“พวกเราจะบุกไปยังเกาะกลางน้ำของตระกูลจ้านโดยตรงเลยหรือเจ้าค่ะนายท่าน !” ฉิงเหม่ยกล่าวพร้อมกับหยุดฝึกฝนและเดินเข้ามาหาหวังเหว่ยอย่างรวดเร็ว
“ฮ่าๆ วิธีนี้ได้ผลดีและรวดเร็วที่สุดแล้วล่ะ” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้นำของวิเศษชิ้นหนึ่งที่ได้มาจากป้อมปราการมังกรทิศตะวันตกออกมา “นี่คือหยกค้นหาตำแหน่ง ขอเพียงเจ้าหยดเลือดลงบนหยกชิ้นนี้ เจ้าก็จะรับรู้ได้ว่าผู้มีสายเลือดเดียวกันกับเจ้าอยู่ที่ใด ขอเพียงสถานที่แห่งนั้นอยู่ไม่ไกลเกินกว่า3,000กิโลเมตร !”
“จริงหรือเจ้าค่ะนายท่าน !” ฉิงเหม่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ฮ่าๆ จริงแท้แน่นอน เอาล่ะ พวกเราออกจากมิติแดนอสูรเพื่อทดสอบหยกวิเศษชิ้นนี้กันดีกว่า” หวังเหว่ยกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มขณะมองไปทางวิหคน้อยที่กำลังเดินมาทางฉิงเหม่ยอย่างเชื่องช้าด้วยท่าทางที่น่ารัก
“เจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยได้หันไปอุ้มวิหคน้อยขึ้นมาอย่างเบามือ จากนั้นหวังเหว่ยได้นำฉิงเหม่ยและวิหคน้อยออกจากมิติแดนอสูรพร้อมกับตนเองในทันที
วูบ
ณ ป่าเขียวขจีภายในอาณาเขตของอาณาจักรเทพมังกร
“เจ้าลองหยดเลือดลงบนหยกชิ้นนี้ดูฉิงเหม่ย” หวังเหว่ยกล่าวขณะนำ "ของวิเศษหยกค้นหาตำแหน่ง" มอบให้กับฉิงเหม่ย
“เจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยได้หยดเลือดของนางลงบนของวิเศษหยกค้นหาตำแหน่งอย่างช้าๆ ด้วยความตื่นเต้น
หลังจากฉิงเหม่ยหยดเลือดลงไปบนหยกค้นหาตำแหน่งเสร็จเรียบร้อยหวังเหว่ยได้กล่าวขึ้นว่า “วิหกน้อยพวกเราก็หยดเลือดลงไปบนหยกค้นหาตำแหน่งด้วยเช่นกัน เพื่อให้พวกเรารับรู้ได้ถึงตำแหน่งที่อยู่ท่านตา ท่านยายของเจ้า”
“หนูเข้าใจแล้วนายท่าน” หลังจากกล่าวจบวิหคน้อยและหวังเหว่ยได้หยดเลือดลงไปบนหยกค้นหาตำแหน่งในทันที เวลาผ่านไปครู่หนึ่งหยกค้นหาตำแหน่งได้เปล่งแสงสว่างสีฟ้าขึ้นพร้อมกับปรากฏลูกศรสีฟ้าอ่อนสดใสขนาดเล็กขึ้นมาบนตัวหยก
“นี่คือเข็มทิศบอกตำแหน่งผู้มีสายเลือดเดียวกันกับเจ้า โชคดีที่ท่านพ่อและท่านแม่ของเจ้าอยู่ไม่ห่างไกลจากพวกเรามากนัก เอาล่ะ พวกเราเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่า”
“เจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยกล่าวทั้งน้ำตาด้วยความตื่นเต้น
หวังเหว่ยได้แตะไหล่ของนางเบาๆเพื่อปลอบโยนนางพร้อมกับบอกเล่าถึงแผนการที่จะใช้ในการช่วยเหลือบิดา มารดาของนางไปด้วย เวลาผ่านไปครู่หนึ่งฉิงเหม่ยได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง “ข้าพร้อมแล้วเจ้าค่ะนายท่าน”
หวังเหว่ยพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มพร้อมกับหันหน้าไปทางวิหคน้อย “วิหคน้อยเจ้าแปลงร่างได้เลย”
“รับทราบนายท่าน” หลังจากกล่าวจบวิหคน้อยได้แปลงร่างกลับไปเป็นสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์วิหควายุมิติที่มีขนาด5เมตร จากนั้นหวังเหว่ยและฉิงเหม่ยได้ขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังของนาง
วิหคน้อยได้เริ่มบินขึ้นสู่ท้องฟ้าในทันทีที่ทั้งสองขึ้นมาอยู่บนหลังของนางแล้ว และเมื่อวิหคน้อยบินขึ้นมาสูงเหนือพื้นดินราว20เมตรเป็นที่เรียบร้อยหวังเหว่ยได้กล่าวขึ้นว่า “วิหคน้อยเจ้าใช้ทักษะบินผ่านมิติได้เลย”
