จวนเ้าเมืองเฉิงตู ภายในห้องหนังสือ
เวลาบ่ายมากแล้ว จางหลี่เจินอายุห้าสิบกว่าปีแล้วเป็ขุนนางขั้นที่สี่ รับตำแหน่งเ้าเมืองเฉิงตูมาเกือบสิบปี ตอนนี้ทำสีหน้าราวกับกลืนยาขมเข้าไปทั้งปาก ในมือของจางหลี่เจินถือหนังสือฉบับหนึ่ง จางหลี่เจินอ่านทบทวนไปมาสามสี่รอบ ไม่ทราบสมควรทำเช่นไร
“ใต้เท้าจาง ท่านใคร่ครวญญให้ดี หากทำตามที่ท่านราชครูกล่าวไว้ในจดหมาย ท่าน้ากลับไปรับตำแหน่งที่เมืองหลวงก็ไม่เห็นจะไม่ได้ หรือท่าน้าไปที่เมืองใด ท่านราชครูย่อมมีหนทาง หาทางตอบแทนที่ท่านช่วยเหลือในครั้งนี้”
ผู้นำสารวางท่าทางสูงส่ง จางหลี่เจินไม่ทราบว่าอีกฝ่ายเป็ขุนนางตำแหน่งใด แต่อักฝ่ายเป็คนของราชครูผัง จางหลี่เจินที่เป็เพียงเ้าเมืองยังไม่กล้ากล่าววาจาล่วงเกิน
ไม่ว่าผู้ใดก็ทราบว่าท่านราชครูผังจี๋นั้นใหญ่โตถึงเพียงใด บุตรีของราชครูผังเป็ถึงพระสนมของฮ่องเต้ หลายปีก่อนแม้แต่ตอนที่เกิดเื่ราวยักยอกทรัพย์สินที่ส่งไปบรรเทาทุกข์ บุตรชายของผังจี๋นามว่าผังอวี้ ถูกใต้เท้าเปาไต่สวนว่ายักยอกทรัพย์ สุดท้ายผังอวี้ได้รับโทษถึงขั้นปะา หากเป็ผู้อื่น ตระกูลผังคงต้องถูกยึดทรัพย์ คนในตระกูลโดนเนรเทศ แต่ผังจี๋ยังคงอยู่สุขสบายดี ทั้งยังได้รับการโปรดปรานจากฮ่องเต้ไม่ต่างจากที่ผ่านมา
ในจดหมายที่จางหลี่เจินถือเอาไว้ในมือ ราชครูผัง้าให้จางหลี่เจินหาเหตุเข้าค้นป้อมสกุลถังให้ได้ จางหลี่เจินไม่ทราบว่าเหตุใดราชครูผังจึงสั่งการเช่นนี้ แต่สกุลถังแห่งเสฉวนนั้นไหนเลยตอแยได้ง่ายดาย ราชสำนักมักมองว่าชนชาวยุทธจักรนั้นป่าเถื่อน ด้อยการศึกษา อยู่คนละชนชั้นกับขุนนาง แต่จางหลี่เจินทราบดีว่า สกุลถังในยุทธภพนั้นสูงส่งเพียงใด
ราชครูผังสั่งการคำเดียวนับว่าง่ายดาย แต่ตนเองเล่าหลังจากนี้จะทำเช่นไร บุตรหลานของจางหลี่เจินเองก็คบหาเป็สหายกับบุตรหลานของสกุลถังอยู่ไม่น้อย เื่นี้ทำให้จางหลี่เจินไม่ทราบสมควรทำเช่นไร ราชครูผังล่วงเกินไม่ได้ แต่สกุลถังล่วงเกินได้หรือ
คำพูดเร่งรัดจากคนของราชครู ทำให้เหงื่อของจางหลี่เจินออกจนเต็มใบหน้า จางหลี่เจินใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าตนเอง ยกน้ำชาที่อยู่ใกล้มือขึ้นมาดื่ม กระแอมไอ กล่าวว่า
