เนตร เจ้าของเรียวขาสวยที่อวดแผ่นหลังเย้ายวนมากล้นด้วยรอยสักชวนหลงไหล
เธอหันศีรษะไปมองเจ้าของคำถาม ก่อนจะผุดรอยยิ้มมุมปาก
“อ้อ...นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณออร์นี่เอง ก็สบายดีนะคะ เรื่อยๆ แหละค่ะ แล้วนี่คุณออร์มาร่วมงานวันนี้เหรอคะ”
ออร์ ผู้อยู่ในชุดเสื้อหนังตัวสีดำ พล่างส่ายหน้าแล้วตอบปฏิเสธ “ไม่ใช่หรอกครับ คุณเนตรน่าจะรู้ว่าผมไม่ได้ชอบละคร ที่เห็นว่าอยู่ในงานก็แค่เดินผ่านมา”
“อย่างนี้นี่เอง...”
“แล้วคนนนี้คือ...”
ออร์ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเจมส์ แต่ดูจากลักษณะการแต่งตัว บวกกับหน้าตา แบรนด์เสื้อผ้า และบอดี้การ์ดในชุดสูท ย่อมต้องเป็นตัวตนไม่ธรรมดา ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าแสดงด้านแย่ๆ ออกมาต่อหน้าอีกฝ่าย เพียงเอ่ยถามอย่างมีมารยาท
เนตรเริ่มแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน และนั่นทำให้เขารู้จักชายหนุ่มมาดมาเฟีย
ออร์ฉีกยิ้มมุมปาก ยื่นมือมาด้านหน้า “สวัสดีครับคุณเจมส์ ผมออร์ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
“เช่นกันครับ”
“เห็นคุณเนตรบอกว่าคุณเจมส์ทำธุรกิจทางทะเล ฟังดูน่าสนใจและผมเองก็อยากร่วมธุรกิจด้วยนะครับ แต่น่าเสียดาย ที่บ้านผมทำเกี่ยวกับแล็บเสริมความงาม”
“แล็บเสริมความงาม...”
“อ๋อ...ความจริงมันเป็นของพี่สาวผมน่ะครับ ผมแค่เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งเท่านั้นเอง ชื่อคลินิกคุณานนท์ ถ้าหากคุณเจมส์อยากดูแลผิวพรรณ รับรองเข้าไปใช้บริการต้องถูกใจ จนอยากกลับไปใช้บริการใหม่” ออร์เริ่มโฆษณาคลินิกของตนและพี่สาว
“เดี๋ยวนะคุณออร์ คลินิกเพิ่งเปิดตัวต้นปีก่อนเองนะ คุณขยายสาขาถึงพัทยาแล้วหรือไง อีกอย่าง คุณคงโฆษณาให้ผิดคนแล้วแหละ ดูคุณเจมส์สิผิวดีกว่าผู้หญิงอีก” เนตรอดแซวเจมส์ไม่ได้
“ก็กำลังขยายสาขาครับ คาดว่าปลายเดือนนี้น่าจะทันเปิดที่พัทยา” ออร์อมยิ้มหน่อยนึง ก่อนจะสำรวจเจมส์ตั้งแต่หัวจรดเท้า “ว้าว จริงอย่างที่คุณเนตรบอก ผิวของคุณเจมส์สวยกว่าผู้หญิง ขอถามได้ไหมครับว่าทำยังไงถึงได้มีผิวแบบนี้”
“ผิวของผมน่ะเหรอ...” เจมส์ไม่รู้จะตอบยังไง เพราะความจริงเขาใช้'เครื่องเปลี่ยนสีผิว' แต่ครั้นได้เห็นดาราละครเรื่อง'แดนพิศวง'จึงนึกถึงคำคำนึงที่เหล่าดารา แอบไปเหลาหน้าที่เกาหลีมาชอบใช้แต่ขี้แอ๊บไม่กล้าบอกตรงๆ
“ผมก็แค่ดื่มน้ำแร่ นอนแต่หัววัน ออกกำลังกายเช้าเย็น ทานอาหารมีประโยชน์”
“เอ๋...คำตอบของคุณเจมส์ทำให้ผมนึกถึงพวกดาราเลยนะเนี่ย ฮ่าฮ่า เอาความจริงสิครับ เผื่อว่าผมจะได้นำปรับใช้กับคลินิกผมบ้าง” ออร์หัวเราะจนท้องแข็ง แต่ก็นะ คำพูดแบบนี้คือการโกหก ความจริงนายคงไปดึงหน้า ฉีดผิวมาสินะ
ในฐานะคนที่ทำเกี่ยวกับคลินิก ทำไมออร์จะไม่รู้ว่าคนประเภทเจมส์ มีมากมายนับไม่ถ้วน
“จริงๆ ครับ ถ้าหากคุณออร์ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เพราะผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตอบยังไงดี” เจมส์ยักไหล่
ใช่สิถ้าหากอยากรู้ความลับแล้วนำไปปรับปรุงคลีนิค ก็คงต้องควานหาเองแล้วแหละ ว่าทำไมเขาถึงมีผิวขาวกระจ่างใสกว่าผู้หญิง
ออร์รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ให้ตายสิชายคนนี้ ดูก็รู้ว่าจงใจทำให้เขารู้สึกแย่ โดยเฉพาะต่อหน้าเนตร คนที่เขาแอบชอบมานาน
...
