บทที่36 ถ้ำหิมะ
ชายทั้ง5 ได้แต่ยืนนิ่งและเหม่อมองการกระทำของจอมเวทสาว ผู้ยื่นมือให้การช่วยเหลือพวกตนด้วยความมึนงงสงสัย จวบจนกระทั่งจอมเวทร่างท้วมหยุดการเคลื่อนไหวลง ก่อนจะยืนนิ่งประจันหน้ากับลิงหิมะทั้งฝูงจำนวนเกือบ30 ตัว...อย่างไม่สะทกสะท้าน
เมื่อลิงหิมะทั้งหมดมุ่งหน้าเข้าใกล้จอมเวทสาวในระยะที่พวกมันสามารถโจมตีได้ จอมเวทสาวร่างอวบกลับยกมือชูฝ่ามือขึ้นในระดับหัวไหล่ปลายนิ้วทั้งห้ากางออกพร้อมเอื้อนเอ่ยวาจาบางอย่าง...
“ปลดปล่อย!! กลไกวงเวทรูปแบบที่ 2 สตาร์ออฟดาวิด [อาคมห่วงโซ่อัสนีพิโรธ]”
“จะ...จอมอาคม”ชายทั้ง 5 ต่างอุทานขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง โดยมิได้นัดหมาย
ในเวลานี้ พวกมันต่างก็ทราบและได้รู้แล้วว่าการกระทำสุดประหลาด ซึ่งลากวนสัตว์อสูรทั้งฝูงไปมาอยู่นาน โดยไม่คิดจะลงเวทบทใหญ่โจมตีฝูงเป้าหมายแท้จริงแล้ว…เป็นเพราะสาเหตุอันใด? “ศาสตร์การต่อสู้แห่งจอมอาคม”
เมื่อวงเวทสีทองและอักขระทั้ง12 จุดตัดบนพื้น ได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับแสงสว่างอันเรืองรอง วงเวทรอบนอกก็เริ่มหมุนวนอย่างช้าๆ ทันใดนั้นเอง ในตำแหน่งเดียวกับวงเวทบนพื้นเหนือขึ้นไปด้านบนประมาณ 10 เมตร กลับปรากฏวงเวทในรูปแบบเดียวกันขึ้นมาอีกวงหนึ่ง...หมุนวนสอดรับกับวงเวทบนพื้นด้วยความเร็วคงที่
เปรี้ยง!! ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
เส้นอัสนีจำนวนนับร้อยนับพันเส้นวิ่งสลับไปมาระหว่างวงเวททั้ง 2 อย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เส้นสายฟ้าสัมผัสถูกตัวลิงหิมะพวกมันก็พุ่งผ่านร่างของเป้าหมายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสร้างตัวเลขความเสียหายให้เกิดขึ้นอีกทั้งเส้นสายฟ้าที่พุ่งผ่านร่างของเจ้าลิงหิมะเหล่านี้ เมื่อมันแล่นผ่านศัตรูตัวหนึ่งแล้วก็เกิดการหักเหเปลี่ยนทิศทาง พุ่งเป็นแนวระนาบไปยังลิงหิมะอีกตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงในทันที
เส้นอัสนีหลายๆ เส้นที่พุ่งไปมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดูเหมือนว่า เจ้าลิงจ๋อกลุ่มนี้ถูกเส้นสายฟ้าสีเหลืองทองเหล่านี้มัดพันธนาการร่างของพวกมันทั้งหมดเอาไว้
อิทธิฤทธิ์ของอาคมห่วงโซ่อัสนีพิโรธยังไม่หมดเพียงแค่นี้นอกจากจะพันธนาการร่างของเจ้าลิงหิมะกลุ่มนี้ พร้อมกับลดพลังชีวิตเป้าหมายไปเรื่อยๆ แล้ว พลังแห่งสายฟ้ายังทำให้ร่างของลิงหิมะเกิดอาการ “อัมพาต” และ “มึนงง” ชั่วคราวไปพร้อมๆ กันอีกด้วย
เมื่อเจ้าลิงหิมะถูกเส้นสายฟ้าโจมตีเพียง1 เส้น ก็ยังพอทน แม้จะเกิดอาการอัมพาต/มึนงงอยู่บ้าง แต่ก็เป็นอาการผิดปกติเพียงแค่เวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่สำหรับเขตอาคมวงนี้ กลับไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็น เพราะในเขตอาคมฯมีจำนวนของเส้นสายฟ้าที่วิ่งพล่านไปทั่วนับร้อยนับพันเส้น มีหรือ? พวกมันจะมีโอกาสหลุดรอดออกมาจากอาณาเขตวงเวท...ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น
ดังนั้นเมื่ออาคมแสดงผลฯ อีกทั้งตัวของผู้เรียกใช้งานยังคงมีพลังเวทพอจ่ายให้แก่มันนั่นก็เท่ากับว่า ประตูแห่งความพ่ายแพ้ของหญิงสาวในเวลานี้...ได้ถูกปิดตายลงไปเป็นที่เรียบร้อย
“จอมอาคม”จะมีความน่ากลัวก็ต่อเมื่อ...ศัตรูผู้เป็นเป้าหมาย ตกอยู่ภายในพื้นที่กลไกวงเวทของจอมอาคมนั้นแต่หากศัตรูใดสามารถหลุดรอดออกมาจากเขตอาคมได้ ความพินาศฉิบหายของจอมอาคม...ก็จะอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือถึงเท่านั้นเอง
