เลย์ลา:Loving Moon

    Afterstory: หญ้าหวาน

    ชุดนักเรียน...หายไปไหนนะ?ฉันก้มๆ เงยๆ หาชุดนักเรียนที่ควรพับเก็บไว้ในล็อกเกอร์ถ้าไม่สวมเครื่องแบบก็เข้าห้องเรียนไม่ได้ ตอนนี้ชุดพละก็มีแต่เหงื่อ ไปนั่งในห้องเรียนคงเหม็นน่าดู“หญ้าหวานเอ๊ย เอาไปวางไว้ไหนอีกล่ะทีนี้?”ฉันดุตัวเองขณะยอมแพ้กับการค้นหาในห้องแต่งตัว ก่อนหน้านี้ฉันอาสาช่วยครูเอาอุปกรณ์ไปเก็บแต่ก็ไม่คิดว่าจะมีใครหยิบชุดฉันผิดไป แต่พอเปิดตู้อื่นก็ไม่มีเสื้อผ้าของใครเหลืออยู่เลย...เอาอีกแล้ว...ทำยังไงดี? วันนี้มีสอบด้วย ถ้าเข้าห้องไม่ได้ก็อดได้คะแนนสิฉันอยู่ไม่สุขเลยรีบวิ่งกลับไปที่ห้องเรียน ขณะวิ่งเต็มฝีเท้าฉันก็ไม่ทันสังเกตเห็นใครคนหนึ่งที่เปิดประตูออกมา...“หวาๆ!!!”บะ เบรกไม่ทันแล้ว อย่างนี้ชนแน่!“โอ๊ยๆ!!!”“เหวอ?!”แรงปะทะนั้นส่งฉันกระเด็นถอยหลังล้มก้นจ้ำเบ้า ฉันลูบก้นป้อยๆ ทั้งที่เป็นกิริยาไม่ควรทำในที่สาธารณะ ตะ แต่ทำไงได้ล่ะ...“เป็นอะไรรึเปล่า? เจ็บมากไหม?” ร่างตรงหน้ายื่นมือมา“แหะๆ ขอบใจมากนะ!” ฉันจับมือเขาและดึงตัวเองขึ้นและสบตากับคนที่เพิ่งชนไปเมื่อครู่อยู่ดีๆ หัวใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ ก้อนอะไรสักอย่างแล่นมาจุกที่ลำคอใบหน้าของเด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่ใกล้จนแทบหายใจรดกัน เขาไม่ได้หล่อถึงขนาดจะมีคนมาทาบทามเป็นดารา แต่รอยยิ้มน่ารักจน...ฉันกลบเกลื่อนความคิดฟุ้งซ่านโดยการฉีกยิ้มกว้างและปล่อยมือใหญ่ข้างนั้น ตอนนั้นเองก็นึกได้ว่าเคยเห็นหน้าคนคนนี้มาก่อน เรียนอยู่ชั้นเดียวกันแต่ไม่เคยคุยกันเลยนี่นา“นายคือคนที่เชิญธงชาติเมื่อเช้าสินะ? ยินดีที่ได้รู้จัก เราชื่อ—”“หญ้าหวาน”พอชื่อตัวเองหลุดจากปากเขา เหมือนทั้งโลกเต็มไปด้วยประกายวิบวับรู้จักชื่อฉันด้วย ทั้งที่ฉันไม่รู้ชื่อเขาเลยแท้ๆ!ทั้งที่หัวใจแทบระเบิด ฉันก็ฝืนทำตัวตามปกติตอบกลับไป“นายล่ะ? นายชื่ออะไร? บอกชื่อหน่อยได้ไหม?”เขายิ้มละไมก่อนจะตอบ“เลสต์ เหมือนทีมฟุตบอลเลสเตอร์แต่ตัดเตอร์ออก”เป็นชื่อที่แปลกเหมือนกัน แต่ก็เพราะ เข้ากับเจ้าตัวดี“เลสต์ ยินดีที่ได้รู้จัก อ้อ แล้วก็ขอโทษนะที่วิ่งมาชน พอดีว่า... จริงสิ!!! ต้องรีบหาชุดนักเรียนให้เจอก่อนหมดคาบนี่นา! ขอตัวก่อนล่ะ!”