“อ้าวคุณเจมส์ คุณเนตร มายืนอยู่ตรงนี้ทำไมละคะ งานเริ่มแล้วนะ เข้าไปร่วมงานเถอะค่ะ”
ในระหว่างนั้นผู้จัดละคร พริ้งพราว ผู้อยู่ในชุดสวยหรู กระโปรงยาวถึงพื้นสีน้ำทะเล เดินเข้ามาหาทั้งคู่และมีรอยยิ้มประดับ
“ดูเหมือนว่าพวกคุณจะมีธุระ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ออร์โบกมือลา เขาเดินออกมาจากที่นั่นพร้อมกับคนติดตามหนึ่งคน
พริ้งพราวไม่ได้ให้ความสนใจ
จริงอยู่ที่ออร์หน้าตาหล่อเหลา เหมาะกับการนำมาเล่นละคร แต่หากเทียบกับเจมส์ ชายผู้มีหุ่นล่ำกำยำ สมชายชาตรีและยังมีวงหน้าหล่อเหลา ออร์ไม่ต่างจากหนุ่มหน้าตาดีอันดาษดื่นที่หาได้ทั่วไป
ด้วยการนำทางของพริ้งพราว พวกเขาได้มุมนั่งเจ๋งๆ
ในขณะนั่งอยู่บนโต๊ะ พริ้งพราว ผู้จัดละครผู้มีใบหน้าโฉบเฉี่ยว แย้มถามชายหนุ่มเจ้าของถุงมือสีดำ
“คุณเจมส์ นอกจากฝีมือการทำอนิเมชั่นของคุณแล้ว คุณยังมีหน้าตาและรูปร่างที่ดีอีกนะคะเนี่ย ไม่คิดเลยว่าไม่เจอกันไม่กี่เดือนคุณจะเปลี่ยนไปจนน่าตกใจ อยากเล่นละครหรือเปล่าคะ บอกได้นะ เดี๋ยวให้เป็นพระเอก”
เนตรถึงกับตกใจ ไม่คิดว่าผู้จัดละครมากฝีมืออย่างพริ้งพราว จะถูกใจเจมส์ถึงขั้นชวนให้เขาไปเล่นละคร และบทที่เธอเสนอไม่ใช่ขี้ๆ แต่เป็นถึงระดับพระเอกละคร
คิดดู ใครบางคนกว่าจะได้บทเด่นอย่างพระเอกละครต้องผ่านอะไรมาเยอะแยะมากมาย
แต่เจมส์กลับถูกอกถูกใจพริ้งพราว ผู้จัดละครมากฝีมือแถมยังหน้าตาดี งานนี้ขอบอกว่า หากเขาเดินสายบันเทิง งานคงเข้ามารัวๆ
“ขอบคุณครับ แต่น่าเสียดาย ผมไม่ชอบอยู่หน้ากล้องสักเท่าไหร่ แต่ถ้าหากให้ร่วมทุนในการสร้างละครสักหนึ่งเรื่องที่เน้นซีจีละก็ บอกผมมาได้เลย ผมยินดีรับข้อเสนอ” เจมส์ผงะในทีแรก ก่อนจะตอบให้เป็นธรรมชาติที่สุด
“ว้าแย่จัง...น่าเสียดายแต่ไม่เป็นไร ไว้พี่ค่อยคุยวันหลัง ไม่แน่บางทีเจมส์อาจเปลี่ยนใจ ยอมมาเป็นพระเอกให้ก็ได้ใครจะรู้ ใช่ไหมจ้ะ จูเนียร์” พริ้งพราวหันไปยิ้มให้เด็กชายตัวเล็ก ที่นั่งข้างพี่ชายไม่ห่าง
“เอ่อ...ใช่ครับ แต่ถ้าหากพี่ชายน้องไม่อยากเล่น ให้น้องเล่นแทนก็ได้นะครับ”
“หูย...แบบนี้พี่ต้องเอาจูเนียร์มาเป็นพระเอกแทนแล้วสิ”
คนทั้งกลุ่มหัวเราะสนุกสนาน แต่กลับทำให้โต๊ะข้างๆ ไม่พอใจ
.....
