วรเดชมันหลอกใช้ผมเป็นเครื่องมือให้ร่ำรวย มันให้ผมใช้กองทุนลากหุ้นขึ้นไปจากนั้นมันก็แอบเล่นขึ้นตามไปด้วย
ที่เจ็บใจที่สุดคือหลิน ผู้หญิงที่ทำให้ผมเสียใจและยังมาหลอกใช้ผมอีก!
ธีร์หันมามองผม “จะเอายังไงดีพล็อต?”
ผมไม่ได้ตอบธีร์ เพราะผมก็คิดไม่ออกว่าจะทำยังไง ผู้จัดการกองทุนหัวโล้นชื่อนครเดินมา
“เราโดนวรเดชมันซ้อนกลเข้าซะแล้ว นึกไม่ถึงมันจะร้ายกาจแบบนี้”
ได้ยินธีร์ตอบแทนผม“แต่การที่เราลากหุ้นขึ้นได้สำเร็จ มันก็ทำให้เราได้กำไรนะครับ เราไม่ได้เสียอะไรเลย”
ชายหัวโล้นพูด“ก็ใช่ แต่วรเดชมันกำไรทั้งเล่นขึ้นและตก มันได้สองทางเลย”
ทุกคนในห้องประชุมหันมามองผมเป็นจุดเดียวว่าจะเอาไงต่อ ผมรู้สึกตึงเครียดและใจเต้นระรัว ทุกครั้งที่ต่อสู้กับวรเดชมันจะต้องมีเล่ห์เหลี่ยมมาแก้ทางผมได้ตลอด
ผมหันไปบอกทุกคน “เราพอแค่นี้ก่อนดีกว่าครับ ยังไม่ต้องลากหุ้น”
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย
พอผมให้กองทุนทั้งหมดเลิกลากหุ้น ดัชนีจาก 1520 จุด ก็ตกลงมา 10 จุด เหลือ 1510 จุด ซึ่งเป็นธรรมดาของหุ้นที่ขึ้นมาเยอะ พอไม่มีคนลากราคาขึ้นไปต่อมันก็ถูกขายทำกำไร
หลังผมเลิกงาน ผมก็เดินออกไปจากห้องประชุมโดยมีธีร์เดินมาด้วย ระหว่างลงลิฟต์ธีร์ก็พูด
“วรเดชร้ายมากจริงๆ แต่พล็อตก็เก่งนะ แก้สถานการณ์ให้ตลาดหุ้นได้ ทำให้ตลาดหุ้นจากตกหนักขึ้นมาได้เป็นร้อยจุด ช่วยคนที่ขาดทุนได้เยอะ สถานการณ์กองทุนก็ดีขึ้นด้วย”
ผมตอบไป“วรเดชทำอะไรไม่เคยมีแผนเดียว ทุกครั้งที่เหมือนจะชนะ มันต้องมีอะไรมาแก้ได้ทุกครั้ง”
ธีร์เห็นด้วย“เราต้องรู้ล่วงหน้าให้ได้ว่ามันจะทำอะไร”
ระหว่างคุยกับธีร์ อิ๊งก็โทรมา…
ผมรับสาย “พล็อต ว่างไหมเนี่ย?” อิ๊งถาม
“ก็เพิ่งเลิกงาน มีอะไรเหรอ?”
“จะชวนกินข้าว แต่ไม่ว่างก็ไม่เป็นไร อิ๊งกินคนเดียวได้” อิ๊งตอบ
“ก็ว่างนะ เดี๋ยวไปกินด้วย” ผมบอก
หลังนัดสถานที่กินข้าวกัน ผมวางสายไป ธีร์ก็ถามผม“อิ๊งเหรอ?”
ผมพยักหน้า“คุณธีร์รู้ได้ไงครับ?”
