(จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    บทที่ 2 ตอนที่ 13 ปาร์ตี้อีกครั้ง

    บทที่ 2 ตอนที่ 13 ปาร์ตี้อีกครั้ง
    นักรบเกราะหยุดนิ่งพร้อมกับร่างกายที่สั่นสะท้าน ก่อนจะหันกลับมามองจอมปีศาจด้วยสายตาที่สั่นไหว ขณะนั้นเองที่มือทั้งสองข้างค่อยๆ ถอดหมวกเหล็กอย่างเชื่องช้า แม้แต่ผู้ติดตามยังงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่ามการจ้องมองของเคนจิ
    “ปิดนายไม่ได้เลยรึไงกันนะ เคนจิ!”
    ชายหนุ่มรูปหล่อที่มีผมสีทองปลิวไสว แน่นอนว่าเขาคือมาคัสอย่างไม่ต้องสงสัย บนใบหน้าของมาคัสนั้นปรากฏความเศร้าหมองที่ชัดเจน หัวใจของมาคัสเต้นดังจนเสียงของมันกึกก้องไปในรูหู ด้วยความสำนึกผิดในใจมาคัสไม่กล้าพอที่จะมองหน้าเคนจิตรงๆ ทันใดนั้น! เคนจิก็มาปรากฏกายที่เบื้องหน้าทันที พร้อมกับชูฝ่ามือของตนขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วฟาดลงมาด้วยความรวดเร็ว มาคัสหลับตาสนิทแน่น พลางคิดในใจเคนจิต้องลงมือด้วยความโกรธแค้น
    “ตุบ!!”
    เสียงปะทะเบาๆ ลงที่ไหล่ เมื่อมาคัสเปิดตาจ้องดู ก็เห็นฝ่ามือของเคนจิที่ตบไหล่เขาเพียงบางเบา เมื่อจ้องหน้าของเคนจิก็พบกับรอยยิ้มที่แสนละมุน
    “ว่าไงไอ้เพื่อนยาก! กว่านายจะมาถึงจุดจุดนี้ได้ คงลำบากใจมากเลยซินะ จะว่ายังไงถ้าพวกเรามาร่วมปาร์ตี้กันอีกครั้ง แล้วพิชิตหอคอยนี้ให้ได้”
    หัวใจของมาคัสสั่นสะท้านอย่างรุนแรง รอยยิ้มของมาคัสค่อยๆ ยกยิ้มขึ้น พร้อมกับน้ำตาที่หลั่งรินออกมาเป็นสาย ก่อนจะพยักหน้าด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับเช็ดคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนอยู่ตามใบหน้า
    “ตก...ตกลง!! พวกเรามาพิชิตหอคอยนี้กันเถอะ!!” [หมดเวลาซาบซึ้งแล้ว ดูท่าไอ้ตัวที่กำลังแอบมองอยู่มันกำลังมาแล้ว หลบเร็ว!!!]
    เจ้าชายร้องเตือนด้วยความรวดเร็ว ทันใดนั้นเคนจิก็คว้าจับมือของมาคัสและผู้ติดตามของเขา ทะยานถอยออกมาจากจุดนั้นทันที พร้อมกับเปลวไฟขนาดใหญ่ที่พุ่งตกลงมา “ตูมมม!!!” เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว สะเก็ดของเปลวเพลิงกระจัดกระจายไปทั่ว ก่อนที่เปลวเพลิงลูกนั้นจะพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า กลายร่างเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ พร้อมกับเปลวเพลิงที่ปกคลุมไปทั่วทั้งเรือนร่าง
    “ซูซาคุ!!” เคนจิและมาคัสพูดออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน“ฉันว่าครั้งนี้เราคงต้องเล่นกับไฟว่ะ เคนจิ!!” “น่าจะเป็นอย่างนั้นว่ะเพื่อน แต่ฉันอยากรู้จัง...ว่าเจ้านกนั้นที่โดนไฟคลอก...มันร้อนไหม?” “ไอ้บ้า!! มันเป็นนกเพลิงจะร้อนได้ไงว่ะ!! แกนี่มุกฝืดไม่เปลี่ยนเลยนะ เดลโลน!! เตรียมชุดป้องกันไฟ!!”