งานดำเนินต่อไป มันถึงช่วงที่พริ้งพราวต้องขึ้นไปบนเวที ร่ายยาวถึงรายละเอียดของการถ่ายทำฉากต่อฉาก เล่าถึงความยากง่าย และเคมีของคู่พระนาง
นอกจากนั้นพริ้งพราวยังกล่าวถึงการร่วมงานกับสตูดิโอน้องใหม่อย่าง Animation Kids
เมื่อก่อนพูดถึงชื่อนี้ใครหลายคนอาจงง ไม่เข้าใจว่ามันเป็นสตูดิโอจากไหน แต่ตอนนี้ด้วยกระแสจากโลกโซเชียล ไม่แปลกหากพวกเขาจะรู้จัก
ระหว่างพริ้งพราวกำลังพูดบนเวทีกับนักแสดง เจมส์ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ และจูเนียร์ เด็กชายตัวเล็กขี้อายไม่เคยห่างพี่ ต้องตามติดเป็นวิญญาณไม่ห่าง
ไม่รู้เป็นเพราะเรื่องบังเอิญหรือยังไง จูเนียร์ได้พบกับหนึ่งในนักแสดงที่ห้องน้ำที่ถูกกันไว้สำหรับทีมงานละครวันนี้
เนื่องจากพวกเขาเป็นคนดัง การเข้าห้องน้ำรวมกับคนสาธารณะเวลานี้คงไม่เหมาะ ทางห้างดารารายจึงปิดป้ายประกาศ สำหรับทีมงานและนักแสดงเท่านั้น
เพราะเจมส์เป็นหนึ่งในทีมงาน อาศัยบัตรที่ถูกแขวนอยู่บนคอไม่แปลกหากจะเข้าไปใช้ห้องน้ำด้านในได้
เนิ่นนานเจมส์จึงทำธุระเสร็จ
จูเนียร์ที่เห็นทางสะดวกจึงกระซิบบอก “พี่เจมส์ น้องได้ยินดาราชื่อต้นพูดบางอย่างหน้าห้องน้ำด้วยแหละ”
“ต้น...หนึ่งในนักแสดง ตัวหลักที่เป็นเพื่อนพระเอก'แดนพิศวงน่ะนะ?”
“ใช่ใช่ ทีแรกที่เขาคุยโทรศัพท์น้องก็ไม่สนใจหรอกนะ เพียงแต่เขาพูดถึงพี่พอดีน้องเลยนิสัยไม่ดีแอบฟังหน่อย”
“จริงดิ เขาเนี่ยนะพูดถึงพี่?”
เจมส์ค่อนข้างประหลาดใจ เพราะเขากับฝ่ายนั้นไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว พบหน้าครั้งแรกก็งานวันนี้แหละ แล้วถ้างั้นทำไมถึงมุ่งประเด็นมาที่เขาล่ะ
“เขาพูดว่าไงบ้าง” เจมส์ถามในขณะจูงน้องชายเดินออกมาจากห้องน้ำ
“เอ่อ...ไม่รู้สิ รู้แค่ว่าไม่พอใจมาก อาจเป็นเพราะคุณพริ้งพราวพูดถึงพี่ละมั้ง”
“อ๋อ แบบนี้นี่เอง”
เจมส์เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้
อาจเป็นเพราะหมอนี่อิจฉาที่อยู่ๆ พริ้งพราวก็พูดขึ้นว่าจะให้เขามาเป็นพระเอก จึงเกิดการน้อยเนื้อต่ำใจ ถึงขั้นเก็บมาบ่นหน้าห้องน้ำ
“แล้วก็...เห็นบอกว่างานเลี้ยงกลางคืนที่ลานบ้านผู้จัดละครวันนี้ เขาจะเตรียมเซอร์ไพรส์พิเศษ ชนิดที่ว่าผู้จัดละครต้องให้บทดีๆ กับเขา ไม่งั้นเป็นเรื่อง”
“หืม...แล้วหมอนี่พูดมาทั้งหมดเนี่ย ไม่มีใครได้ยินเลยเหรอ”
“อ๋อ ตอนนั้นไม่มีคนอยู่หน้าห้องน้ำเลย อาจเพราะกำลังสนใจพระเอกนางเอกบนเวทีละมั้งครับ น้องเองก็ไม่ค่อยรู้”
“งั้นเหรอ ขอบใจนะที่บอก”
“ฮี่ฮี่ ไม่ฟรี”
“หืม...แล้วจะเอาอะไร?”