ฉันรีบปลีกตัวออกห่าง ไม่อยากให้ใครเห็นใบหน้าร้อนฉ่าของตัวเองเลสต์...เลสต์...ฉันพึมพำชื่อเขาเหมือนมนตร์วิเศษวันที่เริ่มได้ไม่สวย...มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นแล้วเจ้าชายขี่ม้าขาวที่พบกันโดยบังเอิญ... --- สุดท้ายก็ไปสอบไม่ได้ วันนี้ก็ไม่มีกิจกรรมชมรม ไม่รู้จะเอาข้ออ้างใส่ชุดพละมาจากไหน ขณะลังเลว่าจะกลับบ้านชุดนี้ยังไงโดยไม่ให้โดนแม่ด่าก็ได้ยินเสียงข้างหลัง“อยู่ตรงนี้นี่เอง หาตั้งนาน”ฉันสะดุ้งทันทีที่ได้ยินเสียงเขาและพยายามซ่อนอาการตื่นเต้นไว้“เลสต์!”“ของเธอใช่ไหม หญ้าหวาน?”เขานั่งยองๆ ข้างฉันที่นั่งกอดเข่าอยู่ตรงบันไดข้างสนามเด็กเล่น ยื่นชุดนักเรียนสีขาวที่พับเรียบร้อยมาให้ ทั้งชุดมีร่องรอยการโดนขยำจนยู่ยี่แต่เขาก็อุตส่าห์พับให้...หัวใจเต้นตุบๆ ขณะรับของจากมือเขา ดีใจกว่าได้ชุดคืนก็คือการที่เขาอยู่ห่างไปไม่ถึงไม้บรรทัดนี่แหละให้ตายสิ ทำไมถึงได้รู้สึกแบบนี้ทั้งที่แต่ก่อนก็ไม่เคยสนใจเขาเลยแท้ๆ...ทั้งเสียงพูดจานุ่มนวล รอยยิ้มละไม บุคลิกเป็นมิตร ดีกรีรองหัวหน้าห้อง เขาดูเหมือนเป็นคนไกลเกินเอื้อมเสียเหลือเกิน“ขอบใจมากนะ...โล่งอกไปที นึกว่าจะหายตลอดกาลแล้ว!” ฉันกอดชุดแน่น เขาหย่อนตัวลงนั่งข้างฉัน “ไปเจอที่ไหนเหรอ?”“ในห้องแล็บชั้นห้า เห็นมันถูกยัดไว้ในลังใส่บีกเกอร์ก็งงเหมือนกันว่าของใคร แต่เมื่อกลางวันเห็นเธอหาอยู่เลยนึกขึ้นได้” เขาเท้าศอกกับเข่า ฉันเห็นหนังสือที่เขาถืออยู่ เป็นหนังสือภาษาอังกฤษที่ดูยาก“The Picture of Dorian Gray เคยอ่านรึเปล่า?” เขาชูปกให้ฉันเห็นชัดๆ“เอ่อ...ก็คุ้นชื่ออยู่นะ แหะๆ” ฉันเกิดอายเพราะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังสือเลย “มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรเหรอ?”“เรื่องของเด็กหนุ่มที่หลงใหลในความเยาว์วัย” เลสต์ทอดสายตามองไปไกลๆ “เกี่ยวกับความงามที่กลายเป็นพิษ เกี่ยวกับภาพเขียนที่สะท้อนความบิดเบี้ยวในหัวใจคน...”