จางลี่ลี่มองตามแผ่นหลังของน้องชายที่กำลังเดินกลับโรงแรมที่พักแล้วก็ต้องถอนใจออกมาอย่างเหนื่อยล้าความในใจมากมายที่คิดว่าเมื่อเจอหน้าจางหมิงแล้วจะพูดออกมากลับกลายเป็นเรื่องอื่นไปเสียได้
เหตุผลก็ไม่ใช่เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยหรอกแต่เป็นใจของเธอต่างหากล่ะที่ไม่กล้าหรือไม่บางทีเธอก็อาจจะใช้ความกล้าไปกับการแอบหนีแม่มาพบเขาที่จีนไปจนหมดแล้วก็เป็นได้
“ยังมีเวลาครับคุณหนู”บอดี้การ์ดที่อายุสามสิบกว่าปีแล้วเอ่ยออกมาอย่างสุขุม นั่นก็เพราะเขาก็เคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มาแล้วจึงสามารถพูดมันออกมาได้
จางลี่ลี่เงยหน้าจากถ้วยน้ำชาที่เย็นชืดไปแล้วมองบอดี้การ์ดที่เป็นเหมือนพี่ชายของเธอแล้วก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง “ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีความกล้าพอหรือเปล่าหลายปีแล้วที่ฉันเอาแต่หลบซ่อนตัวไม่แม้แต่จะอธิบายอะไรให้เสี่ยวหมิงได้รับรู้”
บอดี้การ์ดอีกคนก็รีบพูดเสริมให้กำลังใจคุณหนูของเขา“น้องชายของคุณหนูเขาน่าจะเข้าใจนะครับ เท่าที่ผมสังเกตได้ เขาเป็นคนที่เรียบง่ายและพอใจกับสิ่งเล็กๆน้อยๆดูอย่างตอนที่คุณหนูโอนเงินให้เขาสิครับ เขาไม่ได้อยากได้มันเลยนะครับ”
“นั่นก็จริงนิสัยของเสี่ยวหมิงก็เป็นแบบนี้แหละเฮ้อ! ฉันไม่กล้าพูดออกไปจริงๆนะ และตอนนี้ก็ไม่รู้แล้วว่าจะจัดการกับความรู้สึกผิดในใจของตัวเองยังไง”
สองบอดี้การ์ดมองหน้ากันแล้วก็ได้แต่จนใจโรคทางใจก็ต้องใช้ใจรักษา ทางที่ดีก็คือให้คุณหนูของพวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกับน้องชายของเธอให้นานอีกหน่อยน่าจะทำให้สภาพจิตใจดีขึ้นเอง
จางลี่ลี่เองก็รู้ว่าไม่มีใครให้คำตอบหรือสลายความอึดอัดใจของเธอได้จึงได้แต่ยกถ้วยชาขึ้นดื่ม จากนั้นก็ลุกขึ้น “พวกเราก็ควรกลับที่พักได้แล้วนะไปเถอะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที”
“ครับคุณหนู”
วันต่อมาจางหมิงออกจากโรงแรมที่พักตั้งแต่เช้าเพื่อไปยังร้านขายเห็ดป่าของเฉินคุน พอไปถึงเขาก็เห็นลูกค้ามากมายอยู่ภายในร้าน
“ร้านใหญ่แบบนี้นี่เองใครๆถึงได้แนะนำให้มาถ้าไม่เจอเฉินคุนคงจะไม่ได้แวะมาแถวนี้อีก” จางหมิงเดินเข้าไปในร้าน และสำรวจไปรอบๆด้วย
“นายมาแล้วเหรอจางหมิงมาๆมานั่งตรงนี้ก่อน” เฉินคุนร้องเรียกจางหมิงมาจากหลังเคาน์เตอร์คิดเงิน
จางหมิงเดินไปหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว“ร้านนายใหญ่มากเลยนะเฉินคุน น่าจะมีเห็ดหลากหลายกว่าร้านที่ฉันซื้อเมื่อวาน”