“รับทราบนายท่าน” หลังจากกล่าวจบวิหคน้อยได้เริ่มใช้ทักษะบินผ่านมิติเพื่อย่นระยะทางในทันที
วูบบบบบบบ
เวลาผ่านไปสามสิบนาที
วาบ
หลังจากวิหคน้อยยกเลิกการใช้ทักษะบินผ่านมิติ ทั้งสามคนได้มาปรากฎตัวอยู่สูงเหนือพื้นดินราว20เมตร ภายในคฤหาสน์ที่ใหญ่โตแห่งหนึ่ง
“นายท่าน ท่านตาและท่านยายของหนูอยู่ในอาคารหลังนั้น” วิหคน้อยในร่างวิหกสีทองกล่าวขณะมองไปทางอาคารหลังหนึ่ง
“เจ้าทำได้ดีมากวิหคน้อย พวกเราทำตามแผนกันได้เลย” หวังเหว่ยกล่าว
“รับทราบนายท่าน” วิหคน้อยได้แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ของนางกลายเป็นแสงสีทอง และได้ผสานรวมเข้ากับร่างกายของฉิงเหม่ยอย่างรวดเร็ว จากนั้นได้ปรากฎปีกสีทองขนาดหนึ่งเมตรที่งดงามคู่หนึ่งขึ้นที่กลางหลังของฉิงเหม่ย และได้เกิดแสงสีทองส่องสว่างออกมาจากปีกทั้งสองที่อยู่บริเวณกลางหลังของนาง ทำให้ระดับเลเวลของนางเพิ่มขึ้นจากระดับเลเวล48ไปเป็นระดับเลเวล60ในทันที!
จากนั้นฉิงเหม่ยได้พุ่งตัวลงไปยังอาคารที่อยู่ด้านล่างอย่างรวดเร็วราวกับดาวหาง ทำให้เกิดแสงสีทองส่องสว่างเจิดจ้าไปทั่วคฤหาสน์ของตระกูลจ้าน
และในทันทีที่ไปถึงยังหลังคาของอาคาร ฉิงเหม่ยได้ใช้หมัดของนางที่สวมใส่ถุงมือผีเสื้อหิมะเอาไว้ต่อยไปยังอาคารหลังนั้นอย่างรุนแรง
ตู้ม!
หลังคาของอาคารหลังนั้นได้พังถล่มเสียหายจนเกิดเป็นโพรงลึกนับสิบเมตร เวลาผ่านไปครู่หนึ่งหวังเหว่ยได้ลงสู่พื้นของอาคารหลังนั้นอย่างนิ่มนวลด้วยทักษะพิเศษของเขา
ฉิงเหม่ยได้เดินเข้ามายืนอยู่ข้างหวังเหว่ยอย่างรวดเร็วหลังจากที่เขาลงสู่พื้นของอาคาร หวังเหว่ยที่เห็นดังนั้นเขาจึงได้กล่าวออกมาว่า “มีคนมากมายกำลังตรงมาที่นี่และหนึ่งในคนเหล่านั้นมีอยู่คนหนึ่งที่มีระดับเลเวล75 พวกเรารีบเข้าไปข้างในกันก่อนที่พวกนั้นจะมาถึง”
“เจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยกล่าว จากนั้นทั้งสองคนได้เดินลงบันไดหินไปยังชั้นใต้ดินของอาคารหลังนั้นในทันที
“พวกเจ้าเป็นใคร !”
อ๊าคคค
โครมมม โครมมม โครมมม
ฉิงเหม่ยได้พุ่งเข้าไปโจมตีเหล่ายอดฝีมือตระกูลจ้านหลายสิบคนที่อยู่ภายในชั้นใต้ดินของอาคารด้วยความรวดเร็วและงดงามราวกับประกายแสง ทำให้เหล่ายอดฝีมือตระกูลจ้านเกิดความสับสนและหวาดกลัวนางอย่างถึงที่สุด
“มะ แม่นาง โปรดไว้ชีวิตด้วย” เหล่ายอดฝีมือตระกูลจ้านหลายสิบคนกล่าวขณะพยายามวิ่งหนีออกไปจากอาคารด้วยความหวาดหวั่น
ฉิงเหม่ยได้มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาที่เย็นชาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนางได้เดินตามหวังเหว่ยไปอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านหนึ่งนาที
หลังจากเดินลงบันไดหินนับร้อยขั้นในที่สุดพวกเขาทั้งสองก็มาถึงยังหน้าประตูบานใหญ่ที่ดูแข็งแรงบานหนึ่ง
หวังเหว่ยได้ใช้ทักษะเนตรมองเห็นทุกสรรพสิ่งมองสำรวจภายในประตูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาได้กล่าวออกมาว่า “ท่านพ่อและท่านแม่ของเจ้าอยู่ห่างจากบริเวณหน้าประตูราว10เมตร พวกเราช่วยกันทำลายประตูบานนี้ได้เลย” หลังจากกล่าวจบทั้งสองคนได้รวบรวมพลังทั้งหมดที่มีกระหน่ำโจมตีไปยังประตูบานนั้นอย่างรุนแรงหลายครั้ง
ตูม ตูม ตู้ม!