    มาคัสสั่งให้ผู้ติดตามเตรียมชุด เมื่อเดลโลนได้ยินดังนั้น ก็รีบเปิดช่องมิติของตนทันที ก่อนจะโยนชุดเกราะเหล็กที่มีประกายสีแดงดั่งเพลิงที่ลุกไหม้ขึ้นไปบนฟากฟ้า มาคัสกางปีกทูตสวรรค์บินทะยานขึ้นไปสวมใส่เกราะทันที พร้อมกับดึงดาบดาบใหญ่ที่มีประกายสีฟ้าดั่งท้องทะเลออกมา ออกมาจากช่องมิติของตน
    “แหม~!! เดี๋ยวนี้มีเด็กเก็บของซะด้วย”
    เคนจิเดินออกมายืนเคียงข้าง ก่อนจะดึงคาตานะน้ำออกมาจากช่องมิติ พร้อมกับเวทสายน้ำที่ปรากฏขึ้นในมือ ทันใดนั้น! เคนจิก็พุ่งทะยานเข้าหาซูซาคุที่เบื้องหน้าทันที พร้อมกับปล่อยคลื่นพลังสายน้ำเข้าจู่โจม “บูม!!!” เวทสายน้ำพุ่งทะยานดุจดั่งคลื่นยักษ์ เกิดเป็นเสียงที่ก้องกังวาน เมื่อยามจะปะทะร่างกับซูซาคุ มันก็ระเหยกลายเป็นไอร้อนที่แผ่กระจายไปทั่ว
    แล้วทันใดนั้นเอง! ที่มาคัสก็ปรากฏตัวด้านหลังของซูซาคุ พร้อมกับฟาดดาบใหญ่ลงมาด้วยความรุนแรง ปรากฏเสียงเชือดเฉือนอากาศจนเกิดเสียงบาดหู เมื่อซูซาคุเห็นดังนั้นก็กางปีกของมันด้วยความรวดเร็ว เกิดเป็นสะเก็ดไฟที่พุ่งทะยานออกมาทั่วทั้งเรือนร่าง ทำให้เคนจิและมาคัสต้องเปลี่ยนท่าทีเป็นตั้งรับ พร้อมกับหลบห่ากระสุนเพลิงที่พุ่งออกมา
    “เปรี้ยง!! เปรี้ยง!! เปรี้ยง!! เปรี้ยง!!”
    เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว เคนจิและมาคัสโบกสะบัดคาตานะและดาบใหญ่อย่างรวดเร็ว พยายามปัดป้องกระสุนเพลิงที่พุ่งเข้ามาไม่ขาดสาย ก่อนจะทะยานลงสู่พื้นแล้ววิ่งหลบหลีกด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่ทั้งสองจะไปหลบที่ด้านหลังหินก้อนใหญ่ ซึ่งเดลโลนกำลังหลบซ่อนอยู่ เมื่อเคนจิเห็นดังนั้นจึงได้เอ่ยถามไป
    “เฮ้ย! มาคัส เด็กนายทำได้แค่เป็นเด็กขนของหรือไงว่ะ” “เดลโลนมันเป็นนักบวชขั้นสูงนะโว้ย แกอย่าประมาท ถ้าแกโดนมันฮีลทีละก็เกือบได้ลงนรกเลยนะโว้ย!! เดลโลนช่วยบัฟให้ที”
    เมื่อมาคัสกล่าวจบเดลโลนก็ร่ายมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ใส่ร่างของมาคัสทันที เมื่อเคนจิเห็นดังนั้นก็ทะยานถอยออกมา เพราะมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ที่บัฟให้แก่มาคัสนั้น มีประโยชน์กับพวกมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น แต่ถ้าเป็นปีศาจอย่างเขาจะได้รับผลตรงกันข้ามทันที