เจ้าลิงจ๋อพยายามดิ้นรนขัดขืนและหาทางพาตัวให้หลุดออกจากอาณาเขตวงเวทสายฟ้าอันรุนแรงนี้ จากลิงจ๋อทั้งหมด มีจำนวนหลายตัวที่ได้สลัดหลุดจากอาการอัมพาตและมึนงงมาได้พวกมันเหล่านั้นต่างก็พยายามตะเกียกตะกายพาร่างของตัวเองให้ออกมาจากเขตอาคมของอีกฝ่าย
ความพยายามก็ส่วนความพยายามแต่จะสำเร็จหรือไม่...ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อลิงหิมะตัวนั้นหลุดออกจากอาการผิดปกติได้ไม่นาน...เส้นสายฟ้าเส้นใหม่ก็พุ่งเข้ามาหาพวกมันแทบจะในทันทีและมันก็เป็นเช่นนี้เรื่อยไป...อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น
ถึงแม้เจ้าลิงจ๋อกลุ่มนี้จะมีระดับที่สูงถึง 235 แต่ความแข็งแกร่งของพวกมันกลับไม่ได้สร้างปัญหาให้แก่หญิงสาวเจ้าของวงเวทแต่อย่างใด
มีนทำเพียงแค่ยืนดูอยู่เฉยๆ และจ่ายพลังให้แก่วงเวทไปเรื่อย ๆ ก็พอ แค่นี้...ชีวิตของเจ้าลิงจ๋อทั้ง 30 ตัว ก็เหมือนตกอยู่ในเงื้อมมือพญามัจจุราชอย่างตนแล้ว
ความจริงแล้ว...มีนคิดจะร่ายเวทบทอื่นโจมตีเสริมเข้าไปในวงเวทเสียด้วยซ้ำเพื่อให้ฉากสังหารตรงหน้าจบลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็ติดที่ว่า ในเวลานี้ตัวเองไม่ได้อยู่เพียงลำพังเหมือนกับตอนที่เก็บระดับอยู่ใต้ทะเลลึกอีกแล้ว
เพราะยังมีสายตาอีก5 คู่ ที่จ้องมองมาทางนี้อยู่ มีนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนเหล่านี้เป็นใคร? แต่ถึงจะรู้...ตนก็ยังไม่อยากเปิดเผยไพ่ในมือซึ่งยังมีอีกหลายใบออกมาในเวลานี้ ดังนั้นจอมอาคมสาว จึงได้แต่เฝ้ารอเวลาให้วงเวทสายฟ้าวงนี้ทำหน้าที่ของมันไปเรื่อย ๆ จนสิ้นสุดกระบวนการฯ
ผ่านมากว่า5 นาทีแล้ว หญิงสาวเริ่มได้ยินเสียงการรายงานจากระบบฯ ถึงค่าประสบการณ์และไอเทมที่ได้รับอยู่เป็นระยะจากนั้นไม่นานเจ้าลิงจ๋อตัวสุดท้ายก็ได้สลายกลายเป็นแสงสีเทาหายไปในที่สุด
การต่อสู้ของหญิงสาวในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สายตาของชายทั้ง 5 ที่มองดูอย่างลุ้นระทึกเท่านั้นแต่ยังมีสายตาของป้าแก่ ๆ คนหนึ่ง ซึ่งยืนยิ้มและเฝ้ามองจากสถานที่อันห่างไกล ก่อนจะส่งเสียงออกมาราวกับกล่าวกับตัวเองว่า“ไม่เลวเลยนี่ ศิษย์ของเจ้า…อเล็กซ์”
…………
หลังจากลิงหิมะกลุ่มใหญ่ถูกสังหารลง ชายทั้ง 5 จึงรีบเดินตรงเข้ามาหาหญิงสาวก่อนจะหยุดยืนในจุดที่ห่างจากอีกฝ่ายประมาณ 3 เมตร พร้อมกล่าวออกมาอย่างชื่นชม “สะ...สุดยอด”
“ขอบคุณท่านผู้กล้าฯท่านจอมอาคมเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ช่วยชีวิตของพวกเราเอาไว้จากเจ้าลิงพวกนี้” ชายคนหนึ่งในชุดอัศวินเกราะสีทองกล่าวด้วยสำนึกขอบคุณพร้อมกับโค้งคำนับหญิงสาวอย่างอ่อนน้อม ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง “ไม่ทราบว่า พวกเราขอรับทราบนามอันสูงส่งของท่านได้หรือไม่?”
มีนมองกลุ่มคนทั้ง5 ซึ่งมีสภาพสะบักสะบอมจากการต่อสู้กับเจ้าลิงหิมะอย่างละเอียด ก่อนจะพบว่า แม้เนื้อตัวอีกฝ่ายจะมอมแมมชุดเกราะจะเปรอะเปื้อนและมีรอยร้าวอยู่หลายจุด แต่มันก็มิได้บดบังความสูงศักดิ์ของชายกลุ่มดังกล่าวไปได้เลยอีกทั้งการพูดจาของคนเหล่านี้ ดูยังไงก็ไม่เหมือนกลุ่มผู้เล่นอีกต่างหาก ดังนั้นมีนจึงเดาเอาว่าคนทั้ง 5 น่าจะเป็น NPC ระดับสูงจากเมืองไหนสักเมืองอย่างแน่นอน
“มนตรา”มีนบอกชื่อของตัวเองเพียงสั้น ๆ ก่อนจะถามอีกฝ่ายด้วยความอยากรู้ “ไม่ทราบพวกท่านคือ?...”
“พวกเรา...”