“ยากจังแฮะ” ฉันทำหน้าบึ้ง เขาหันมาส่งยิ้มให้“อย่างนั้นเหรอ? ฉันว่ามันเจ๋งดีนะที่ภาพเขียนจะสะท้อนตัวตนของใครคนหนึ่งได้แม้แต่ในเรื่องที่เจ้าตัวมองไม่เห็น ถ้ายิ่งความคิดชั่วในหัวใจล่ะเห็นชัดเลย มันบอกอะไรหลายๆ อย่าง แต่ตัวดอเรียนพยายามปกปิดภาพเขียนไว้เพราะว่า...”เลสต์พูดเป็นน้ำไหลไฟดับ ฉันเท้าคางฟังเขา ไม่รู้เรื่องเลยก็จริงแต่น้ำเสียงเขาลื่นไหลชวนฟัง“อา...สำหรับเธอคงน่าเบื่อสินะ”“ไม่หรอก! เราไม่ชอบอ่านหนังสือเลยไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย!”“แต่ที่สำคัญกว่านั้น ฉันมีเรื่องอยากถามให้ได้ หญ้าหวาน เธอ... ถูกรังแกอยู่เหรอ?”คำถามนั้นทำเอาจุก ฉันก้มหน้างุดและพยักหน้า ไม่อยากนึกถึงและไม่อยากให้ใครเอาไปขยายความจนเป็นเรื่องใหญ่ แค่โดนแกล้งวันละนิดละหน่อยแค่นี้ทนได้อยู่แล้วมือใหญ่วางลงบนหัว“ไม่เห็นต้องกลัวเลย เธอไม่ได้ผิด”คำพูดของเขาทำให้ฉันดีใจ“นั่นสินะ เอาล่ะ! คัดตัวนักกีฬาอาทิตย์หน้าจะทำให้สุดฝีมือไปเลยคอยดู ฉันต้องเป็นตัวจริงให้ได้!!!”เลสต์หัวเราะเสียงเบา“ฉันจะคอยเชียร์นะ” --- “บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปคัดตัว? ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเลยหรือไงกัน?”ทำไม...ถึงเป็นอย่างนี้...?“ถ้าสะเออะขัดคำสั่งฉันอีก คราวหน้าไม่หยุดแค่นี้แน่ อีโง่!”คนที่ฉันเคยคิดว่าเป็นเพื่อนเตะขาฉันก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้ฉันนอนจ้องฟ้า พวกผู้ชายที่ส่งเสียงเชียร์เมื่อครู่หมดความสนใจและเดินตามเธอหนังตาบวมขึ้นจนมองไม่ชัด ใบหน้ากับร่างกายก็เจ็บระบมไปหมด แบบนี้คงวิ่งไม่ได้แล้วฉันผิด...เหรอ?ฉันก็อยากไปแข่งเหมือนกันนะ...ทำไมล่ะ...ทำไมต้องแกล้งทำเป็นวิ่งช้าเพื่อให้คนอย่างพวกเธอได้ไปแข่งแทนฉันด้วย ทั้งที่พวกเธอมัน...ทั้งที่การวิ่งเป็นสิ่งเดียวที่คอยค้ำจุนฉันแท้ๆ...ฉันนึกถึงเลสต์ นึกถึงตอนที่เขาพับชุดนักเรียนมาคืน...“อ้อ แล้วก็นะยัยวัชพืช” หนึ่งในนั้นย้อนกลับมา“อย่า ยุ่ง กับ เลสต์” เธอพูดเน้นช้าๆ แต่ละคำ “เลสต์ชอบแต่ผู้หญิงซิง อย่างเธอไม่มีทางผ่านเกณฑ์เขาหรอก”“...”เลสต์ชอบแต่ผู้หญิง...น้ำตาของฉันไหลพรากเลสต์จะไม่มีวันชอบฉันเหรอ?ที่เลสต์จะไม่ชอบฉันมันเป็นความผิดของพวกเธอไม่ใช่เหรอ?