“แน่นอนอยู่แล้วก็ร้านของฉันเป็นร้านขายเห็ดป่าที่ใหญ่ที่สุดในต้าหลี่แล้วนี่นายดูรายการในนี้ไปก่อนนะ อยากได้จำนวนเท่าไหร่ก็เขียนลงไปเลยเดี๋ยวให้ลูกน้องจัดการให้”
พอรับใบรายการมาดูจางหมิงก็ต้องยิ้มกว้างเพราะมันมีเห็ดมากมายหลายร้อยๆชนิดเลย“ฉันยังคิดว่ามีแค่ที่ร้านเสียอีก แสดงว่าเก็บเอาไว้ในโกดังเยอะเลยใช่ไหม”
“อืม โกดังขนาดใหญ่เลยล่ะ”
รู้แบบนั้นแล้วจางหมิงก็ไม่เกรงใจเหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังแย่งกันซื้อเห็ดตากแห้งและเห็ดสดในร้านจากนั้นเขาก็ค่อยๆเขียนรายละเอียดลงไปในกระดาษรายการสินค้าอย่างไม่รีบร้อน
พอเขาส่งรายการสินค้าที่สั่งให้กับเฉินคุนอีกฝ่ายก็ถึงกับยิ้มร่าเพราะมันน่าจะเป็นเงินจำนวนมหาศาลเลย
“อาฉินนายมาดูที่เคาน์เตอร์คิดเงินแทนฉันหน่อย ฉันจะพาเพื่อนไปดูเห็ดที่โกดัง”ตอนนี้จางหมิงนำเงินก้อนใหญ่มาให้ แม้อีกฝ่ายไม่อยากจะเป็นเพื่อนกับเขาแต่เขาก็คิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อนไปแล้วเรียบร้อย“ไปเถอะอาหมิง ฉันจะพานายไปดูเห็ดที่โกดัง”
จางหมิงเพียงยิ้มน้อยๆการมีเพื่อนทางธุรกิจเพิ่มมาอีกคนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร “อืมนายเดินนำไปเลยอาคุน”
เฉินคุนได้ยินจางหมิงพูดแบบนั้น ก็เข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายยอมรับเป็นเพื่อนกับเขาแล้วยามนี้จึงหัวเราะร่วนออกมาอย่างมีความสุข “ดีๆๆฉันจะลดราคาให้นายเพิ่มอีกห้าเปอร์เซ็นต์ไปเลยอาหมิง”
“ต้องขอบคุณเถ้าแก่ใหญ่แล้ว”จางหมิงยกมือคารวะอีกฝ่ายอย่างล้อเลียน
“ไอ้หยา!เถ้าแก่ใหญ่อะไรกัน นี่ก็แค่ธุรกิจเล็กๆเท่านั้น จะเทียบกับนายได้อย่างไรไปๆไปเถอะฉันจะพานายไปดูโกดังด้านใน”
“ได้ นายรีบนำทาง”
จางหมิงจ่ายเงินซื้อเห็ดป่าไปไม่น้อยเลยแต่เขาก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะนำพวกมันไปใช้ประโยชน์ตอนไหน ดังนั้นพอจัดการธุระในช่วงเช้าเสร็จเขาก็ขับรถที่เช่ามาไปหาพี่สาวที่โรงแรมแถวชานเมืองทันที
จางลี่ลี่ที่รอน้องชายมาหาตั้งแต่เช้าพอถึงตอนบ่ายเธอก็เปลี่ยนเป็นมายืนรออยู่หน้าโรงแรมแล้วก็คอยชะเง้อคอมองรถที่ขับผ่านไปมาอยู่ตลอด
“เสี่ยวหมิงทำไมยังไม่มานะ ก็นัดกันไว้แล้วนี่ว่าบ่ายนี้จะไปกินของอร่อยแถวชานเมืองด้วยกัน”พูดพลางเธอก็ก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือไปด้วย
“น่าจะยังติดพันเรื่องการซื้อเห็ดอยู่แน่ๆครับคุณหนูเอาอย่างนี้ไหมครับ พวกเราเข้าไปในเมืองไปหาคุณจางที่นั่นเลย”
“ไม่ได้ๆๆทำแบบนั้นถ้าเกิดเสี่ยวหมิงกำลังเดินทางใกล้จะถึงแล้วล่ะ อ่า ฉันลืมอะไรไปเนี่ยโทรศัพท์ๆๆ” จางลี่ลี่หัวเราะกับตัวเองแล้วก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรออกหาน้องชาย