ประตูได้ถูกทำลายจนเกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ ภายในห้องนั้นมีชายวัยกลางคนและหญิงวัยกลางคนถูกล่ามเอาไว้ด้วย "อุปกรณ์วิเศษโซ่ตรวนผนึกพลัง" เมื่อได้เห็นดังนั้นฉิงเหม่ยได้วิ่งเข้าไปกอดทั้งสองคนอย่างรวดเร็วพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ฮื้อๆ ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกมาช่วยพวกท่านแล้ว ลูกขอโทษด้วยที่มาช้า ฮื้อๆๆ”
ชายวัยกลางคนรวมถึงหญิงวัยกลางคนได้มีสีหน้าประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากได้เห็นรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของฉิงเหม่ย แต่หลังจากตั้งสติได้ พวกเขาได้หลั่งน้ำตาออกมาเป็นสายด้วยความปิติยินดี ชายวัยกลางคนได้ยกมือที่สั่นเทิ้มขึ้นมาลูบหลังของฉิงเหม่ยที่มีปีกสีทองอันงดงามอยู่คู่หนึ่งอย่างช้าๆด้วยความอ่อนโยน จากนั้นเขาได้กล่าวออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง “ละ... ลูกพ่อ เกิดอะไรขึ้น เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? ระ รีบหนีไปก่อนที่พวกนั้นจะมาพบเจอเจ้า”
ฉิงเหม่ยได้พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของนางพร้อมกับกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกมาช่วยพวกท่านแล้ว ชายที่ยืนอยู่ข้างข้าคือนายท่านที่ข้าได้ทำสัญญาด้วย”
บิดาและมารดาของฉิงเหม่ยได้หันไปมองหวังเหว่ยในทันทีที่ได้ยินคำกล่าวของนาง หวังเหว่ยได้ยิ้มให้กับทั้งสองคนพร้อมกับเขียนอักษรสัญญาปลดพันธนาการขึ้นกลางอากาศสองตัวอักษร จากนั้นเขาได้แตะเบาๆไปที่ตัวอักษรทั้งสอง
วิ้ง วิ้ง
ตัวอักษรทั้งสองได้เปล่งแสงสีแดงออกมาพร้อมกับล่องลอยไปหยุดอยู่ตรงหน้าบิดาและมารดาของฉิงเหม่ย จากนั้นหวังเหว่ยได้กล่าวขึ้นว่า “ปลดพันธนาการ”
ติ๊ง ติ๊ง
เสียงโซ่ตรวนผนึกพลังที่ถูกปลดออกได้ดังขึ้นจากบริเวณข้อมือและข้อเท้าของทั้งสองคน จากนั้นหวังเหว่ยได้กล่าวขึ้นว่า “พวกนั้นกำลังจะมาถึงที่นี่ พวกเรากลับเข้าไปภายในมิติแดนอสูรกันก่อน” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้นำฉิงเหม่ยรวมถึงบิดาและมารดาของนางเข้าไปภายในมิติแดนอสูรพร้อมกับตนเองในทันที
วูบ
เวลาผ่านไปห้านาที เหล่ายอดฝีมือตระกูลจ้านรวมถึงผู้นำตระกูลจ้านได้มาถึงยังหน้าประตูบานใหญ่ที่ถูกทำลายจนเกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่
“ท่านผู้นำตระกูล ร่องรอยของพลังที่ปะทุขึ้นได้หายไปหมดแล้วขอรับ” จ้านซ่านฉินพ่อบ้านของตระกูลจ้านกล่าวกับจ้านหลวนหลงผู้นำตระกูลจ้าน“ใครกันที่กล้าท้าทายข้าเช่นนี้ !” จ้านหลวนหลงกำมือของเขาแน่นขณะกล่าวอย่างเคร่งขรึม
จ้านซ่านฉินที่เห็นดังนั้นเขาจึงได้กล่าวขึ้นว่า “คนของเราบอกว่ามีชายหนุ่มกับหญิงสาวมาช่วยสองคนนั้นขอรับ พวกเขาต้องพาสองคนนั้นไปด้วยคงยังไปได้ไม่ไกล ข้าจะส่งยอดฝีมือทั้งหมดของตระกูลเราออกไปตามหาขอรับ”
“ฮืม ซ่านฉิน เจ้ารีบส่งคนออกไปต่อให้ต้องพลิกทั้งเกาะก็ต้องหาพวกเขาให้พบ !” จ้านหลวนหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังอำนาจ
“รับทราบขอรับท่านผู้นำตระกูล” หลังจากกล่าวจบ จ้านซ่านฉินได้ออกคำสั่งให้เหล่ายอดฝีมือตระกูลจ้านหลายร้อยคนออกไปตามหากลุ่มของหวังเหว่ยในทันที