“สกุลถัง ถือเป็สกุลใหญ่โตในเมืองเฉิงตู หากจะให้ทหารเข้าตรวจค้น เหตุผลต้องชัดเจน ไม่เช่นนั้นอาจถือเป็การดูิ่ ใต้เท้า นี่ไม่ใช่ว่าข้าไม่้าช่วย แต่ข้าไม่ทราบจะช่วยเหลือเช่นไร”
ผู้นำสารของผังจี๋ ยิ้มเยาะจางหลี่เจินที่ใจเสาะนัก สกุลถังแล้วจะอย่างไร ท่านราชครูอยู่ใต้คนผู้เดียวอยู่เหนือคนทั้งแผ่นดิน ยังจะต้องเกรงอกเกรงใจพวกนักเลงชนบทเหล่านี้ไปทำอะไร
“ยัดข้อหา ให้ที่หลบซ่อนคนร้าย ทหารของทางการเข้าตรวจค้นบ้าน จะสกุลถังหรือสกุลอะไรก็แล้วแต่สามารถขัดขืนได้หรือ ใต้เท้าจาง ท่านเป็ถึงเ้าเมืองยังต้องเกรงอกเกรงใจอันใดอีกเล่า หรือใต้เท้าจะให้ข้ากลับไปมือเปล่า”
จางหลี่เจินหัวร่อไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ ยามนี้ดื่มน้ำชาไปหลายกาแล้ว สุดท้ายกลั้นใจกัดฟันตอบด้วยน้ำเสียงข่มขื่นยิ่งนัก
“หากข้าลงมือช่วยเหลือ ถือว่าข้าจากสหายกลับกลายเป็ศัตรูกับสกุลถังแล้ว เมืองเฉิงตูนี้จะอย่างไรสกุลจางคงไม่อาจอยู่ต่อไป ท่านราชครูในเมื่อให้สัญญาเื่โยกย้าย หวังว่าหลังจากนี้คงไม่กลับคำพูด”
“เหอะ ใต้เท้าจาง ท่านกล่าวเช่นนี้คิดว่าท่านราชครูเป็คนกลับกลอกหรืออย่างไร”
“มิได้มิได้ เอาเถอะ เื่เข้าค้นสกุลถัง ข้ารับปากท่าน แต่ไม่อาจลงมือในทันที ข้าขอตระเตรียมทหารจัดทำหนังสือตรวจค้น อีกสองวันจึงลงมือ”
“ข้าให้เวลาใต้เท้าตระเตรียมหนึ่งวัน วันมะรืนเข้าตรวจค้นสกุลถัง”
ผู้นำสารของผังจี๋กล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนกลับออกไปในทันที โดยไม่มองว่าสีหน้าของจางหลี่เจินในตอนนี้ย่ำแย่เช่นไรแล้ว
จั่นเจาติดตามผู้ต้องสงสัยจากเมืองหลวงเปี้ยนจิงมาจนถึงเมืองเฉิงตูโดยมิได้หยุดพัก เมื่อทราบว่าคนที่ตนเองติดตามมาหายเข้าไปในจวนเ้าเมืองเฉิงตู ก็พอคาดเดาเื่ราวออก คนผู้นี้สมควรเป็ขุนนางจากราชสำนักแม้ไม่ทราบว่ารับคำสั่งมาจากผู้ใด แต่คนผู้นั้นคงมีตำแหน่งใหญ่โตไม่น้อย จึงสามารถเข้าออกจวนเ้าเมืองได้
เื่การที่ฮ่องเต้จะทรงรับโอรสบุญธรรมนั้น ทำให้เมืองหลวงปกคลุมไปด้วยคาวเื ทายาทสกุลใหญ่ เชื้อพระวงศ์อายุเยาว์หลายสิบคนถูกลอบสังหารบ้าง ถูกวางยาพิษบ้างล้มตายไปโดยที่ยังจับคนร้ายไม่ได้ ทายาทเพียงคนเดียวของสกุลกัววางอุบายศพลอกคราบ หลบหนีมาจนถึงเมืองเฉิงตูยังถูกคนผู้นี้มองออก เช่นนั้นเป้าหมายของคนผู้นี้ ไม่แคล้วคงต้องเป็สกุลถัง
