ความเงียบสงัดเข้าเกาะกุมพระราชวังหลวงตี้ตูอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่เกิดจากการสะกดข่มของพลังงานมาร ทว่ามันคือความว่างเปล่าอันแท้จริงที่แผ่ซ่านออกมาจากคลื่นพลังงานสีขาวบริสุทธิ์ของหลินเฟิง ค่ายกลลวงตามารเก้าชั้นฟ้าของอินเฉวียนละลายสลายไปราวกับหมอกควันหน้าร้อน ทิ้งไว้เพียงเศษซากศิลาขาวที่ป่นเป็นผงละเอียดและบรรยากาศที่เบาบางจนแทบจะไม่มีอากาศหลงเหลือให้หายใจ
จอมมารล่องหน อินเฉวียน ยืนเบิกตากว้าง ร่างกายที่เคยผ่าเผยองอาจบัดนี้สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม ความเงียบรอบตัวกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมัน เพราะในความเงียบนั้น มันไม่สามารถสัมผัสถึงกระแสพลังงานธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งเศษเสี้ยววิชามารล่องหนที่มันใช้อำพรางกายมานับร้อยปีได้เลย ทุกสิ่งถูกลบล้างจนกลายเป็นศูนย์ด้วย "กฎแห่งอนัตตา"
"เจ้า... เจ้าทำอะไรกับมิติรอบตัวข้า?!" อินเฉวียนเค้นเสียงรอดไรฟัน น้ำเสียงที่เคยทุ้มลึกแฝงแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด มันพยายามจะโคจรปราณมารดั้งเดิมในร่างเพื่อทะยานหนี ทว่าทุกครั้งที่ปราณสีม่วงหลั่งไหลออกจากจุดตันเถียน มันจะถูกเพลิงสีขาวที่แฝงอยู่กลางอากาศเผาทำลายหายไปในพริบตา
หลินเฟิงไม่ตอบคำถาม เขาก้าวเท้าสืบไปข้างหน้าอย่างเนิบนาบ เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินที่แตกหักดังกังวานเป็นจังหวะที่เชื่องช้า ทว่าทุกก้าวที่ก้าวเดิน ราวกับหยั่งลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของพญามาร กระบี่เพลิงมรรคาในมือขวาถูกลดระดับลงต่ำ ปลายกระบี่ลากไปกับพื้นศิลาขาว ก่อให้เกิดประกายไฟสีขาวบริสุทธิ์เป็นทางยาว
ในขณะที่มหาศึกใต้เงาจันทร์กำลังก้าวเข้าสู่บทสรุปอันเป็นที่สุด เหนือน่านฟ้านอกเขตพระราชวังหลวง ยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวสู่สวรรค์สามคนของสมาคมการค้าหมื่นโอสถที่เสิ่นว่านซานส่งมาสังเกตการณ์และคอยสนับสนุน ต่างยืนแข็งค้างอยู่บนยอดตึกสูง ใบหน้าของแต่ละคนซีดเผือดปานกระดาษข่อย
"พี่ใหญ่... นั่นมันวิชาอะไรกัน?" ยอดฝีมือคนที่สามเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครียด มือที่กุมอาวุธสั่นเทา "ค่ายกลมารเก้าชั้นฟ้าของอินเฉวียนที่เลื่องชื่อว่าสามารถสลายดวงจิตระดับสวรรค์ขั้นกลางได้ในอึดใจ กลับ... กลับละลายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้เนี่ยนะ?"
บุรุษชุดดำผู้เป็นหัวหน้าหน่วยสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาเต็มไปด้วยความยำเกรงอันลึกล้ำ "มันไม่ใช่การทำลายด้วยพลังที่เหนือกว่า... ทว่ามันคือการ 'ลบออก' คุณชายหลินเฟิงผู้นี้ไม่ได้ใช้เพียงแค่กำลัง ทว่าเขากำลังบังคับใช้กฎเกณฑ์ของโลกหล้าที่สูงส่งกว่าวิชามารหลายเท่า... รีบส่งสาส์นเวทกลับไปบอกท่านประธานเสิ่นทันที ตระกูลหลินในยามนี้ ไม่ใช่แค่พญามารตัวใหม่ที่จะผงาด ทว่าพวกเขาคือ 'ผู้คุมกฎ' คนใหม่ของแคว้นต้าเซี่ย!"
*‘เจ้าหนู... พญามารตนนี้มันจนตรอกแล้ว’* เสียงแหบแห้งของวิญญาณมรรคาภพดังก้องขึ้นในหัวของหลินเฟิงอย่างเคร่งขรึม *‘แต่จงระวังให้ดี สัตว์ร้ายยามใกล้ตายมักจะมีความหลากหลายในกลอุบายลนลาน มันครอบครองศิลาสามภพชิ้นสุดท้ายอยู่ หากมันตัดสินใจระเบิดศิลาเพื่อลากเจ้าไปลงนรกด้วยกัน พลังทำลายล้างของมันย่อมสามารถเป่าครึ่งหนึ่งของนครหลวงตี้ตูให้หายไปในพริบตา’*
หลินเฟิงนัยน์ตาสีทองภายหลังหน้ากากเหล็กหรี่ลงเล็กน้อย "ข้าทราบดีครับท่านผู้เฒ่า ข้าจะไม่เปิดโอกาสให้มันได้ทำเช่นนั้น"
เขายกกระบี่เพลิงมรรคาขึ้นมาตั้งฉากเบื้องหน้าอีกครั้ง คราวนี้โครงสร้างพลังงานรอบตัวของเขาแปรเปลี่ยนไป แสงสีทองจากรังสีมังกรจักรพรรดิและเพลิงสัจธรรมอนัตตาสีขาวหลอมรวมกันบนใบกระบี่ จนกลายเป็นแสงสีทองคำขาวบริสุทธิ์ที่เจิดจ้าปานดวงประทีปสวรรค์ คลื่นพลังงานที่แผ่ออกมาแฝงไปด้วยความลุ่มลึกของเศษอักษรอนัตตาที่เขาเพิ่งตื่นรู้
"อินเฉวียน... เจ้าปล้นชิงดวงวิญญาณและทรัพยากรของแผ่นดินนี้มานานนับร้อยปี ยามนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องชดใช้คืนให้กับความว่างเปล่าแล้ว"
หลินเฟิงสะบัดข้อมือฟาดกระบี่ออกไปข้างหน้าอย่างแผ่วเบา ไร้เสียงระเบิด ไร้แรงกระแทก
"เพลงกระบี่มรรคาภพ ขั้นที่หก: อนัตตากลืนฟ้า ดับสูญโลกหล้า!"