“อ้อ เสียงอิ๊งดังออกมาจากโทรศัพท์คุณน่ะ”
“สงสัยไมค์แตกมั้ง” ผมตอบ
ธีร์ยิ้ม “อิ๊งเอาแต่ใจหน่อยนะ แต่จริงๆ เป็นคนบริสุทธิ์คิดอะไรก็พูดแบบนั้น ตรงไปตรงมา”
ผมเป็นต้นเหตุทำให้ธีร์กับอิ๊งเลิกกัน จึงอดรู้สึกผิดไม่ได้ นึกอีกที การที่ผมกับธีร์ซึ่งเป็นเหมือนศัตรูกันจะมาเดินคุยกันได้นับเป็นเรื่องเหนือคาดหมายมาก
ชีวิตคนก็เหมือนหุ้นมีขึ้นมีลง บางทีเอาแน่นอนไม่ได้ ขนาดหุ้นบางตัวเราไม่ชอบ แต่เห็นมันวิ่งขึ้นดีเรายังไปซื้อเลย วงการนี้ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรจริงๆ
ผมตอบ “ใช่ นั่นอาจเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของอิ๊ง”
ธีร์บอกว่า “ไงผมก็ฝากดูแลอิ๊งด้วยนะ ผมรู้ว่าตอนอิ๊งอยู่กับผม ผมไม่ได้สนใจเธอเท่าที่ควร”
ผมพยักหน้ายิ้มให้ เมื่อเดินไปถึงลานจอดรถเราสองคนก็แยกกัน
ผมขับรถไปหาอิ๊งที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เราเข้าไปทานอาหารในร้านอาหารฝรั่งเศส วันนี้อิ๊งใส่ชุดเดรสสีดำอาจดูมืด แต่ให้ความสวยไปอีกแบบ
ผมสั่งเบียร์มากินก่อนเลย อิ๊งแปลกใจ
“ทำไมกินเบียร์ก่อนล่ะ ข้าวยังไม่ได้สั่งเลยนะ”
“ก็มันอยากกินนี่”
หลังเบียร์มาเสิร์ฟ ผมยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม
อิ๊งทำหน้ามุ่ย ผมถามว่า“เป็นอะไร?”
“พล็อตไม่ค่อยมีเวลาให้ยังไม่พอ มากินข้าวกันยังเอาแต่กินเบียร์ ไม่ได้สนใจอิ๊งเลย”
ผมรีบบอก “มีเรื่องกลุ้มใจนิดหน่อยน่ะ”
“เรื่องกลุ้มใจอะไร?”
“ก็วรเดชน่ะสิ มันหลอกใช้พล็อตให้ลากหุ้นขึ้นเยอะๆ แล้วมันก็ได้กำไร”
อิ๊งมีสีหน้าไม่เข้าใจ
“อิ๊งไม่รู้เรื่องหุ้นหรอกพล็อต”
ผมรู้ว่าอธิบายไปอิ๊งก็ไม่รู้เรื่องหุ้น จึงเอาแต่ดื่มเบียร์ต่อ อิ๊งบอกว่า
“อาหารมาแล้ว พอได้แล้ว กินข้าวบ้าง”
ผมส่ายหน้า “ผมไม่หิวหรอก อิ๊งกินเหอะ”
“ถ้าพล็อตทำแบบนี้อิ๊งจะกลับแล้วนะ”
“อ้าว โกรธอะไรขึ้นมาอีกเนี่ย”
“ไม่ได้โกรธ แต่พล็อตอะ หมกวุ่นกับเรื่องวรเดชมากไปแล้ว หายใจเข้าออกก็วรเดช พล็อตยังไม่คิดถึงอิ๊งเท่ากับวรเดชเลยมั้ง”
ผมได้แต่ตอบว่า “ไม่ขนาดนั้น”
อิ๊งพูดต่อ“อิ๊งรู้ว่าพล็อตแค้นวรเดชมาก แต่ว่าจะเอาทุกนาทีในชีวิตมาหมกมุ่นแต่เรื่องล้างแค้นไม่ได้นะ พล็อตเอาแต่สนใจศัตรูจนลืมคนที่รักไปหมดแล้ว”
ผมสะอึกกับพูดอิ๊ง เวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ผมคิดแต่เรื่องวรเดชจริงๆ กลับไปบ้านกินข้าวกับพ่อแม่ พอกินเสร็จก็รีบขึ้นบ้าน หมกตัวอยู่ในห้อง คิดแต่แผนเล่นงานหรือแก้ทางแผนของวรเดช แม้แต่กับเพื่อนฝูงที่เรียนด้วยกันมายังไม่เคยนัดเจอด้วยซ้ำ
อิ๊งพูดต่อ“เอาเหอะพล็อต ถ้าพล็อตไม่พร้อมคบกับอิ๊งก็ไม่เป็นไร เห็นพล็อตอ้างมาหลายครั้งแล้วว่าเสร็จงานนี้จะมีเวลาว่าง เสร็จงานนั้นจะมีเวลาว่าง แต่อิ๊งก็ไม่เคยเจอเวลาว่างของพล็อตสักที”
ผมใจหายวาบรีบพูด “อิ๊งพูดอะไร อย่าพูดคำว่าเลิกง่ายๆ แบบนี้สิ”
อิ๊งมีสีหน้าน้อยใจ “แล้วมันจริงไหมล่ะ?”