จั่นเจาเข้าเมืองเฉิงตูปลอมแปลงเสื้อผ้า จนเหมือนกับชาวยุทธจักรทั่วไป มุ่งหน้าไปที่ป้อมสกุลถัง จั่นเจาจะอย่างไรต้องหาทางแจ้งข่าวนี้ให้กับประมุขสกุลถัง ถังกั๋วชินให้เตรียมการรับมือล่วงหน้า ชีวิตของทายาทสกุลกัวไม่ว่าอย่างไรต้องรักษาเอาไว้ให้ได้
หลั่วเซียนตื่นตากับพรรคห้าเซียนที่เห็นตรงหน้า ผ่านไปสองร้อยกว่าปี พรรคห้าเซียนที่หลั่วเซียนเคยปกครองแต่ก่อนนี้แม้ใหญ่โตงดงาม ยังไม่อาจเทียบเท่ากับสิ่งที่เห็นตรงหน้า กำแพงสูงใหญ่สร้างจากไม้ลำต้นสูงใหญ่ ประตูด้านหน้าลงรักปิดทองวาดลวดลายของชนเผ่าอี้ไว้อย่างสวยงาม เรือนไม้ยกสูงปลูกสร้างติดต่อกันไปเป็ทอด ล้อมรอบตำหนักไม้หลังคาสีทองไว้ที่กึ่งกลาง ตำหนักนี้เป็ที่รับแขกของประมุขพรรคห้าเซียนเอง
หลั่วเซียนนั่งลงด้านข้างของเฉวียนหวาฉี ซุนอวี้นั่งที่ตำแหน่งประมุขพรรค้า กล่าวต้อนรับคนของสกุลถังที่มาเยือนอย่างเป็มิตร ผู้าุโของพรรคห้าเซียนต่างนั่งตามตำแหน่งรายรอบไปด้วย คนของพรรคห้าเซียน ที่้าออกมาชมดูคนของสกุลถัง ที่มาเยือนพรรคห้าเซียนด้วยตนเองในรอบกว่าร้อยปี
ถังจื่อฉวนลุกขึ้นยืนประสานมือกล่าว
“ข้า ถังจื่อฉวนรับคำสั่งประมุขสกุลถัง ส่งมอบจดหมายพร้อมสิ่งคารวะให้กับท่านประมุข”
ซุนอวี้แย้มยิ้มลุกขึ้นกล่าวตอบ
“คุณชายถัง กล่าวเกรงใจไปแล้ว”
ในขณะที่กล่าวซุนอวี้โบกแขนเสื้อไปด้านหน้า ปรากฏลมหอบหนึ่งพัดไปทางถังจื่อฉวน ลมหอบนี้มิได้พัดเข้าหาถังจื่อฉวนโดยตรงแต่กลับโอบอุ้มเอาจดหมายที่อยู่ในมือของถังจื่อฉวนลอยไปด้านหน้า จดหมายบางเบาถูกลมแขนเสื้อของซุนอวี้ประคองขึ้นมา จนคล้ายกลับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังจัดแจงประคองส่งจดหมายไปสู่มือของซุนอวี้อย่างแ่เบา
วิชาลมแขนเสื้อนี้ทำเอาห้องโถงที่แน่นไปด้วยผู้คนถึงกับเงียบสงัด ตอนนี้คนของสกุลถังยอมรับนับถือซุนอวี้ว่าอยู่ในระดับเดียวกันกับประมุขสกุลถังของตนเองทั้งปากและใจ โดยเฉพาะถังจื่อฉวนที่อายุห่างจากซุนอวี้เพียงไม่กี่ปี
ซุนอวี้รับจดหมายมาเปิดออกอ่าน คนของพรรคห้าเซียนต่างลอบมองสีหน้าของประมุขพรรค แต่ซุนอวี้ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ข้อความในจดหมายแม้แต่ถังจื่อฉวนก็ไม่ทราบว่าเขียนว่าอย่างไร ทุกผู้คนต่างเฝ้ารอซุนอวี้อย่างใจจดใจจ่อ