ผ่านไปสักพัก พี่ยามที่เดินตรวจรอบโรงเรียนก็มาเจอฉันและโทรเรียกรถพยาบาล --- คนมากมายมาเยี่ยมฉันที่ห้อง รุ่นน้องกับโค้ชชมรมกรีฑาแวะมาบ่อยๆ ครูใหญ่ก็มา ครูประจำชั้นก็มาแล้วสองสามครั้ง พ่อแม่ฉันอยู่ครู่หนึ่งหลักเลิกงานก็กลับบ้าน พวกผู้หญิงในชมรมกรีฑาไม่มาเลยซึ่งก็ดีแล้วฉันอยากเจอเลสต์แต่อีกใจก็ไม่อยากเจอแต่เขาก็มาสายตาเขาต่างจากเลสต์ที่ฉันเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง มันเป็นสายตาดูถูกเหยียดหยาม ใบหน้าของเขาเย็นชาเป็นน้ำแข็ง พอมองหน้าแล้วขนลุกชัน“ละ เลสต์...? ขอบคุณที่มาเยี่ยมนะ!” ฉันตีหน้าอารมณ์ดี เผื่อว่าเขาอาจจะแค่หงุดหงิดจากที่ไหนมา ทว่าสีหน้าเขายังไม่เปลี่ยน“เธอนี่รอดมาทำไมนะ”...เอ๋...?“ผู้หญิงสกปรกอย่างเธอยังมีหน้าใส่กางเกงรัดติ้วไปวิ่งหน้าระรื่น? ลาออกจากโรงเรียนไปขายตัวออนไลน์คงได้เงินดีกว่าเรียนจบหางานทำ”“พะ พูดอะไร...?” ฉันปากสั่น “เดี๋ยวสิ เข้าใจผิด...”คนคนนี้เป็นใคร?“พวกนั้นบอกฉันว่าเธอชอบฉันน่ะ”คำพูดนั้นกระแทกหู“ไม่ว่าเธอจะชอบจริงๆ หรือพวกสมองขี้เลื่อยนั่นกุขึ้นมาเองก็ไม่มีผลอะไรหรอก ที่ฉันมาวันนี้ก็เพื่อบอกเธอว่าหลังจากนี้ไม่ต้องมายุ่งให้เสียเวลาฉัน เธอหมดค่าแล้ว”“...เอ๊ะ...?”คำพูดและสีหน้าที่เหมือนเป็นคนละคนนี่มันอะไรกัน...?เกิดอะไรขึ้นกับเขา?เกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้หลังวันคัดตัว?“แค่นี้ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ? อ๋อ จริงด้วย เธอเป็นพวกมีแต่กล้ามไม่มีสมองใช่ไหม? ฉันกำลังบอกเธอว่าแต่ก่อนฉันเห็นว่าเธอเป็นตัวท็อปทีมกรีฑาที่โดนรังแก เลยเห็นว่าถ้าทำดีกับเธอจะได้คะแนนนิยมในหมู่นักเรียน... แต่ในเมื่อฉันก็มีคะแนนนิยมอยู่แล้ว เธอเองก็ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าคนไม่มีตัวตน ก็ไม่มีเหตุผลที่ฉันจะต้องข้องแวะกับเธออีก ชัดหรือยัง?”“...”“ถ้าเข้าใจแล้ว ฉันขอตัว”เขาลุกออกไป ประตูปิดลงเงียบๆ“...”น้ำตาร่วงเผาะเลสต์...“ของเธอใช่ไหม หญ้าหวาน?”“ไม่เห็นต้องกลัวเลย เธอไม่ได้ผิด”“เธอนี่รอดมาทำไมนะ”เลสต์...เจ้าชายขี่ม้าขาว...เลสต์ที่สมบูรณ์แบบ...เลสต์ที่อ่อนโยน...นั่นเป็นแค่ภาพลวงตาเหรอ?