ดวงตาของไป๋หลินเบิกกว้างอย่างตกตะลึงราวกับถูกสายฟ้าฟาด ร่างกายของนางแข็งทื่อไปชั่วขณะความทรงจำเมื่อสองปีก่อนไหลบ่าเข้ามาในห้วงความคิด ราตรีร้อนรุ่มในป่าทมิฬ แสงดวงตะวันสาดส่องร่างเปลือยเปล่าและความเร่าร้อนที่ไม่อาจต้านทานได้...
สีหน้าของนางซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดริมฝีปากสั่นระริก ไม่สามารถเปล่งวาจาใดๆ ออกมาได้เพียงแต่จ้องมองฮวาเสี่ยวซีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกใจและสับสน
ความทรงจำในค่ำคืนนั้นยังคงแจ่มชัดอยู่ในห้วงความคิดของไป๋หลินราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ความเร่าร้อน คลั่งไคล้และสัมผัสอันล้ำลึกจากท่านแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้น... ตลอดสองปีที่ผ่านมานางไม่เคยลืมเลือนช่วงเวลาเหล่านั้นได้เลย หัวใจนางร่ำร้องโหยหาอ้อมกอดอันอบอุ่นนั้นอยู่เสมอ
ทว่าในความโหยหานั้นนางก็ยึดมั่นในคำสัญญาที่ให้ไว้กับตนเองนางเพียงต้องการตอบแทนพระคุณที่ท่านแม่ทัพมีต่อนาง โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนไม่ต้องการผูกมัดหรือเรียกร้องความรับผิดชอบใดๆ
นางก้มลงมองใบหน้าเล็กๆที่ซีดเซียวของลูกน้อย ความเจ็บปวดรวดร้าวในหัวใจทวีคูณขึ้นเป็นทวีทั้งความคิดถึงที่มีต่อท่านแม่ทัพ และความกังวลอย่างสุดซึ้งต่ออาการป่วยของบุตรสาวน้ำตาค่อยๆ เอ่อคลอหน่วย ก่อนที่เสียงสะอื้นจะเล็ดลอดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่"เจ้ารู้อะไรมา..." นางถามเสียงแผ่วเบา ราวกับกระซิบ
"อาการของพิษราคะนารีนั้นร้ายกาจยิ่งนัก"ฮวาเสี่ยวซีเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม"ผู้ที่โดนพิษจะรู้สึกร้อนรุ่มไปทั่ว
สรรพางค์กาย ราวกับถูกไฟแผดเผาทุรนทุรายกระวนกระวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจิตใจจะถูกครอบงำด้วยความ
ปรารถนาทางเนื้อหนังอย่างรุนแรง ควบคุมตนเองไม่ได้หากปล่อยไว้นานเข้า ร่างกายจะอ่อนเพลียอย่างหนัก เลือดลมจะปั่นป่วนและอาจถึงแก่ชีวิตได้ในที่สุด"
นางเว้นจังหวะเล็กน้อยมองไปยังใบหน้าซีดเซียวของไป๋หลินด้วยความเห็นใจ "ท่านหมอเคยกล่าวไว้ว่าการจะระงับพิษร้ายนี้ได้โดยสมบูรณ์ ต้องใช้สตรีคนเดิมที่มอบการแก้ไขพิษในครั้งแรกเปรียบเสมือนยาเสน่ห์ที่ผูกจิตใจ" ฮวาเสี่ยวซีกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง"พี่ไป๋หลิน... บิดาข้า ท่านต้องการเพียงแต่ท่านเท่านั้น ท่านโปรดไปกับข้าเถิด"
นางมองไปยังเด็กน้อยในอ้อมแขนของไป๋หลินด้วยความสงสาร"และเด็กน้อยผู้นี้... ต้องเป็นน้องสาวของข้าอย่างแน่นอนผลกระทบจากพิษร้ายนั้นทำให้ร่างกายของนางอ่อนแอตั้งแต่แรกเกิดหากได้รับการดูแลรักษาอย่างดีนางจะสามารถเติบโตเป็นหญิงสาวที่งดงามและแข็งแรงได้ในภายหน้าแต่หากปล่อยปละละเลย... นางอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก"
ฮวาเสี่ยวซีจับจ้องใบหน้าของไป๋หลินอย่างจริงจัง"ท่านโปรดฟังข้าเถิดพี่ไป๋หลิน ท่านคือความหวังเดียวที่จะช่วยบิดาของข้าและอาจเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยชีวิตบุตรสาวของท่านได้เช่นกัน"
ไป๋หลินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ดวงตาทอดมองไปยังบุตรสาวในอ้อมแขนด้วยความรักใคร่ปนความเศร้าสร้อยคำพูดของฮวาเสี่ยวซีดังก้องอยู่ในห้วงความคิดนางรู้ดีว่าสิ่งที่ฮวาเสี่ยวซีพูดนั้นมีเหตุผล และอาจเป็นความจริง