    เมื่อได้รับบัฟจากเดลโลน มาคัสก็พุ่งทะยานออกโจมตีอีกครั้ง ตามด้วยเคนจิที่ตามติดไปด้วยความรวดเร็ว แม้อันตรายที่น่าหวาดหวั่นจะอยู่ข้างหน้า แต่ทั้งสองกลับไม่ปรากฏความหวาดกลัวให้เห็น แม้จะเล็กน้อยก็ตาม แต่กลับปรากฏความสุขและความสนุกบนใบหน้าของทั้งสอง ราวกับว่าได้ร่วมผจญภัยกับเพื่อนอีกครั้ง เหมือนเมื่อยามที่เกมเปิดตัวใหม่ๆ ทำให้ทั้งสองต่างระลึกถึงอดีตที่เคยผ่านมา ที่พวกเขาได้ร่วมปาร์ตี้กันเพื่อเก็บค่าประสบการณ์ที่ป่าเริ่มต้น
    กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งมาคัสและเคนจิหอบหายใจถี่อย่างหนักหน่วงหลังก้อนหินก้อนเดิม พวกเขาทั้งสองไม่สามารถเข้าใกล้ซูซาคุได้ เมื่อยามที่เข้าใกล้ มันจะปลดปล่อยสะเก็ดเพลิงที่ร้อนแรงออกมาทันที
    “เอาไงล่ะเคนจิ! เข้าใกล้มันไม่ได้เลย ทำไมมันไม่ง่ายเหมือนตอนที่เราล่าบอสกระต่ายกวางกันว่ะ! แฮกๆ!!” “ก็บอสกระต่ายมันสลัดขนไม่ได้ เหมือนกับเจ้านี่ซะหน่อย แกก็เปรียบเทียบซะอย่างกับสี่สัตว์เทพจะกระจอกยังงั้นแหละ หายเหนื่อยหรือยังออกไปได้แล้ว เดียวฉันขอฟื้นมานาเสร็จเดียวตามไป” “เออ!! เร็วๆล่ะ”
    มาคัสกระพือปีกทูตสวรรค์ออกไปด้วยความรวดเร็ว ทันใดนั้นเคนจิก็หันไปหาเดลโลนทันทีด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับโชว์เขี้ยวที่แหลมคม ทำให้เดลโลนขนลุกชันไปทั้งตัว ก่อนที่มันจะพูดออกมาอยากติดๆ ขัดๆ
    “คุณเคนจิ...จะ...จะเอาบัฟอะไรหรอ...หรอครับ?” “บัฟเดียวที่นายจะให้ฉันได้...คือสิ่งนี้เท่านั้น!!!” “ม่าย~~~~!!!!”
    เคนจิพุ่งทะยานออกมาจากซอกหิน ก่อนจะกางปีกมังกรเหินบินมาเคียงข้างมาคัส พร้อมกับคราบเลือดที่เปรอะเปื้อนที่ปาก เมื่อมาคัสเห็นดังนั้นก็เอ่ยถามออกไปทันที โดยที่มือทั้งสองข้างยังโบกสะบัดดาบใหญ่ ปัดป้องเปลวเพลิงที่พุ่งเข้ามา
    “เคนจิ!! นายกระอักเลือดหรอ?” “เปล่า...แต่กินมากไปหน่อย” “เดลโลน!!!” “แกไม่ต้องห่วงมันหรอกน่า! ฉันกินไปไม่กี่อึกเอง มันยังไม่ทันตายหรอก มันกำลังฮีลตัวเองอยู่ ถ้าแกจะไปเอาบัฟก็รออีกพักหนึ่งแล้วกัน”
    มาคัสเหลือบมองไปที่ก้อนหินใหญ่ เมื่อคิดถึงถึงภาพที่เคนจิกำลังดูดคอ...ดูดเลือดเดลโลน มันทำให้เขารู้สึกขนลุกทันที พลางคิดในใจหากไม่มีเดลโลนอยู่ด้วย ทันใดนั้นก็ปรากฏภาพที่เคนจิกำลังดูดเลือดเขา วิ่งแล่นเข้ามาในโสตประสาททันที จนมีใบหน้าที่บิดเบี้ยวท่ามกลางความสงสัยของเคนจิ จนเขาต้องร้องเตือนออกไป ทำให้มาคัสหลุดจากภวังค์
    “เฮ้ย!! มาคัสแกคิดอะไรอยู่ สนใจการต่อสู้หน่อย ตอนนี้ฉันฟื้นมานาเต็มแล้ว แกไปหลอกล่อเจ้านกนั้นไว้ เดียวฉันจะใช้ทักษะหยาดโลหิตจัดการกับมัน” “แล้วทำไมแกไม่ใช้ตั้งแต่แรกว่ะ” “หากจะเล็งจุดให้แม่นยำ ฉันต้องเข้าใกล้มันให้มากที่สุด ก็เหมือนตอนที่ใช้กับร่างแยกเจ้าชิงหลงนั่นแหละ แต่นี่เราเข้าใกล้มันไม่ได้เลย ฉันต้องใช้มานาเกือบทั้งหมดเพื่อใช้ทักษะโจมตีมัน...โอกาสมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หากพลาด...ฉันคงต้องกินเลือดนาย”