ขณะชายเกราะทองผู้มีรูปร่างสมส่วน ผมยาวประบ่าสีบลอนด์ อายุประมาณ 25-30 ปี กำลังจะตอบคำหญิงสาว กลับถูกชายวัยกลางคนซึ่งสวมใส่ชุดอัศวินสีเงินผู้หนึ่ง จับแขนรั้งเอาไว้พร้อมกับส่ายหน้าส่งสัญญาณอะไรบางอย่างแก่ชายหนุ่มผู้นั้น
ชายหนุ่มเกราะทองคนดังกล่าวเอื้อมมือไปจับแขนอัศวินเกราะสีเงินคนนั้นพร้อมกับกล่าวว่า“ไม่เป็นไรหรอก...เลออน ท่านผู้นี้ เป็นผู้มีพระคุณของพวกเรา”
“พ่ะย่ะค่ะ”อัศวินเกราะเงินคนนั้นตอบรับ ก่อนจะถอยหลังไปก้าวหนึ่งและหยุดยืนในท่าสำรวม
จากนั้นชายหนุ่มเกราะทองคนดังกล่าวก็หันมาพูดกับหญิงสาวว่า“ผมคือ เฟร์นันโด องค์ชายแห่งเมืองอันฟอนโซ ทวีปแห่งแสง ยินดีที่ได้รู้จัก ท่านมนตรา...”
“ยะ...ยินดีที่รู้จักเช่นกันค่ะ”มีนกล่าวตอบอย่างตะกุกตะกัก ไม่เหลือมาดของจอมอาคมผู้แข็งแกร่งก่อนหน้านี้เลยสักนิดก่อนจะรีบดึงสติของตัวเองกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับเอ่ยถามในประเด็นที่ตนอยากรู้ในทันที เพราะในเวลานี้...ต่อมเผือกของหญิงสาวเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่งแล้ว“ไม่ทราบ...จะเป็นการละลาบละล้วงไปไหม? หากฉันอยากจะถามว่า เหตุใดองค์ชายฯ จึงมาอยู่ที่แดนเหนืออันหนาวเหน็บแห่งนี้ได้คะ?”
“องค์ชาย...” ชายที่ชื่อเลออนเรียกหาอีกฝ่ายเบาๆ
ได้ยินเช่นนั้น องค์ชายเฟร์นันโดจึงยกมือขึ้นมาปรามเลออนไว้อีกครั้ง พร้อมกับกล่าวกับมีนว่า“สาเหตุที่ผมต้องมาที่นี่...ก็เป็นเพราะว่า ผมมาล่าเจ้าราชาลิงหิมะ เพื่อเอาหัวใจของมันไปปรุงเป็นโอสถรักษาอาการประชวรขององค์ราชาครับ”
“หลังจากที่หมอหลวงวินิจฉัยอาการประชวรขององค์ราชาฯก็พบว่า ตำรับยาที่จะใช้รักษาอาการของพระองค์ จำเป็นต้องใช้ {ดวงใจราชาลิงหิมะ} ซึ่งในตำนานได้บันทึกเอาไว้ว่า เจ้าราชาลิงหิมะมีแหล่งอาศัยอยู่ที่แดนเหนือแห่งนี้ ดังนั้นพวกเราจึงต้องเดินทางมาที่นี่ เพื่อนำดวงใจของมันกลับไปให้ได้...”
มีนพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็บนใบหน้ากลับปรากฏเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเร่อติดอยู่ก่อนที่ชายหนุ่มเกราะทองจะไขความกระจ่างให้ทราบเพิ่มเติม “เดิมที...พวกเรานำกำลังชั้นหัวกะทิของอาณาจักรฯมาทั้งสิ้นจำนวน 100 คน ซึ่งแต่ละคนล้วนแต่มีระดับไม่ต่ำกว่า 230 กันทั้งนั้น”
เมื่อได้ฟังประโยคนี้มีนถึงกับสะดุ้ง พร้อมกับคิดในใจว่า ‘ระดับกว่า230 จำนวนกว่า 100 คน กลับสู้เจ้าจ๋อกลุ่มนี้ไม่ได้?’
หลังจากชายหนุ่มได้เห็นท่าทีแสดงความประหลาดใจของอีกฝ่ายจึงอธิบายให้ข้อมูลเพิ่มเติมไปว่า “เมื่อมาถึงที่นี่...พวกเราก็ทำการค้นหาแหล่งกบดานของลิงหิมะในบริเวณนี้อย่างละเอียดจนสามารถค้นพบ ‘ถ้ำหิมะ’ ที่พวกมันอาศัยอยู่...”
“แต่เมื่อพวกเราเข้าไปแล้วกลับพบว่าภายในถ้ำ...ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเราคิดเอาไว้”
“เพราะเจ้าราชาลิงหิมะที่พวกเราได้เห็นภายในถ้ำมันอยู่ร่วมกับลูกสมุนเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น”
“เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราทั้งหมดจึงบุกทะลวงเข้าไปหมายจะสังหารมัน และนำดวงใจที่ว่ากลับออกมาอย่างง่ายดาย...”
“แต่ในขณะที่พวกเรากำลังรับมือกับเจ้าราชาลิงหิมะอยู่นั้นจู่ ๆ ก็มีกองทัพลิงหิมะจากที่ไหน ไม่มีใครทราบ พวกมันต่างกรูกันออกมาอารักขาราชาลิงตัวนั้น...จำนวนนับพันตัว”
“การต่อสู้ของพวกเราซึ่งกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบ ได้พลิกกลับตาลปัตรขึ้นมาในทันทีจากที่ฝ่ายเราเป็นผู้ล่า...ต้องตกอยู่ในสภาพเป็นผู้ถูกล่าในพริบตา”
“เราและเหล่าอัศวินทั้งหมดสู้พลางถอยพลางนักรบฝ่ายเราเริ่มถูกบรรดาลิงหิมะไล่เข่นฆ่าสังหารจนล้มตายลงเรื่อย ๆ พวกเราพยายามหนีออกจากถ้ำหิมะมาตั้งหลักแต่เสียดายที่พวกมันไม่ปล่อยให้พวกเราได้ทำเช่นนั้น สมุนลิงหิมะได้ล้อมกรอบพวกเราเอาไว้จากทุกทิศทางจนในที่สุดอัศวินทั้งหลายต่างก็ยอมสละชีพบุกฝ่าเป็นทางโลหิตสายหนึ่ง เปิดทางให้เราและพวกได้หลบหนีออกมาจากถ้ำ...”