“ผู้หญิงสกปรกอย่างเธอยังมีหน้าใส่กางเกงรัดติ้วไปวิ่งหน้าระรื่น? ลาออกจากโรงเรียนไปขายตัวออนไลน์คงได้เงินดีกว่าเรียนจบหางานทำ”“เธอเองก็ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าคนไม่มีตัวตน ก็ไม่มีเหตุผลที่ฉันจะต้องข้องแวะกับเธออีก ชัดหรือยัง?”“...”ไม่สิ...“พวกนั้นบอกฉันว่าเธอชอบฉันน่ะ”ใช่แล้ว...นี่เป็นความผิดของ พวกนั้น...ถ้าพวกนั้นไม่ทำแบบนั้นกับฉัน เลสต์ก็จะยังชอบฉันอยู่...ถ้าพวกนั้นไม่ทำร้ายฉันจนเข้าโรงพยาบาล เลสต์ก็จะยังชอบฉันอยู่...“มันเป็นความผิดของพวกแก!!!”ฉันทุบขอบเตียงจนเจ็บมือ“น้องหญ้าหวาน มีคนมาเยี่ยมค่ะ” พยาบาลเคาะประตูห้องโดยไม่ได้ยินเสียงตะโกนก่อนหน้าฉันแม้แต่นิด ประตูเลื่อนเปิดเงียบเชียบ คนที่เดินเข้ามาเป็นเด็กสาวที่ฉันไม่รู้จัก แต่เธอใส่เครื่องแบบโรงเรียนเรา“...?”“จำฉัน...ไม่ได้สินะ” อีกฝ่ายยิ้มบางเธอเป็นเด็กผู้หญิงผมยาวท่าทางเรียบร้อย มีถุงใต้ตาเหมือนอดนอน“ถ้างั้นพี่ขอตัวนะ” พยาบาลเดินออกไป ทิ้งพวกเราอยู่กันสองคน“เธอ...”“ฉันคือคนที่โดนพวกนั้นรังแกก่อนเธอ...แล้วก็โดนทำแบบเดียวกัน”“...!”“ไม่ยุติธรรมเลยใช่ไหมล่ะ? โดนพรากโอกาสในชีวิตไปจนกลายเป็นคนไม่มีตัวตน แม้แต่ครั้งแรกของเราก็โดนพรากไป”“...เธอก็...ด้วยเหรอ...?”“อื้อ”อีกฝ่ายรับคำง่ายดาย“เธอไม่ได้ตัวคนเดียวหรอกนะ หญ้าหวาน”ฉันร้องไห้จนตกใจตัวเอง ฉันกอดเธอที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อไว้แน่น รู้สึกสนิทใจกับเธอคนนั้นยิ่งกว่าครอบครัวของตัวเอง --- แต่แล้วเธอก็จากไป“...ทำไม...?”ฉันใช้ไม้ค้ำพยุงตัวเองไปอยู่เบื้องหน้าหีบศพสีขาวไร้ชีวิต รูปที่วางไว้ข้างกันดูสดใส ทว่าดอกไม้กลิ่นชวนคลื่นเหียนที่วางอยู่ทั่วงานกลับทำให้มันกลายเป็นรูปภาพที่ดูบิดเบี้ยว“ทำไมล่ะ...”วินาทีนั้นเอง ใครคนหนึ่งก็เดินผ่านหน้าฉันไปเลสต์...?เขามีสีหน้าหม่นหมอง แต่ฉันไม่รู้ว่านั่นเป็นแค่การแสดงหรือเป็นความรู้สึกจริง“...”ฝนเทกระหน่ำหลังพระเริ่มสวดได้ไม่กี่นาที บรรยากาศรอบวัดยิ่งวังเวงฉันนั่งในศาลาเนิ่นนานจนเหลือแต่ครอบครัวของเธอพวกท่านรู้ว่าพวกเราสนิทกันแม้จะเป็นช่วงเวลาไม่นาน พวกท่านอาสาไปส่งหลังเก็บกวาดเรียบร้อย ฉันพยักหน้าและบอกว่าจะช่วยแต่เพราะฝนที่ตกก่อนหน้า ฉันจึงลื่นล้มดวงตามองเห็นแต่ท้องฟ้าสีดำก่อนสติจะดับวูบ --- “...?”ฉันตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองยังอยู่ในวัด แต่แทนที่จะอยู่ตรงศาลากลับมาอยู่ตรงบ่อปลา“หญ้าหวาน...”พอสะดุ้งหันหลังไปก็ไม่เห็นใคร เห็นเพียงเงาทะมึนของต้นไม้“หญ้าหวาน...ทางนี้”ชะโงกหน้าลงในน้ำดำมืด แทนที่จะเห็นหน้าตัวเองกลับเห็นหน้าเธอ“หญ้าหวาน ฟังให้ดีนะ ฉันขอโทษที่ต้องรุนแรง แต่มีบางอย่างที่เธอจำเป็นต้องทำไม่ว่ายังไงก็ตาม... อย่าเพิ่งพูดแล้วฟังฉันก่อน เธอเป็นความหวังสุดท้ายแล้ว เธอต้องช่วยเลสต์”“ช่วย...เลสต์?”“ใช่แล้ว พอฉันตายก็ได้มายังโลกนี้ เลยได้รู้ความจริงว่าเรื่องทั้งหมดในชีวิตของเรามีสาเหตุมาจากการต่อสู้ของโลกนี้ซึ่งส่งผลกระทบมายังโลกของเรา เข้าใจไหม?”“อะ...อะไรนะ? ฉัน...ฉันไม่เข้าใจเลย โลกไหน? ช่วยเลสต์เหรอ? ทำไม? เกิดอะไรขึ้น?”“ใจเย็นแล้วฟังให้ดี ในโลกนี้ที่ฉันถูกส่งมาเป็นโลกเบื้องหลังที่แม่มดต่อสู้กับปีศาจมาเนิ่นนานนับหมื่นปี โลกเบื้องแห่งนี้หลังส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์ของโลกเราซึ่งก็คือโลกเบื้องหน้า ตอนนี้พวกปีศาจจึงตัดสินใจใช้วิธีกลับกัน...พวกมันจะส่งตัวแทนไปควบคุมโลกเบื้องหน้าเพื่อให้กระทบโลกเบื้องหลัง แม่มดที่รู้เรื่องนี้จึงส่งเธอไปเกิดที่นั่น”“อะไรนะ?”“ฟังไม่ผิดหรอก ในขณะที่ฉันถูกส่งกลับมาที่นี่ เธอถูกส่งไปเกิดที่นั่นเพื่อเป็นตัวแทนของแม่มดในการทำส่งครามโลกเบื้องหน้า ชะตาลิขิตของเธอคือการเป็นแม่มดฐานะสูงสุดที่เรียกว่าเซนต์ไงล่ะหญ้าหวาน... เธอจะนำทัพมนุษย์โลกต่อกรกับตัวแทนของเหล่าปีศาจ หรือก็คือยัยพวกที่ทำเรื่องโหดร้ายกับพวกเราสองคน”“...?!”ฉันไม่อยากเชื่อ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เธอพูดละก็ มันต้องเป็นเรื่องจริงแน่“เธอจะไม่แพ้ปีศาจเด็ดขาด พวกแม่มดตั้งความหวังกับเธอไว้สูงมากและรู้ว่าเธอจะชนะ”พวกเขา...ตั้งความหวังกับฉัน...และเชื่อในตัวฉันเหรอ?“เธอจะเป็นศาสดาของมนุษย์ และเธอจะต้องช่วยเลสต์จากการควบคุมของปีศาจ”จริงสิ...ใช่แล้ว...ฉันต้อง...“เธอเป็นความหวังสุดท้าย”“ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันรู้แล้วล่ะว่าตัวเองจะต้องทำอะไร”“จริงเหรอ?! เธอระลึกชาติได้แล้วใช่ไหม?”