    มาคัสคว้าจับคอของตนด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับเส้นขนทั้งเรือนร่างลุกชัน เสียงกลืนน้ำลายที่ดังสนั่น ทำให้เคนจิได้ยินอย่างชัดเจน
    “นี้แกคิดจะตุ๋ยฉันยังงั้นหรอ??” “ตุ๋ยบ้านแกน่ะซิ!! ไปได้แล้ว!!”
    มาคัสทะยานออกไปพร้อมกับโบกสะบัดดาบใหญ่อย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเคนจิที่ก้าวถอยหายไปในความมืด เขาใช้ทักษะเงารัตติกาลเพื่อซ่อนตัวตน มาคัสกระหน่ำฟาดฟันดาบใหญ่ไม่หยุดพัก ปรากฏไอความร้อนที่พวยพุ่งไปทั่วทั้งเรือนร่าง แต่ด้วยความหวาดกลัวบางอย่าง เขาจึงไม่ได้เกรงกลัวความร้อนที่อยู่เบื้องหน้า ทันใดนั้นเคนจิก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามือทันที พร้อมกับยื่นฝ่ามือชี้ไปทางซูซาคุด้วยความรวดเร็ว
    “หยาดโลหิต!!” “บึ้ม!!!!!!!”
    เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ปีกทั้งสองข้างของซูซาคุแตกกระจาย กลายเป็นชิ้นเนื้อที่มีเปลวเพลิงติดอยู่ ก่อนที่ร่างของมันจะพุ่งทะยานกระแทกสู่พื้นด้วยความรุนแรง ราวกับลูกอุกกาบาตที่พุ่งชนโลก ซูซาคุนอนหายใจอย่างหนักหน่วง พร้อมกับเลือดสีทองที่เจิ่งนองไปตามพื้น ทันใดนั้นมาคัสและเคนจิก็พุ่งทะยานมาที่ร่างของมันทันที
    “เอาไงเคนจิ...ฆ่ามันเลยไหม?” “ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละ บางทีศพของมันอาจดรอปอะไรบางอย่าง เพื่อไปยังชั้นต่อไป”
    เคนจิดึงคาตานะน้ำออกมาจากช่องมิติ พร้อมกับก้าวเดินไปยังร่างของซูซาคุอย่างเชื่องช้า ก่อนจะมาหยุดลงที่บริเวณหัวของมัน แล้วชูคาตานะน้ำชี้ฟ้าทันที ดวงตาของเคนจิปรากฏแววอำมหิต ก่อนจะฟาดฟันคาตานะน้ำลงมาด้วยความรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด เมื่อยามที่คาตานะจะสัมผัสกับต้นคอของมัน ทันใดนั้นก็ปรากฏเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นมา ทำให้เคนจิหยุดชะงักทันที
    “เคนจิหยุดมือก่อน!!”
    เสียงตะโกนดังไกลมาจากทางเนินเขา เคนจินิ่งค้างพร้อมกับเหลือบมองไปที่ต้นเสียง ก่อนจะปรากฏร่างของชายในชุดขาวของนักบวชที่คุ้นเคย ทำให้ตาทั้งสองข้างของเคนจิพลันเบิกกว้างทันที
    “คุณทาเคดะ!!”

    คล้ายกับเรื่อง(จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ ที่คุณอ่าน