มีนเห็นน้ำตาขององค์ชายผู้สูงศักดิ์ผู้นี้เริ่มคลอเบ้าจนรู้สึกอินไปกับเรื่องราวที่ได้รับฟังอยู่ไม่น้อย…
“พวกเราพยายามหนีออกมาจนถึงปากทางเข้าถ้ำฯก่อนจะพบว่า นักรบฝ่ายเราทั้งหมด เหลือเพียงแค่พวกเรา 5 คนที่อยู่ตรงนี้เท่านั้น”
“แต่กระนั้นเจ้าลิงพวกนี้ก็ยังติดตามไล่ล่าพวกเราอย่างไม่ลดละ จนสุดท้าย...พวกเราก็ถูกลิงหิมะกลุ่มนี้ล้อมเอาไว้ก่อนจะถูกพวกมันเตรียมสำเร็จโทษตามที่ท่านมนตราเห็นนี่แหละครับ” องค์ชายเล่าเรื่องราวออกมาด้วยความหดหู่ก่อนจะกล่าวตัดพ้อในความอ่อนแอของตัวเองด้วยน้ำเสียงอันรันทด “เราช่างอ่อนด้อยไร้ความสามารถนักเราคงไม่มีหน้ากลับไปหาเสด็จพ่ออีกแล้ว เรา...”
“องค์ชาย!!” อัศวินทั้ง 4 ต่างก็เรียกขานตำแหน่งของชายหนุ่มเกราะทองอย่างพร้อมเพรียงด้วยเสียงอันดังเพื่อดึงให้สติของอีกฝ่ายกลับมา พลางคุกเข่าและกำมือขวาทาบบนหน้าอกของตัวเอง แสดงความเคารพพร้อมกล่าว“พวกเราทุกคนพร้อมและยินดีถวายชีวิตเป็นราชพลี...”
หญิงสาวผู้อยู่ในเหตุการณ์เริ่มทำตัวไม่ถูกและไม่รู้ว่า จะหาคำกล่าวอันใดมาใช้เพื่อปลอบใจองค์ชายคนนี้ดี แม้ว่าตัวเองจะค่อนข้างแน่ใจว่าบทสนทนาดังกล่าวเป็นเนื้อเรื่อง ซึ่งจะปูทางไปสู่ภารกิจบางอย่าง แต่ในสถานการณ์ดังกล่าวค่อนข้างทำให้หญิงสาวรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับมันไม่น้อย มีนไม่รู้ว่า ตนควรจะสรรเสริญหรือก่นด่าคนเขียนบทที่สร้างภารกิจออกมาได้สมจริงและบีบคั้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้เล่นได้มากถึงเพียงนี้ด้วยถ้อยคำว่าอย่างไร?
และทันใดนั้นเอง...
“ผู้เล่นมนตราได้รับภารกิจ ‘สังหารราชาลิงหิมะ’ ท่านต้องการรับหรือไม่?”
มีนเข้าใจในสถานการณ์เบื้องหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อถึงจุดไคลแมกซ์...สิ่งที่ตัวเองเฝ้ารอก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็นแล้ว หญิงสาวลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเรียกรายละเอียดภารกิจตรงหน้าขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว
ภารกิจ: [สังหารราชาลิงหิมะ] ภารกิจ: ระดับ A
องค์ราชาแห่งอาณาจักรอันฟอนโซทรงพระประชวรฯองค์ชายเฟร์นันโดจึงต้องการ {ดวงใจราชาลิงหิมะ} เพื่อนำกลับไปปรุงเป็นโอสถฯ ใช้รักษาอาการประชวรดังกล่าวให้ทันท่วงที
หาไม่แล้ว...หากราชาแห่งอาณาจักรอันฟอนโซสวรรคตจะทำให้อาณาจักรอันฟอนโซเกิดโกลาหลขึ้นครั้งใหญ่ และอาจทำให้เกิดเป็นสงครามขึ้นมาในทวีปแห่งแสง
เงื่อนไข:
-สังหารราชาลิงหิมะ จำนวน 1 ตัว (0/1)
- มอบ {ดวงใจราชาลิงหิมะ} ให้แก่องค์ชายเฟร์นันโด
รางวัลภารกิจ
-100,000 เหรียญทอง
- ได้รับ {เหรียญตราแห่งราชวงศ์อันฟอนโซ}
บทลงโทษ
-องค์ราชาแห่งอาณาจักรอันฟอนโซจะสวรรคต
- อาณาจักรอันฟอนโซจะตกอยู่ในความโกลาหล
หลังจากมีนได้อ่านรายละเอียดภารกิจจบลงพลางนึกขึ้นมาในใจว่า ‘เอ...เมืองอันฟอนโซเกิดโกลาหลครั้งยิ่งใหญ่และอาจทำให้เกิดสงครามขึ้นในทวีปแห่งแสง ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรานี่...’