“อื้อ!”“ฉันอาจมาเจอได้ไม่บ่อยนักแต่ฉันจะพยายามมาหาเธอในยามวิกฤติ หญ้าหวาน รีบกลับไปโลกเบื้องหน้าเถอะ ฝากทุกคนด้วย!”“เข้าใจแล้ว ฉันจะทำให้ดีที่สุด!!!”ฉันลืมตาขึ้นบนรถคันหนึ่ง...ญาติของเธอนั่งอยู่เบาะหน้า“หนูไม่เป็นไรแล้วค่ะ...ส่งหนูลงด้วย” ฉันพูดด้วยความมั่นใจ ทางญาติดูเป็นห่วงแต่ก็ส่งฉันกลับบ้านโดยไม่พูดมากความหน้าที่ที่แท้จริงของฉันในฐานะเซนต์เริ่มต้นแล้ว...! --- “ต้องการอะไร? ที่พูดไปตอนนั้นยังไม่ชัดพออีกเหรอ?”ฉันนัดเลสต์มาเจอหลังเลิกเรียน“เธอโดนล้างสมองสินะ เราจะช่วยเธอเอง”“หา...?”“เรามีเวลาไม่มากแล้ว ปีศาจถูกส่งมาเพื่อจะทำลายโลก มีหุ่นเชิดของปีศาจอยู่ทั่วโรงเรียน ส่วนเราคือศาสดาที่ถูกส่งมาช่วยโลกนี้”“พูดบ้าอะไรของเธอ? เสียสติแล้วสินะ ไม่น่าเสียเวลาเลย” เลสต์หันหลัง ฉันรีบคว้าแขนเขาไว้“เธอโดนมันล้างสมองอยู่นะ!!!”“หนวกหู ไปตายซะ!”เขาสะบัดมือฉันออก ฉันจึงพูดงึมงำ“คงต้องใช้วิธีรุนแรงสินะ...”ฉันฟาดกกหูเลสต์จนสลบและลากเขาขึ้นลิฟต์ไปยังห้องกระจายเสียงเวลานี้เพิ่งเลิกเรียนหมาดๆ นักเรียนยังไม่กลับกัน ฉันรีบเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่ได้รู้ใส่ไมค์กระจายยังลำโพงที่อยู่ทั่วโรงเรียนประตูถูกไข แต่ฉันขัดประตูไว้แล้วจึงไม่มีปัญหา“ปีศาจอยู่รอบตัวเรา! พวกมันจะทำลายเรา...! มาหาเรา และเราจะช่วยทุกคนเอง! ระวังคนที่ฉันจะกล่าวถึงต่อไปนี้ให้ดี...”ฉันไล่ชื่อยัยพวกหุ่นเชิดของปีศาจออกไมค์ เสียงทุบประตูดังขึ้นเรื่อยๆ ฉันเห็นว่าไม่ได้การจึงหิ้วเลสต์และหนีออกทางประตูอีกด้านหอประชุมของโรงเรียนมีทางเดินเหนือศีรษะไว้สำหรับซ่อมบำรุง ฉันแบกเลสต์เดินบนทางเดินตะแกรงแคบๆ และปีนลงอีกด้าน หนีจากประตูอย่างง่ายดายเมื่อเช้านี้ฉันขอรถของแม่มาขับ ฉันรีบยัดเลสต์ใส่กระโปรงหลังและขับออกไปพร้อมกับรถผู้ปกครองซึ่งทยอยเคลื่อนตัวออกนอกโรงเรียนได้ยินเสียงดิ้นขลุกขลักจากทางด้านหลัง“รอก่อนนะ...เราจะช่วยทุกคนเอง ทั้งเลสต์ ทั้งโลกนี้...”ฉันเลี้ยวเข้าบ้าน เปิดช่องเก็บของตรงคอนโซลเพื่อหยิบค้อนสำหรับทุบกระจกยามฉุกเฉินก่อนจะเดินอ้อมไปเปิดกระโปรงหลัง