“คุณชายถัง กลับไปบอกประมุขสกุลถังว่า มิใช่ว่าพรรคห้าเซียนไม่้าช่วยเหลือหากแต่ช่วยไม่ได้ ยาเม็ดเก้าไพศาลล้ำค่ามหาศาล เป็ของวิเศษของพรรคห้าเซียนเรา กระทั่งข้าเองยังไม่เคยเห็นมาก่อน วิธีการจัดทำยาเม็ดเก้าไพศาลสูญหายไปจากพรรคห้าเซียนเป็ร้อยปีแล้ว”
ถังจื่อฉวนไม่ทราบว่ายาเม็ดเก้าไพศาลเป็สิ่งใด ยิ่งไม่ทราบว่าในจดหมายเขียนถึงเื่อันใด ได้แต่ยืนงงรับคำอย่างอ้ำอึ้ง ในใจคิดสงสัยว่าเหตุใด ท่านปู่จึงเอ่ยปากขอตัวยาล้ำค่าจากพรรคห้าเซียน
ซุนอวี้เก็บจดหมายของประมุขสกุลถังไว้ในอกเสื้อ กวาดสายตามองไปยังหลั่วเซียน เฉวียนหวาฉี
“คุณชายท่านนี้ คงเป็คุณชายเฉวียนกระมั่ง”
สีหน้าของเฉวียนหวาฉีซีดขาวกว่าผู้อื่น ซุนอวี้รู้จักหลั่วเซียนอยู่ก่อนแล้ว เพียงมองก็คาดเดาได้ว่าผู้ใดคือเฉวียนหวาฉี ภายในจดหมายของประมุขสกุลถัง กล่าวถึงอาการป่วยของเฉวียนหวาฉี ทั้งยังบอกเล่าว่าเฉวียนหวาฉีเป็ทายาทตงฉิน ร่างกายของเฉวียนหวาฉีถูกพิษเย็นร้ายแรง สกุลถังทุ่มเทรักษาอาการยังไม่อาจช่วยเหลือ ในแผ่นดินนี้มีเพียงยาเม็ดเก้าไพศาลที่อาจใช้รักษาพาเย็นนี้ได้ ถังกั๋วชินไม่เคยเห็นยาเม็ดเก้าไพศาลมาก่อน เพียงแต่ทราบในบันทึกของบรรพบุรุษว่ายาเม็ดเก้าไพศาลเป็โอสถล้ำค่าของพรรคห้าเซียน มีสรรพคุณร้อนที่สุดในแผ่นดินอาจสามารถต่อต้านพิษเย็นประหลาดนี้ได้
ซุนอวี้แม้เป็ชนชาวยุทธแต่ยังรู้จักชื่นชมขุนนางจงรัก ทายาทของขุนนางตงฉิน ซุนอวี้ไหนเลยปฏิเสธไม่ช่วยเหลือ หากแต่ยาเม็ดเก้าไพศาล ตำราจัดสร้างเม็ดยานี้สูญหายไปร้อยกว่าปีแล้ว ชนรุ่นหลังของพรรคห้าเซียนเคยแต่ได้ยินชื่อไม่เคยเห็นตัวยามาก่อน
เฉวียนหวาฉีประสานมือตอบ
“เรียนท่านประมุข เป็ข้าเอง”
ซุนอวี้กล่าว
“ดูจากสีหน้าคุณชายเฉวียน คงไม่สบายด้วยพิษเย็น พรรคห้าเซียนแม้ขึ้นชื่อเื่พิษแต่เื่การรักษาก็ไม่แพ้ผู้ใด หากคุณชายไม่รังเกียจ พักอยู่ที่พรรคห้าเซียนสักหลายวัน ข้าจะให้คนของข้าตรวจดูอาการให้ ข้าไม่รับปากว่าจะรักษาท่านได้จนหายดี แต่รับรองว่าไม่ย่ำแย่ไปกว่าเดิม ไม่ทราบคุณชายคิดอย่างไร”
เฉวียนหวาฉียิ้มเล็กน้อย พยายามกลั้นเสียงไอกล่าว