ผมรีบดึงมืออิ๊งมาจับไว้
“พล็อตเข้าใจแล้ว ต่อไปพล็อตจะดูแลอิ๊งมากขึ้น เอาใจใส่อิ๊งมากขึ้น”
“พูดจริงนะ ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าพูด” อิ๊งตอบ
ผมพยักหน้า “เริ่มจากคืนนี้เลยปะล่ะ?”
เพี๊ยะ!!
อิ๊งตีแขนผมอย่างแรง เห็นอิ๊งก้มหน้าอย่างเอียงอาย
“บ้า” เสียงอิ๊งด่าเบาๆ ใบหน้าขาวอมชมพูดของเธอทำให้ผมรู้สึกหลงไหลอิ๊งราวกับถูกมนต์สะกด
เวลาที่ผ่านมาผมเอาแต่หมกมุ่นเรื่องงาน จนทำให้ลืมไปว่าผมได้ผู้หญิงที่สวยมากๆ ขนาดนี้เป็นแฟน ถ้าไม่ถนอมไว้ สักวันอิ๊งคงเลิกกับผม
หลังทานอาหารเสร็จผมรีบจ่ายเงินและชวนอิ๊งไปนอนบ้าน ซึ่งอิ๊งก็ยอมรับปาก
ขณะที่พวกผมจะเดินออกจากห้างก็มีคนเดินสวนมา ผมอดชะงักไม่ได้ อิ๊งถาม“หยุดเดินทำไมพล็อต?”
ชายคนหนึ่งหน้าตาหล่อเหลาใส่แว่นกำลังเดินมา มันคือคนที่ผมคิดถึงแทบทุกลมหายใจ คิดถึงมากกว่าพ่อแม่หรือแฟนซะอีก
วรเดช!!
คนที่เดินมาข้างๆ ยิ่งทำให้ผมตาโต หัวใจร้อนวูบราวกับถูกไฟลวก
หลิน!
วรเดชกับหลินเดินมาด้วยกัน หลินเห็นผมก็มีสีหน้าตกใจ วรเดชกลับมีสีหน้าเรียบเฉยราวน้ำแข็ง
วรเดชเห็นผมก็เดินเข้ามาหา ผมตัวสั่นกำมือแน่น วรเดชยิ้มทักทาย
“ว่าไงพล็อต อิ๊ง”
อิ๊งพยักหน้าให้วรเดช ส่วนผมไม่พูดกับมัน วรเดชพูดกับผม
“ต้องขอบใจมากนะที่ช่วยหาเงินให้ผม ผมสูญเสียเงินมหาศาลกับการเอาเงินไปซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยมากโข กำลังต้องการใช้เงินพอดี”
ผมจ้องหน้าวรเดชไม่ได้ตอบโต้มัน อยากรู้มันจะสำรอกอะไรออกมา!
วรเดชพูดต่อ “กว่าผมจะชวนกองทุนต่างชาติให้แห่เทขายหุ้นไทยได้ ผมใช้เวลาเป็นเดือนเลยนะ ผมต้องอดทนรอให้ตัวเลขเศรษฐกิจต่ำเตี้ย ต่างประเทศประกาศว่าเศรษฐกิจถดถอยแล้วค่อยทุบหุ้นลงมา โชคดีเมืองไทยฐานะการคลังอ่อนแอเพราะรัฐบาลใหม่กู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจเยอะ การกระตุ้นเศรษฐกิจแม้จะทำให้หุ้นวิ่งขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะกลางหุ้นก็ตกเพราะการเงินที่อ่อนแอของประเทศ ส่วนระยะยาวก็ต้องดูว่าเม็ดเงินที่กระตุ้นสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้ไหม ถ้าได้ก็ดีไป”
ผมบอก “แกจะมาพูดอธิบายทำไม?”
วรเดชยิ้ม “ถือว่าตอบแทนที่คุณหาเงินให้ผม วันนื้ถือว่าผมสอนเพิ่มอีกละกัน ไม่ได้สอนคุณมานานแล้วนี่”
วรเดชมันกำลังข่มว่ามันคืออาจารย์ผม ซึ่งยิ่งทำให้ผมโมโหกว่าเดิม
“แล้วแกจะได้เห็นดี ตลาดหุ้นจะเป็นจุดจบของแก!”