จางหมิงที่กำลังขับรถขึ้นเขามาเห็นว่าเป็นเบอร์ของพี่สาวเขาก็หยิบหูฟังบลูทูธขึ้นมา จัดการอยู่อึดใจก็กดรับสาย“ครับพี่”
“เสี่ยวหมิงนายยังอยู่ในเมืองหรือเปล่าถ้ายังอยู่ที่นั่นเดี๋ยวพี่กับคนสนิทจะเดินทางไปหานายที่นั่นเอง”
“ผมขับรถออกจากตัวเมืองมาแล้วครับอีกราวๆสิบห้านาทีก็จะถึงโรงแรมที่พี่พักแล้วล่ะมีอะไรหรือเปล่าครับหรือว่าพี่มีธุระด่วน”
“ไม่มีๆ แค่เป็นห่วงนายเท่านั้น พี่คิดว่านายอาจจะติดพันอยู่กับการจัดซื้อวัตถุดิบให้เจ้านายน่ะสิก็เลยไม่อยากให้นายเหนื่อย”
“แค่นี้ไม่เป็นไรหรอกครับพี่สาวไม่ได้มาที่จีนบ่อยๆนี่ครับ”
คำพูดของน้องชายทำให้จางลี่ลี่ยิ้มปลื้มปริ่มแต่ก็ยังคงน้ำตาคลอหน่วย “อืม พี่เข้าใจแล้ว นายก็ขับรถระวังๆด้วยนะ”
“เข้าใจแล้วครับ”
“พี่จะวางสายแล้ว ตั้งใจขับรถนะ”
“ครับพี่สาว”ตั้งแต่เจอหน้าพี่สาวอย่างจางลี่ลี่ ตัวของจางหมิงก็มักจะยิ้มบ่อยขึ้น จนไม่รู้ว่ายิ้มนี้เป็นรอยยิ้มครั้งที่เท่าไหร่แล้ว
จางลี่ลี่วางสายไปแล้วแต่รอยยิ้มของจางหมิงยังคงมีประดับใบหน้าเอาไว้ไม่จางหายนอกจากพ่อกับแม่ก็มีพี่สาวอีกคนสินะที่เป็นเหมือนครอบครัวของเขา
เขาตั้งใจขับรถตามคำสั่งของพี่สาวจนมาถึงโรงแรมที่อีกฝ่ายพักก็ได้เห็นคนสามคนยืนอยู่หน้าโรงแรมดีนะที่ที่นี่คือยูนนาน ถ้าเป็นที่ปักกิ่งล่ะก็คงได้ยืนแข็งไปแล้วเพราะที่ปักกิ่งตอนนี้อุณหภูมิน่าจะลดลงอย่างฮวบฮาบและอาจจะเหลือแค่เลขหลักเดียว
จางลี่ลี่รีบกวักมือเรียกน้องชายให้เดินมาหาระหว่างที่รอก็หันมาพูดกับบอดี้การ์ดทั้งสองไปพลางๆ “พวกนายดูสิน้องชายของฉันหน้าตาดีเหมือนฉันเลยว่าไหม”
บอดี้การ์ดทั้งสองต่างก็รู้ดีว่าสองพี่น้องคู่นี้ไม่ใช่พี่น้องสายเลือดเดียวกันจริงๆ แต่ยังจะกล้าพูดออกไปแบบนั้นเหรอคำตอบก็คือไม่เด็ดขาด
“คุณจางหน้าตาดีมากจริงๆครับคุณหนูถ้าเขาคิดอยากจะเข้าวงการบันเทิงจะต้องดังเป็นพลุแตกเพียงชั่วข้ามคืนแน่นอนครับ”บอดี้การ์ดที่อายุเกือบสามสิบและมีเชื้อสายจีนอยู่บ้างเอ่ยออกมาอย่างเอาใจคุณหนูของเขา
“ใช่ไหมล่ะ แต่ฉันไม่ให้เขาต้องไปทนเหน็ดเหนื่อยหรอกนะเป็นน้องชายของฉันรับรองไม่ลำบากแน่นอน จะว่าไปแล้วฉันว่าเงินร้อยล้านหยวนที่ฉันโอนให้เขามันยังน้อยไปนะ ก่อนกลับต้องโอนเพิ่มอีกเยอะๆ”
“ดีครับคุณหนู”
จางหมิงที่ได้ยินคำพูดของพี่สาวที่พูดกับบอดี้การ์ดของเธอก็ได้แต่ส่ายหน้าอยู่ในใจ เขาคิดจะโอนคืนแต่พี่สาวกลับคิดจะโอนเพิ่มอย่างนั้นเหรอแบบนี้จะทำยังไงดีนะ