“ขอบคุณท่านประมุขที่ห่วงใย อาการไม่สบายของข้าไม่ย่ำแย่เท่าใดนัก ไม่รบกวนท่านประมุขเป็กังวล”
กล่าวถึงตรงนี้ทั้งหลั่วเซียนกับถังจื่อฉวนต่างก็เข้าใจ ที่แท้ยาเม็ดเก้าไพศาลที่ประมุขสกุลถังร้องขอ ก็เพื่อรักษาอาการป่วยของเฉวียนหวาฉี แต่เฉวียนหวาฉีผู้นี้เป็ใครกันถึงกับให้ประมุขสกุลถังออกหน้าได้
หลั่วเซียนล้วงมือไปในอกเสื้อลูบคลำขวดยาที่ซุกซ่อนเอาไว้จนแน่น ในใจรู้สึกสับสนไม่น้อย แต่ตนเองรู้จักกับเฉวียนหวาฉีไม่นาน แม้จะรู้สึกถูกชะตาอยู่บ้าง แต่จะให้มอบตัวยาล้ำค่าเหล่านี้ออกมา ในใจของหลั่วเซียนยังไม่รู้สึกยินยอม
ในเมื่อเฉวียนหวาฉีไม่้าให้พรรคห้าเซียนรักษา ซุนอวี้ก็ไม่บังคับฝืนใจ พรรคห้าเซียนจัดเลี้ยงอาหารคนของสกุลถัง จัดเตรียมที่พักค้างคืน วันรุ่งขึ้นคนของสกุลถังจะกลับลงเขา
หลังงานเลี้ยงจนดึกดื่น คนของสกุลถังต่างเข้านอนจนหมด หลั่วเซียนออกมาเดินเล่นชมจันทร์ เหม่อมองดูบรรยากาศภายในพรรคห้าเซียนที่ตนเองไม่ได้พบพานมาแสนนาน
“หลั่วเซียน เหตุใดดึกป่านนี้ยังออกมาด้านนอก”
เฉวียนหวาฉีดูเหมือนจะนอนไม่หลับอีกคนหนึ่ง ส่งเสียงทักทายมาจากอีกด้านหนึ่ง
หลั่วเซียนเงยหน้ามองฟ้าที่มีแสงดาวระยิบ กล่าว
“พี่หวาฉี”
เฉวียนหวาฉีซุกมือทั้งสองข้างไว้ในอกเสื้อ ไอเบา ๆ เดินมาที่ด้านข้างของหลั่วเซียน
“หลั่วเซียน เ้าจากบ้านมานานเพียงนี้คิดถึงบ้านบ้างหรือไม่”
“หากบอกว่าไม่คิดถึงเลยก็คงจะเป็การโกหก แต่อีกเพียงไม่กี่วันหลังจากผลสอบประกาศแล้ว ข้าก็ได้กลับบ้านแล้ว”
หลั่วเซียนตอบ
“ยังดีนักที่เ้ายังมีบ้านให้กลับ”
หลั่วเซียนหันไปสบตากับเฉวียนหวาฉีแสดงสีหน้าแปลกใจ
“ข้าต่อให้คิดถึงที่บ้านมากเพียงใด ตอนนี้ก็ยังกลับไปไม่ได้”
เฉวียนหวาฉีมิได้กล่าวถึงเหตุผล หลั่วเซียนย่อมไม่อาจถามถึงเหตุผล
หลังจากกล่าววาจาหลายประโยค เฉวียนหวาฉีก็ไอออกมาหลายคราจนต้องใช้แขนเสื้อปิดปากเอาไว้ เสียงไอดั่งอยู่นาน จนเฉวียนหวาฉีต้องงอหลังเพื่อระงับอาการไอ หลั่วเซียนใช้มือลูบหลังของอีกฝ่ายอย่างแ่เบา ในฝ่ามือยังแฝงไปด้วยลมปราณอบอุ่นสายหนึ่ง ลมปราณนี้เหมือนช่วยระงับยับยั้งอาการไอได้ เฉวียนหวาฉีกลับมายืนตัวตรง ส่งยิ้มให้กับหลั่วเซียนที่ยังลูบหลังให้ตนเองอย่างอ่อนโยน ดูเหมือนอาการไอนี้ไม่น่ารำคาญสักเท่าใดแล้ว