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีความกังวลต่ออาการป่วยของบุตรสาวและความทรงจำอันลึกซึ้งที่มีต่อท่านแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นตีรวนอยู่ในใจนางอย่างหนักหน่วง
นางเงยหน้าขึ้นมองฮวาเสี่ยวซีแววตาเต็มไปด้วยความลังเลและสับสน "ข้า... ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรดี"เสียงของนางสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด
"ข้ารักษาลูกมาตลอดสองปีเต็มเงินทองที่เก็บสะสมมาก็ร่อยหรอลงทุกวัน จนแทบไม่เหลือแล้ว"ไป๋หลินกล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่น ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาคลอหน่วย"ข้าไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครอีกแล้ว หากไม่ได้เจ้า... ข้าก็คงสิ้นหวัง"
ฮวาเสี่ยวซีมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ของไป๋หลินด้วยความเห็นใจอย่างสุดซึ้งนางยื่นมือไปกุมมืออีกฝ่ายอย่างให้กำลังใจ "ไม่ต้องคิดมากอีกแล้วพี่ไป๋หลินเอาตามที่ข้าบอกเถิด พวกเราจะเร่งเดินทางให้เร็วที่สุดน้องสาว
ของข้าต้องได้รับการรักษาที่ดีที่สุด จากหมอที่เก่งที่สุดและด้วยยาที่ดีที่สุด ชีวิตของนางเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ท่านรู้หรือไม่อย่าเอาแต่คิดถึงความรู้สึกของตัวเองอยู่เลยตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของเด็กน้อย"
นางลุกขึ้นยืนอย่างเด็ดเดี่ยว"ข้าจะไปบังคับม้า ท่านนั่งพักผ่อนให้ดีเถิดเจ้าค่ะ"ว่าแล้วฮวาเสี่ยวซีก็เดินออกจากเก๋งรถม้า ไปนั่งประจำที่คนบังคับแล้วออกคำสั่งให้ม้าควบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงด้วยความหวังที่จะช่วยชีวิตน้องสาวที่เพิ่งพบพาน
ฮวาเสี่ยวซีบังคับม้าให้วิ่งควบทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่รอช้าความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือน้องสาวฉายชัดในแววตา
ภายในเก๋งรถม้าไป๋หลินนั่งเหม่อลอย ความคิดสับสนวุ่นวายอยู่ในศีรษะ ในอ้อมแขนของนางเด็กน้อยวัยเกือบขวบตัวเล็กจ้อยยังคงไอแผ่วเบาเป็นระยะเจ้าอ้วนน้อยที่อยู่ในคอกเมื่อเห็นเด็กน้อยอีกคนที่มีขนาดใกล้เคียงกันแต่ตัวเล็กกว่า
ก็คลานกระดึบๆ เข้าไปใกล้ ยื่นตุ๊กตาผ้าตัวโปรดของตนเองให้กับเด็กหญิงตัวน้อย
เด็กหญิงรับตุ๊กตามาถือไว้ในมือเล็กๆพร้อมกับไอออกมาอีกครั้ง ไป๋หลินรู้สึกตัวจากภวังค์ความคิดนางมองเด็กน้อยทั้งสองสลับกันเด็กชายอ้วนท้วนสมบูรณ์ส่งยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุขในขณะที่เด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมแขนของนางกลับขี้โรคและไออยู่ตลอดเวลา
ความสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่ไป๋หลินนางตระหนักดีว่าตนเองหมดหนทางที่จะรักษาบุตรสาวแล้ว คงต้องพึ่งพาตระกูลฮวาเท่านั้นอย่างน้อยก็ลองไปดูก่อน หากภรรยาของท่านแม่ทัพใหญ่เป็นคนใจร้าย รังแกนางและลูกนางก็คงต้องก้มหน้ารับกรรมแต่โดยดี เพื่อแลกกับโอกาสที่จะช่วยชีวิตบุตรสาวอันเป็นที่รัก
ฮวาเสี่ยวซีตัดสินใจหยุดพักรถม้าข้างทางเลือกใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่เพื่อให้พ้นจากแสงแดดที่เริ่มแรงขึ้นนางจัดการรื้อเอาห่ออาหารและน้ำดื่มที่เตรียมมาออกมาวางบนผ้าที่ปูไว้กับพื้น
ทั้งสองหญิงสาวลงจากรถม้าเพื่อยืดเส้นยืดสายคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางเจ้าอ้วนน้อยคลานเล่นอยู่ใกล้ๆ อย่างสนุกสนานส่วนเด็กน้อยในอ้อมแขนของไป๋หลินยังคงซึมและไอเล็กน้อยไป๋หลินอุ้มลูกน้อยแนบอกด้วยความเป็นห่วง