*วิ้งงงงงงงง!*
คลื่นพลังงานกระบี่สีทองคำขาวรูปจันทร์เสี้ยวขนาดไม่ใหญ่นัก พุ่งทะยานออกจากปลายกระบี่ มันเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าทว่าลึกล้ำ มิติรอบตัวของคลื่นกระบี่บิดเบี้ยวและยุบตัวลงกลายเป็นหลุมดำขนาดเล็กดึงดูดสรรพสิ่งเข้าหาตนเอง
อินเฉวียนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายอันเด็ดขาดที่ไม่มีวิชาล่องหนใด ๆ จะสามารถหลบเลี่ยงได้ แววตาสีแดงฉานของมันเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งลนลาน "ข้าไม่ยอม! ข้าคือจอมมารล่องหนอินเฉวียน! ข้าจะมาตายด้วยน้ำมือของเด็กอมมือตระกูลหลินได้อย่างไร! ในเมื่อข้าไม่ได้... พวกเจ้าก็ต้องไม่ได้อะไรเลยเช่นกัน!"
มันยื่นมือซ้ายเข้าไปในอกเสื้อ กระชากเอาวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันคือ **"ศิลาสามภพชิ้นสุดท้าย"** เศษศิลาโบราณสีดำทมิฬลวดลายอักขระสามภพที่ส่งแสงสว่างวาบ อินเฉวียนโคจรกระแสปราณมารทั้งหมดในร่างเข้าสู่ศิลา หมายจะกระตุ้นค่ายกลระเบิดดวงจิตเพื่อทำลายล้างทุกสิ่งรอบตัวในรัศมีร้อยลี้
ทว่า... ก่อนที่ปราณมารของมันจะสัมผัสถูกตัวศิลา คลื่นกระบี่สีทองคำขาวของหลินเฟิงกลับก้าวข้ามระยะทางร้อยวามาถึงเบื้องหน้าของมันแล้วในพริบตาด้วยวิถีแห่งอนัตตา
*ฉัวะ...*
เสียงเนื้อฉีกขาดที่เบาบางราวกับเสียงกระดาษถูกฉีก คลื่นกระบี่พุ่งตัดผ่านข้อมือซ้ายของอินเฉวียนอย่างแม่นยำ มือที่ถือศิลาสามภพชิ้นสุดท้ายหลุดปลิวลอยขึ้นไปกลางอากาศ พร้อมกับเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ที่พุ่งเข้าเกาะกุมและเผาทำลายแขนซ้ายของมันจนกลายเป็นผงธุลีในอึดใจ
"อ๊ากกกกกกกกกก!"
จอมมารอินเฉวียนกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอันเป็นที่สุด พลังระดับสวรรค์ขั้นสูงระยะปลายของมันพลันทรุดฮวบลงปานทำนบแตก กฎแห่งอนัตตาไม่เพียงแต่ทำลายเนื้อหนัง ทว่ามันกำลังแทรกซึมเข้าไปลบล้างตบะและดวงจิตวิญญาณมารของมันให้สูญสิ้น ร่างของพญามารค่อย ๆ แตกสลายกลายเป็นละอองผงสีขาวทีละส่วน เริ่มจากฝ่าเท้าลามขึ้นมาถึงหน้าอก
"หลินเฟิง... เจ้า... เจ้ามันปีศาจ... นิกายมารสวรรค์แดนเหนือ... จะไม่ปล่อย... เจ้าไว้..."
สิ้นคำโกงลั่นอันแหบพร่า ร่างของจอมมารล่องหน อินเฉวียน ก็แตกสลายและลายหายไปในความว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์ ไร้ซึ่งซากศพ ไร้ซึ่งกลิ่นอายมาร ทิ้งไว้เพียงศิลาสามภพชิ้นสุดท้ายสีดำทมิฬที่ร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ
หลินเฟิงเอื้อมมือซ้ายออกไปรับเศษศิลาชิ้นสุดท้ายมาไว้ในอุ้งมือช้า ๆ เมื่อเศษศิลาชิ้นที่หนึ่งในตัวเขาและชิ้นสุดท้ายได้สัมผัสกัน พลังงานโบราณอันลึกล้ำแผ่ซ่านเชื่อมต่อกันจนเกิดเสียงหวีดหวิวในจิตใจ ทะเลวิญญาณร้อยส่วนของเด็กหนุ่มหมุนวนอย่างมั่นคง บ่งบอกถึงการหลอมรวมรากฐานที่สมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรกในรอบสิบหกปี
มหาศึกชำระแค้นและการกวาดล้างพญามารปิดฉากลงแล้ว ทว่าเหนือน่านฟ้าแคว้นต้าเซี่ยที่ไร้ทรราช ประวัติศาสตร์หน้าใหม่... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นภายใต้เงาร่างของเด็กหนุ่มหน้ากา
กเหล็กผู้นี้!