‘แต่ก็ช่างเถอะ เพราะยังไงเราก็ยังถือว่า ได้กำไรอยู่ดี จะช้าหรือเร็ว เราก็ต้องไปจัดการเจ้าบอสลิงหิมะนี่อยู่แล้วเป็นการดีเสียอีกที่มีคนนำทางให้ จะได้ไม่เสียเวลาไปค้นหา’
“ตกลง”มีนตอบรับภารกิจตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกล่าวยืนยันกับองค์ชายเฟร์นันโด ด้วยน้ำเสียงและท่าทางอันหนักแน่น“ได้ค่ะ ฉันจะช่วยท่านเอง”
ชายทั้ง5 หันมองมาที่หญิงสาวเป็นจุดเดียว ก่อนที่ชายหนุ่มเกราะทองจะถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่แฝงความยินดี“จริงหรือครับ? ท่านมนตรา...”
หญิงสาวผงกศีรษะเป็นการยืนยันก่อนจะกล่าวกับชายหนุ่มอย่างเข้าประเด็น “ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ?”
“ท่านมนตราเชิญถามมาได้เลยครับพวกเราพร้อมจะตอบทุกอย่างที่รู้ เพื่อให้พวกเราได้ดวงใจราชาหิมะกลับไป” เลออนกล่าวแทนชายหนุ่มพร้อมกับแจ้งเจตนาของตน
“ขอบคุณค่ะ”
“ก่อนอื่น...ฉันอยากทราบว่าจากปากทางถ้ำจนถึงโถงของถ้ำ...ยาวไหมคะ?” สาเหตุที่หญิงสาวถามเช่นนี้ ก็เพราะตนคิดอะไรดีๆ ออกแล้ว
“ยาวครับยาวประมาณ 100 เมตรได้ครับ” เลออนกล่าวตอบอย่างฉะฉาน
“ใหญ่ไหมคะ?”
“......”ไร้เสียงตอบกลับจากบุรุษทั้งห้า
“เอ่อ...ฉันหมายความว่าขนาดของโถงทางเดินภายในถ้ำฯ กว้างใหญ่ไหมคะ?” มีนรีบอธิบายเพิ่มเติมเพราะเกรงว่าชายหนุ่มทั้ง 5 จะแปรเจตนาของตนผิดกันไปใหญ่
“เอ่อ...ความกว้างของโถงทางเดินประมาณ5 เมตรครับ ส่วนภายในห้องโถงของถ้ำฯ ก็กว้างพอที่จะจุผู้คนได้ราว 5 พันคนครับ”เลออนให้ข้อมูลเพิ่มเติมอย่างรวดเร็ว
มีนทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามอีกฝ่ายต่อ “พวกคุณพอจะมีอัญมณีเวทมนตร์ระดับสูง ติดตัวมากันบ้างไหมคะ?”
“มีครับพวกเราต่างมีของที่ท่านมนตราว่าติดตัวกันมาอย่างน้อยคนละ 100 ชิ้น เผื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินครับแต่ทุกชิ้นเป็นอัญมณีธาตุแสงที่มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูฯ ไม่ทราบว่า พอใช้การได้ไหมครับ?”เลออนตอบคำถามหญิงสาว ก่อนจะอธิบายคุณสมบัติของไอเทมฯพร้อมทั้งถามเป็นนัยถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่าย
สาเหตุที่เลออนไม่ถามมีนตรงๆ ว่า อีกฝ่ายจะเอาอัญมณีไปทำไม? ก็เพราะเลออนทราบอยู่แล้วว่า พวกจอมอาคมนั้น สามารถใช้อัญมณีธาตุเป็นตัวจ่ายพลังงานให้แก่กลไกกับดักเวทมนตร์ที่สร้างขึ้นมาได้เพียงแต่มันไม่รู้ว่า หญิงสาวจะสามารถดึงพลังจากอัญมณีธาตุแสง ซึ่งมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูฯมาใช้งานกับวงเวทของตัวเองได้อย่างไรนั่นเอง
ถึงแม้แม่ทัพเลออนผู้นี้จะพอรู้ว่าจอมอาคมมีวิธีการต่อสู้ หรือการสร้างกับดักกลไกเวทได้อย่างไร แต่มันก็ไม่ได้ล่วงรู้อย่างลึกซึ้งถึงรายละเอียดปลีกย่อยรวมไปถึงวิธีการใช้งานอัญมณีของจอมอาคมเหล่านั้น อีกทั้งมันยังหารู้ไม่ว่า พลังที่มีอยู่ในอัญมณีธาตุต่างๆ กับพลังเวทมนตร์ในโลกใบนี้ ต่างก็มีพื้นฐานมาจากแหล่งเดียวกัน จะแตกต่างก็เพียง...ธาตุที่พวกมันสังกัดอยู่เท่านั้นไม่ว่าจะเป็นอัญมณีธาตุใด ๆ ก็ล้วนสามารถนำมาใช้เป็นตัวจ่ายพลังให้แก่กลไกวงเวทได้แทบทั้งสิ้นเพราะตัวอักขระเงื่อนไขที่อยู่ในกลไกวงเวทฯ จะเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติและการแสดงผลของวงเวทวงนั้น...หาใช่แหล่งพลังงานของวงเวทแต่อย่างใดดังนั้นตัวอัญมณีที่ใช้ในกลไกเวทเวทมนตร์ จึงมีหน้าที่เป็นเพียงแหล่งพลังงานบริสุทธิ์เพื่อทำให้วงเวททำงานได้เท่านั้น...