“ผมจะรอดูวันนั้น”
ผมหันไปมองหลิน จ้องเธอโดยไม่พูดอะไร
หลินพยาหลบตาผม เธอพูด
“พล็อต…”
“ไม่ต้องมาเรียกชื่อกู!” ผมตวาดใส่เลย อิ๊งตกใจรีบจับมือผมไว้ ส่วนหลินก็สะดุ้ง
ผมตะโกนใส่หน้าหลิน “นกสองหัว อย่านึกว่าตัวเองฉลาดนะ เป็นเครื่องมือให้วรเดชมันหลอกใช้ ไม่รู้เหรอมันหลอกใช้คนมาเท่าไรแล้ว สักวันน้ำตาจะเช็คหัวเข่า”
“พล็อต ไม่เอา” อิ๊งรีบพูดพร้อมจูงมือผมไป แต่ผมไม่ไป
วรเดชบอก“อย่าเพิ่งโมโห ศึกของเรายังไม่จบ การโมโหทำอารมณ์ขุ่นมัว สมองไม่แจ่มใส ถ้าสมองคุณไม่โล่ง จะรับมือผมไม่ได้นะ”
“กูจะจัดการมึงแน่!” ผมบอกวรเดช ครั้งนี้ผมเหลืออดแล้วจริงๆ
วรเดชยกยิ้มที่มุมปาก “อยากให้วันที่คุณว่ามีจริง”
วรเดชนี่มันยียวนจริงๆ รอยยิ้มบนใบหน้ามันน่าหมั่นไส้มาก หลังจากนั้นวรเดชก็เดินไป อิ๊งก็รีบจูงแขนผมให้เดินห่างกับวรเดช ผมหันไปบอกอิ๊งว่า
“อิ๊ง วันนี้อิ๊งยังไม่ต้องไปนอนบ้านพล็อตหรอก พล็อตอยากอยู่คนเดียว”
อิ๊งมีสีหน้าผิดหวัง“สุดท้ายพล็อตก็เลือกจะหมกมุ่นแต่กับวรเดช”
อิ๊งไม่พูดมาก เธอปล่อยมือผมและเดินไป ผมรู้สึกผิดต่อเธอ แต่ตอนนี้ผมแทบคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ผมรู้วาวรเดชไม่จบเกมง่ายๆ แค่นี้ ผมต้องทุ่มเทสมาธิในการจัดการกับมัน
เช้าวันต่อมา ผมไปทำงานที่กองทุนอีกครั้ง ผู้จัดการกองทุนหลายคนพร้อมพนักงานต่างเตรียมพร้อม
ตลาดหุ้นเมื่อวานปิดที่ 1510 จุด พอเปิดมาก็ขึ้นเล็กน้อยเป็น 1513 จุด บวก 3 จุด
จากนั้นราวชั่วโมงหนึ่ง หุ้นก็ลงพรวด 10 จุด เหลือ 1500 จุดพอดีเป๊ะ!
ตลาดสู้กันที่แนวรับจิตวิทยา ซึ่งแนวรับก็คือแนวที่หุ้นหล่นลงมาบ่อยๆ แล้วไม่ค่อยหลุด แนวรับในที่นี้คือ 1500 จุด
สู้กันราวชั่วโมง สุดท้ายตลาดหุ้นไทยก็หลุด 1500 จุด เหลือเพียง 1495 จุดอย่างรวดเร็ว แมงเม่าแห่เทขายหุ้นกันเต็ม
ผมถามธีร์ “คุณธีร์ต่างประเทศมีข่าวร้ายอะไรไหม?”
“ตลาดต่างประเทศปกตินะ บางประเทศขึ้นบางประเทศลง ไม่มีอะไร” ธีร์ตอบ
ผมดูตลาดหุ้นที่ไหลพรวดลงอย่างรวดเร็ว ผมตบโต๊ะที่ทำงาน
“ต้องเป็นฝีมือวรเดชแน่!”
ทุกคนหันมามองผม ธีร์ถาม
“อะไรนะ?!”
“วรเดชมันบอกเกมมันยังไม่จบ มันจะเอาหุ้นลงอีกรอบ!”
สรุปคือ วรเดชมันเล่นตกได้กำไร เล่นขึ้นก็ได้กำไร ตอนนี้มันกำลังเทขายหุ้นที่เล่นขึ้น เพื่อไปเล่นตก เอากำไรต่อที่สาม!!
จบตอนที่ 58วรเดชเปิดศึกใหญ่ เกมต้องไม่จบง่ายๆ ตอนหน้าบู๊กันสุดๆ โปรดติดตามจ้า!