ฮวาเสี่ยวซีส่งน้ำให้ไป๋หลินพลางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง"พี่ไป๋หลิน ท่านและลูกน้อยทานอะไรเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เดินทางมาเหนื่อยๆเดี๋ยวจะไม่มีแรง"
ไป๋หลินรับน้ำมาจิบเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง "ขอบคุณน้องฮวามาก ข้าไม่ค่อยหิวเท่าไรนักเป็นห่วงแต่ลูก..."นางก้มลงมองใบหน้าเล็กซีดเซียวของบุตรสาวด้วยแววตาเศร้าสร้อย
ฮวาเสี่ยวซีมองทั้งสองด้วยความเห็นใจนางนั่งลงข้างๆ ไป๋หลินอย่างนุ่มนวล "ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านพี่แต่ท่านเองก็ต้องดูแลสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ หากท่านไม่แข็งแรงแล้วใครจะดูแลน้องสาวข้าได้เล่า" นางยิ้มให้ไป๋หลินอย่างให้กำลังใจ"ทานเสียหน่อยเถิด อย่างน้อยก็จะได้มีแรงเดินทางต่อ"
จากนั้นทั้งสองก็เริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องต่างๆนานา ฮวาเสี่ยวซีเล่าถึงการผจญภัยของนางในการจัดการฝูงหมาป่าและความยินดีของชาวบ้าน ไป๋หลินฟังอย่างเงียบๆ เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีรอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้าบ้างเมื่อฮวาเสี่ยวซีเล่าเรื่องตลกของเจ้าอ้วนน้อย บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อยภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่แห่งนั้น
ฮวาเสี่ยวซีเล่าถึงอาการที่นางเคยประสบด้วยตนเองเมื่อครั้งที่พิษราคะนารีกำเริบกับบิดานางบรรยายถึงความร้อนรุ่มที่
แผดเผา ความกระวนกระวายที่ทำให้แทบคลั่งและความทรมานที่บิดาต้องเผชิญ นางยังไม่ทราบถึงสถานการณ์ล่าสุด
ในจวนแม่ทัพหรือว่าบิดาของนางอาการดีขึ้นแล้วจากการรักษาของท่านหมอและยาต่างๆที่ประคบประหงมดูแลอย่างดีนางเพียงหวังว่าสิ่งที่นางกำลังทำอยู่นี้จะเป็นหนทางที่ถูกต้องในการช่วยเหลือบิดาของนางให้หายจากความทรมานนั้นได้
เมื่อฮวาเสี่ยวซีเล่าจบนางก็มองไปยังไป๋หลินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง "พี่ไป๋หลิน...ท่านคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้เจ้าคะ?"นางถามอย่างตรงไปตรงมาอยากจะรับรู้ความคิดและความรู้สึกของอีกฝ่ายเกี่ยวกับสถานการณ์ที่นางเพิ่งเล่าให้ฟัง
ฮวาเสี่ยวซีจ้องมองไป๋หลินอย่างแน่วแน่รอคอยให้อีกฝ่ายกล่าวสิ่งที่อยู่ในใจออกมาให้หมด
ไป๋หลินสบตากลับอย่างมุ่งมั่นก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน"ข้าจะไปช่วยระงับพิษให้ท่านแม่ทัพ... แต่ข้าขอเพียงสิ่งเดียวข้าไม่ต้องการเรียกร้องฐานะใดๆ หรือสิ่งตอบแทนอื่นใดเพียงแต่ขอให้ทาง
จวนของเจ้าดูแลบุตรสาวของข้าให้ดีที่สุด รักษาชีวิตนางเอาไว้หากพวกเจ้าทำได้ ข้ายินดีที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่พวกเจ้าต้องการ"น้ำตาเม็ดเล็กๆ เริ่มเอ่อคลอหน่วยในดวงตาของนาง
ฮวาเสี่ยวซีคลี่ยิ้มอย่างจริงใจและอบอุ่นนางยื่นมือไปกุมมือของไป๋หลินอย่างให้สัญญา "ท่านไม่ต้องกังวลเลยพี่ไป๋
หลินบุตรสาวของท่านก็คือน้องสาวของข้า ข้าสัญญาว่าจะดูแลนางให้ดีที่สุด นางเป็นน้องสาวแท้ๆของข้าเอง ข้าจะ
ให้หมอที่ดีที่สุดรักษา และจะดูแลเอาใจใส่นางอย่างเต็มที่ท่านวางใจได้" น้ำเสียงของฮวาเสี่ยวซีหนักแน่นและจริงจังทำให้ไป๋หลินรู้สึกคลายความกังวลลงได้บ้าง
ไป๋หลินยิ้มทั้งน้ำตานางไม่เคยจะอ่อนแออย่างนี้มาก่อนมาเป็นหญิงสาวเจ้าน้ำตาก็ตอนคลอดบุตรสาวออกมานี้เอง