การที่ NPCหรือผู้เล่น นิยมพกอัญมณีธาตุต่าง ๆ ติดกระเป๋าสัมภาระเอาไว้ก็เพราะว่าอัญมณีธาตุฯ สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการดึงพลังที่อยู่ในอัญมณี ซึ่งมีคุณสมบัติต่าง ๆ มาใช้โดยตรงเพื่อสร้างความได้เปรียบในการต่อสู้ ในรูปแบบของน้ำยาฟื้นฟูฯ หรือน้ำยาโจมตีแล้วอัญมณีเหล่านี้ ยังสามารถนำมาแลกเป็นเงิน หรือนำมาใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของต่าง ๆ ได้ ในบางครั้งอัญมณีเหล่านี้ก็สามารถนำมาใส่ลงในอุปกรณ์เวทมนตร์เพื่อจ่ายพลังให้อุปกรณ์เหล่านั้นทำงานได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ประโยชน์ของการพกพาอัญมณีติดตัวอีกประการหนึ่งที่สำคัญซึ่งทำให้ผู้เล่นส่วนใหญ่นิยมพกพาพวกมันติดตัวแทนเหรียญทองก็คือ อัญมณีธาตุเหล่านี้“จะไม่ดรอป” ออกจากตัวเวลาถูกสังหารนั่นเอง...
“ได้ค่ะ” มีนตอบคำอีกฝ่ายเพียงสั้นๆ โดยไม่ลงลึกถึงรายละเอียดในวิธีการใช้งานอัญมณีของตน
จากนั้นหญิงสาวจึงบอกแผนการอย่างคร่าวๆ แก่ชายทั้ง 5 หลังจากที่เห็นว่า พวกมันเริ่มฟื้นตัวดีแล้ว ก่อนจะพากันมุ่งหน้าไปยังปากทางเข้าถ้ำหิมะในที่สุด
มีนและชายทั้ง 5เดินขึ้นภูเขาหิมะลูกใหญ่ลูกนั้น จากตีนเขาเดินเรื่อยมาประมาณ 40 นาที ชายหนุ่มเกราะทองก็บอกกับหญิงสาวว่าใกล้ถึงตำแหน่งปากทางเข้าถ้ำหิมะอันเป็นที่หมายแล้ว และเมื่อมีนเดินเข้าใกล้ปากถ้ำในรัศมีการทำงานของทักษะ[ค้นหา] ตัวทักษะก็ได้แสดงผลออกมาเป็นลูกศรสีขาวเล็กๆ ชี้บอกทิศทางสถานที่สำคัญให้หญิงสาวได้เห็นเหมือนเช่นทุกครั้ง
จากการสังเกตของมีนลักษณะภายในถ้ำโดยทั่วไป ก็เหมือนกับสิ่งที่เลออนได้กล่าวอธิบายเอาไว้เพียงแต่ภายในถ้ำแห่งนี้ หญิงสาวกลับไม่ได้รู้สึกหนาวเย็นจนเสียดกระดูก เหมือนกับพื้นที่ด้านนอกของถ้ำแต่อย่างใด
หลังจากได้สำรวจพื้นที่ตั้งแต่ปากทางเข้าตลอดจนโถงทางเดินภายในถ้ำอยู่นาน หญิงสาวจึงลองคำนวณจำนวนวงเวทที่ตัวเองจะต้องสร้างขึ้นตลอดเส้นทางเดินภายในถ้ำอย่างรวดเร็ว
“อืม...ความยาวของมัน100 เมตร ถ้าสร้างวงเวทขนาดกว้างวงละ 2 เมตร วางไว้ห่างกันระยะ 2 เมตร ก็จะใช้วงเวท6 วง ต่อระยะทาง 10 เมตร ถ้าเราต้องการระยะทางสัก 50-60 เมตร ก็...หกห้าสามสิบ เราก็ต้องสร้างวงเวททั้งหมดจำนวน30 วง...”
“เออ...วงเวทวงหนึ่งใช้อัญมณีธาตุ จำนวน 36 ก้อน ถ้าวงเวท 30 วงก็...”
“ห๊ะ?! 1,080 ก้อน”
“ตายล่ะหว่า...เราเพิ่งได้อัญมณีมาเมื่อกี้500 ก้อน ของเดิมเรามีอยู่ 56 ก้อน ก็ยังขาดอีกตั้ง 524 ก้อน ราคาของมันในตลาดฯ เฉลี่ยก้อนละประมาณ100 เหรียญทอง ก็เป็นเงิน 52,400 เหรียญทอง...”
