดนพุทธภูมิของข้าแล้ว อาหารเข้าปากด้านบนก็ผ่านออกทางด้านล่างเช่นนี้เกี่ยวอันใดกับบำเพ็ญบรรลุมรรคผล รึพวกเจ้าแบ่งธรรมะตรงกินฉันมื้อเดียวบรรลุอรหันต์ หนุนนอนพื้นแข็งบรรลุมรรคผลเป็นเทพเซียน เช่นนั้นชาวบ้านชาวช่องหมาแมวกินวันละสี่ห้ามื้อมิตกนรกหมกไหม้ ที่นอนนุ่มปานเตียงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่อ๋องเลี่ยนเอนนอนทุกค่ำคืนมิพามันเหินลอยไปเททิ้งขุมนรกกันหมดสิ้น" หลี่จิ่วไต้ซือร่ายจนยืดยาว ปานกลัวผู้ใดมาแย่งเขาพูด ..............................