“แฮมเบอร์เกอร์ เฟนท์ฟราย น้ำอัดลมรสกล้วยหอม แล้วก็...”
“เยอะจัง กินหมดเหรอเนี่ย”
“ไม่รู้ รู้แต่ว่าถ้าหากไม่หมด ก็เก็บไว้กินพรุ่งนี้ได้”
เจมส์ถึงกับยิ้มเจื่อน
นั่นสินะบ้านเขาค่อนข้างประหยัด กินเหลือไม่หมดก็เก็บไว้ในตู้เย็น ค่อยนำมาอุ่นกินพรุ่งนี้ใหม่
บางทีจูเนียร์อาจติดนิสัยแบบนั้น และเขาเองก็เช่นกัน ในบางครั้งจะเก็บกุ้งมังกรที่กินไม่หมดไว้พรุ่งนี้ เพิ่งจะมาเปลี่ยนนิสัยชอบเก็บของเหลือไว้กินเมื่อไม่นานมานี้เอง
......
เดินกลับเข้ามาในงานมันค่อนข้างน่าเบื่อ
สุดท้ายเขาเลยเลือกที่จะพาน้องชายเดินเที่ยวชม ห้างดารารายในเมืองกรุงเทพฯ
จูเนียร์โดยปกติใส่ชุดราคาถูกจากตลาด แพงสุดที่เคยซื้อตัวนึงก็สองร้อยบาท แต่ตอนนี้เจมส์รวยแล้ว ดังนั้นเลยอยากให้น้องชายได้แต่งตัวดีๆ บ้าง
ในระหว่างพาน้องชายหาชุดที่ถูกใจ เจมส์บังเอิญเห็นคลินิกคุณานนท์ของออร์
ที่นั่นมองจากภายนอกเป็นร้านที่มีแต่ผู้หญิงสวยในชุดสุภาพ
พวกเธอนุ่งกระโปรงสั้นกุด ผิวขาว หน้าตาดี และแทบจะทุกคนไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า หน้าอกกับแบนราบ ไม่ต่างจากไม้กระดาน มองเห็นหน้านึกว่าข้างหลัง
“พี่เจมส์ ดูอะไรอยู่นั่น อย่าบอกนะว่าแอบมองผู้หญิงน่ารักๆ เดี๋ยวเถอะ ฟ้องพี่เนตรซะเลย!” จูเนียร์ที่ปากคาบไอศกรีมจนเลอะ สะกิดพี่ชายที่เอาแต่มองร้านผู้หญิงสวย
“เดี๋ยวนะ...แล้วเกี่ยวอะไรกับพี่เนตร พี่งงไปหมดแล้ว”
“อ้าว น้องนึกว่าพี่เป็นแฟนกันซะอีก ไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ใช่ แค่เพื่อนร่วมงานน่ะ”
“อย่างงี้นี่เอง แล้วนี่พี่กำลังมองอะไร อย่าบอกนะว่าชอบพี่สาวในร้าน?”
“เปล่า แค่สนใจคลินิกเสริมความงามนิดหน่อย แต่ถ้าให้พูด มันก็งั้นๆ คลินิกของพี่ดีกว่า”
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังคุยกันอย่างสนุก
ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในชุดสุภาพสีขาว บังเอิญผ่านมาได้ยินบทสนทนา
“ไม่คิดเลยว่าไม่ได้เข้ามาดูร้านแค่หนึ่งเดือน เข้ามาก็เจอกับพวกคุยโว ทำไมคะ...คลินิกฉันหากเทียบกับของคุณ มันแย่มากขนาดนั้นเลยเหรอ”