“ม่าย!!...” มีนพึมพำอยู่คนเดียวพักใหญ่ ก่อนที่จะตะโกนออกมาในตอนสุดท้าย เมื่อทราบยอดเงินที่ตนต้องจ่ายฯสำหรับซื้ออัญมณีธาตุเพิ่มเติม เพื่อนำมาใช้งานในครั้งนี้ ซึ่งตัวเลขที่เห็น...แทบทำให้หญิงสาวลมจับขึ้นมาในทันที
สาเหตุที่มีนต้องใช้อัญมณีธาตุระดับสูงจำนวนมากในการฝังอัญมณีเวทมนตร์ลงไปในกลไกกับดักวงเวทก็เพราะว่า ตัวหญิงสาวต้องการฝังพวกมันลงในเส้นทางเชื่อมระหว่างอักขระฯเพื่อลดการใช้พลังเวทของตัวเองในการจ่ายพลังให้แก่วงเวททั้งหมดนั่นเองเพราะถ้าหากไม่ทำเช่นนี้ ค่าสถานะของตนในตอนนี้นะหรือ? จะมีปัญญาพอจ่ายพลังเวทให้แก่พวกมันได้ทั้งหมด
“มีอะไรให้พวกเราช่วยไหมครับ?”องค์ชายเฟร์นันโดถาม เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องสุดประหลาดจากหญิงสาว
“เอ่อ ยะ...ยังไม่มีค่ะ”มีนตอบอย่างตะกุกตะกัก ด้วยใบหน้าที่ซูบซีด
“การลงทุนคือความเสี่ยงผู้ลงทุนควรแบกรับความเสี่ยงอย่างเต็มใจ เอาวะ...เป็นไงเป็นกัน” มีนพึมพำเบา ๆอยู่คนเดียว ก่อนที่จะตัดสินใจลองเสี่ยงดูสักครั้ง ‘งานนี้...มันขี่ช้างจับตั๊กแตนชัดๆ’
มีนเปิดหน้าต่างระบบซื้อขายออกมาก่อนจะทำการกว้านซื้ออัญมณีธาตุระดับสูง ซึ่งมีอยู่ในตลาดออกมาเป็นว่าเล่น โดยราคาอัญมณีธาตุระดับสูงที่ผู้เล่นนำออกมาวางขายนั้นมีตั้งแต่ราคา 80 เหรียญทอง ไปจนถึง 200 เหรียญทองเลยทีเดียว
มีนเลือกซื้อไอเทมจากราคาต่ำสุดไล่เรียงมาจนครบจำนวนตามที่ตัวเองต้องการและเมื่อสรุปยอดแล้ว มีนกลับต้องจ่ายเงินออกไปมากถึง 50,300 เหรียญทอง โดยราคาเฉลี่ยของพวกมันตกอยู่ที่ก้อนละ96 เหรียญทองเท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้ ถือว่าต่ำกว่าราคาที่หญิงสาวได้คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าเล็กน้อย
เมื่อได้ของครบ มีนและคณะก็มุ่งหน้าเดินกลับเข้าไปยังส่วนลึกของถ้ำฯหญิงสาวเลือกสลักกลไกเวทวงแรกเอาไว้ห่างจากปากทางเข้าห้องโถงประมาณ 20 เมตร ด้วยกลไกเวทที่มีชื่อว่า[แดนอัสนีสังหารเทพ] โดยหลักการทำงานของมัน จะคล้ายกับ[อาคมห่วงโซ่อัสนีพิโรธ]แต่พลังการโจมตีของมันจะรุนแรงกว่า อัสนีพิโรธนับ 10 เท่า
[แดนอัสนีสังหารเทพ] สร้างด้วยรูปแบบกลไกวงเวทขั้นกลาง ซึ่งเป็นกลไกเวทรูปแบบที่ 6 ในจำนวน 10รูปแบบของจอมอาคม โดยมีชื่อเรียกว่า “จตุดารา 5 ชั้น” ลักษณะของกลไกจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนไขว้กันลดหลั่นลงไปเป็นชั้น ๆ จำนวน 5 ชั้น และวงเวทวงนี้ จะมีจุดตัดสำหรับลงอักขระทั้งสิ้นจำนวน20 จุด โดยมีเส้นเชื่อมภายในวงเวททั้งหมดจำนวน 36 เส้น
ในครั้งนี้ หญิงสาวจะใช้อัญมณี1 ก้อน ฝังเอาไว้ตรงกลางระหว่างเส้นเชื่อมของแต่ละจุดตัดนี่เองดังนั้นกลไกเวทวงนี้ มีนจึงต้องใช้อัญมณีธาตุจำนวนมากถึง 36 ก้อน เพื่อให้การทำงานของมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายพลังเวทของตัวเองให้แก่วงเวทเหล่านี้เลย
มีนจำเป็นต้องสร้างวงเวทขึ้นมาจำนวนกว่า30 วง ซึ่งแต่ละวงจะมีขนาดประมาณ 2 เมตร โดยพวกมันจะถูกสร้างเอาไว้ในลักษณะสับหว่างกันตลอดแนวทั้ง2 ฟากของผนังถ้ำหิมะ เป็นระยะทางรวมกว่า 50 เมตร
วงเวท 1 วง มีนใช้เวลาวาดพร้อมทั้งลงอักขระกว่า1 ชั่วโมง ส่วนการขุดหลุมฝังอัญมณีเวทมนตร์นั้น จอมอาคมสาวได้ขอแรงให้ทางชายหนุ่มทั้ง5 ช่วยเหลือตนอีกแรงหนึ่ง
2 วัน (ในเกม)ผ่านไป ไวเหมือนโกหก...
หลังจากผ่านการสร้างวงเวทขึ้นในแต่ละชุดซึ่งมีจำนวน 3 วงนั้น หญิงสาวกลับต้องใช้เวลาพักฟื้นฟูเรี่ยวแรงและพลังเวทของตัวเองเป็นเวลาอย่างน้อย20-30 นาที ก่อนจะพร้อมสร้างกลไกเวทในชุดต่อไปได้
และเมื่อมีนวาดวงเวทอันสุดท้ายเสร็จ…
ติ้ง!!
“ทักษะ [สร้างวงเวท]ของผู้เล่นมนตราเลื่อนระดับเป็น ‘ขั้นเชี่ยวชาญ’ กรุณาตรวจสอบข้อมูลด้วยค่ะ”
“ทักษะ [สร้างเงื่อนไข] ของผู้เล่นมนตราเลื่อนระดับเป็น‘ขั้นเชี่ยวชาญ’กรุณาตรวจสอบข้อมูลด้วยค่ะ”
แม้มีนจะสลักวงเวทและกำหนดเงื่อนไขลงในชุดเกราะและเครื่องป้องกันต่างๆ มาแล้วมากมาย แต่ทว่าตัวเองกลับไม่เคยฝังอัญมณีธาตุลงไปในวงเวทที่สร้างขึ้นแม้แต่ครั้งเดียวซึ่งนี่...ก็คือเหตุผลที่ทำให้ระดับของทักษะทั้ง 2 “ติดแหงก” อยู่ที่ขั้นสูง ไม่ยอมพัฒนาเป็นขั้นเชี่ยวชาญสักที…
“โอ๊ะ!! โอ โฮะ ๆ ๆ ๆ ช่างมาได้ถูกที่ถูกเวลาเสียจริงนะ ในที่สุด ๆ ๆ มหาเวท ๆ ๆๆ” มีนหัวเราะร่วน พร้อมกับบ่นพึมพำอยู่คนเดียวอีกแล้ว แถมในคราวนี้ เสียงของหญิงสาวกลับดังก้องและแฝงไปด้วยอารมณ์แห่งความยินดีเป็นพิเศษจนชายทั้ง 5 ต้องเหลือบมองมาทางผู้เป็นต้นเสียงอยู่แวบหนึ่ง ก่อนที่พวกมันทั้งหมดจะส่ายหน้าให้แก่กันและนั่งฟื้นฟูพลังต่ออย่างไม่สนใจ เพราะพวกมันเห็นการแสดงออกของจอมอาคมสาวในลักษณะนี้...มาหลายครั้งแล้ว
มีนรีบเปิดดูรายละเอียดทักษะทั้ง2 ที่เลื่อนระดับอย่างรวดเร็ว…
ทักษะอาชีพจอมอาคม: [สร้างวงเวท] ขั้นเชี่ยวชาญ
- สามารถสร้างรูปแบบวงเวทลงในวัตถุได้
- จำนวนรูปแบบวงเวทที่สร้างได้ (10/10)
เงื่อนไข
- จอมอาคม
- [เขียนภาษาเทพ] ขั้นกลาง
ทักษะอาชีพจอมอาคม: [สร้างเงื่อนไข] ขั้นเชี่ยวชาญ
- สามารถกำหนดเงื่อนไขในกลไกเวทด้วยชุดอักขระเวทได้
-ประสิทธิภาพของวงเวทขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่กำหนด ร่วมกับระดับของทักษะ[สร้างเงื่อนไข]
- เพิ่มประสิทธิภาพของวงเวท 250 เปอร์เซ็นต์
เงื่อนไข
- จอมอาคม
- [เขียนภาษาเทพ] ขั้นกลาง
‘ฮิฮิ มหาลัย เฮ้ย!! มหาเวท จะลองเลยดีมั้ยเนี่ย...’
‘แถมประสิทธิภาพวงเวทฯยังเพิ่มมาอีกตั้ง 2.5 เท่า แค่คิด...ก็มีความสุขแล้ว’มีนคิดในใจด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
สาเหตุที่หญิงสาวไม่ได้บ่นพึมพำออกมาอีกก็เป็นเพราะว่า หลังจากได้เห็นชายทั้ง 5 คนมองมาทางตน พร้อมกับส่ายหน้าให้แก่กันโดยที่ไม่ได้กล่าวอะไรออกมานั่นมันก็ทำให้มีนเริ่มรู้ตัวแล้วว่า คนเหล่านั้นคงคิดว่า ตนเหนื่อยจนเป็นบ้าไปแล้วเป็นแน่ด้วยเหตุนี้ มีนจึงต้องระวังตัวมากขึ้น ไม่บ่นพึมพำอะไรออกมาคนเดียวอีก (ก็รู้นะไม่ใช่ไม่รู้...)
‘เอ้า!! ไหน ๆ ก็ ไหน ๆ แล้ว ลองเลยแล้วกัน…’ ในที่สุด หญิงสาวก็พ่ายแพ้ต่อความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นของตัวเองเข้าจนได้‘ได้ของใหม่มา มันก็ต้องลองสิคะ จะรออะไร...’
จากนั้นมีนจึงบอกให้บุรุษทั้ง5 นั่งฟื้นฟูพลังรอตนอยู่ตรงนี้ก่อน ส่วนตัวเองก็มุ่งหน้ากลับเข้าไปยังส่วนลึกของถ้ำ...ด้านที่อยู่ติดกับโถงหิมะอีกครั้ง
หลังจากได้รับปลดล็อกทักษะฯจนสามารถสร้างกลไกมหาเวท จากกลไกวงเวทรูปแบบที่ 10 ของจอมอาคมได้แล้วนั้น มันก็ทำให้หญิงสาวเกิดความลังเลที่จะสร้างมันขึ้นมาอยู่ไม่น้อยเมื่อได้เห็นลักษณะและจำนวนจุดตัดที่อยู่ในกลไกวงเวทวงที่ว่า
เนื่องจากกลไกวงเวทรูปแบบที่10 ของจอมอาคมนี้ เป็นการผนวกรวมเอาวงเวททุกรูปแบบตั้งแต่รูปแบบที่ 1-9 เข้าไว้ด้วยกันโดยโครงร่างภายนอก จะดูคล้ายกับกลไกวงเวทรูปแบบที่ 4 “จตุดาราบิดผัน” ซึ่งเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสจำนวน2 รูป ขนาดเท่ากันซ้อนไขว้อยู่ในวงเวทฯ แต่ทว่าเจ้ากลไกเวทรูปแบบที่ 10 กลับมีการลงรายละเอียดถี่ยิบไปกว่านั้นเพราะด้านในของพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสแต่ละอัน กลับเพิ่มเส้นแบ่งย่อยขึ้นมาอีกถึง6 เส้น โดยวางเป็นแนวขวาง 3 เส้น แนวตรง 3 เส้น และเมื่อนำพวกมันเอามาซ้อนกัน ก็จะทำให้มหาเวทวงนี้มีจำนวนจุดตัดที่มากถึง 65 จุดตัด อีกทั้งรูปร่างลักษณะของกลไกมหาเวทฯ ยังดูคล้ายกับ“ดอกบัวบาน” และนั่น...จึงเป็นที่มาของนาม “จตุดารามหาบงกช” อันนี้
…………