ไม่นานเขาก็คิดออกถ้าพี่สาวอยากจะโอนก็ปล่อยให้เธอโอนไปเลย ส่วนเขาจะมอบของดูต่างหน้าให้พี่สาวก็แล้วกันและเขาก็คิดออกแล้วว่าจะมอบเครื่องประดับหยกสักชุดให้พี่สาวซึ่งราคาของพวกมันแน่นอนว่าไม่น้อยเช่นกันถ้านำเข้าประมูลอาจจะมีมูลค่าสูงถึงสองพันล้วนหยวนแน่ๆเท่านี้เขาก็ไม่ต้องรู้สึกผิดแล้วที่ใช้เงินของพี่สาว
“เสี่ยวหมิงๆ มาเร็วพวกเราไปกินของอร่อยกันพวกนายไปขับรถมาเร็ว”
“ครับคุณหนู”บอดี้การ์ดคนหนึ่งรับคำแล้วก็รีบวิ่งไปที่รถหรูที่เช่าเอาไว้สำหรับใช้ที่ต้าหลี่โดยเฉพาะ
“ทำไมไม่รออยู่ข้างในล่ะครับข้างนอกนี้อากาศหนาวมากเลยนะครับพี่”
“นายไม่ต้องห่วงพี่หรอกเสี่ยวหมิงพี่คุ้นชินกับสภาพอากาศแบบนี้อยู่แล้วล่ะ อีกอย่างพี่ก็ไม่ได้อ่อนแอหรอกนะ เพราะพี่ฝึกฝนร่างกายอยู่เป็นประจำ”
“ที่พ่อเคยสอนตอนเด็กๆน่ะเหรอครับผมเองก็ฝึกเหมือนกันแต่ก็ไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ แค่พอเอาตัวรอดได้”
“แค่พอเอาตัวรอดได้ก็ดีแล้วล่ะไปเถอะพี่จองร้านเอาไว้แล้ว รับรองว่านายต้องชอบแน่ๆ”
“พี่จะพาผมไปร้านไหนเหรอครับ”
“ร้านไก่ตุ๋นต้าหลี่ที่ขึ้นชื่ออย่างไรล่ะพี่หาข้อมูลมาแล้ว ร้านนี้อร่อยที่สุดแล้ว” พูดพลางก็ยื่นโทรศัพท์ให้น้องชายดู
จางหมิงเห็นว่าเป็นร้านเดียวกันกับที่เฉินคุนแนะนำเขาก็เลยไม่มีข้อโต้แย้งอะไรเขาก็ขึ้นรถไปกับพี่สาวแล้วก็ได้กินอาหารร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อยซึ่งคนที่เอร็ดอร่อยมากที่สุดก็ยังคงเป็นพี่สาวของเขาตามเคย
เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอเย็นนี้จางลี่ลี่ให้จางหมิงมาทานอาหารเย็นด้วยกันกับเธอที่ห้องพักซึ่งอาหารมื้อนี้เธอลงมือทำเองทั้งหมด
จางหมิงเมื่อมาถึงห้องพักของพี่สาวก็ถูกอีกฝ่ายลากไปที่โต๊ะทานข้าวทันที “พี่ทำเองทั้งหมดนี่เลยเหรอครับ ว้าว!! สุดยอดไปเลยนะครับ”
“แน่นอนว่าพี่ทำเองทั้งหมดเสี่ยวหมิงนายรีบนั่งเร็ว” เธอเลื่อนเก้าอี้ให้น้องชายอย่างกระตือรือร้นส่วนบอดี้การ์ดทั้งสองคนนั้นก็ให้พวกเขายืนอยู่หน้าห้องไปก่อนเพราะเธอตัดสินใจจะพูดความในใจที่ค้างคามานานหลายปีกับน้องชายในค่ำคืนนี้
จางหมิงหัวเราะออกมาแผ่วเบาอย่างมีความสุขรู้สึกได้ถึงบรรยากาศของครอบครัวแสนอบอุ่นเหมือนวันวาน “ผมจะกินให้หมดทุกอย่างเลยพี่ห้ามแย่งผมนะ”
“ไม่แย่งๆ ไม่แย่งแน่นอน”จางลี่ลี่รับปากเป็นมั่นเหมาะจากนั้นก็เดินกลับไปนั่งที่ของตัวเอง
จางหมิงมองอาหารมากมายบนโต๊ะซึ่งล้วนเป็นอาหารที่เขาชอบในวัยเด็กทั้งนั้น “น่ากินมากเลยครับพี่สาว”
“น่ากิน ก็กินเยอะๆเลย เอ้านี่น่องไก่ตุ๋นนี่พี่ยกให้นายคนเดียวเลยเสี่ยวหมิง”จางลี่ลี่คีบน่องไก่ตุ๋นใส่ถ้วยข้าวน้องชาย
จางหมิงมองถ้วยข้าวของตัวเองยิ้มๆจากนั้นก็คีบน่องไก่ตุ๋นขึ้นมา แล้วก็กัดกินคำเล็กๆทันใดนั้นเขาก็ต้องตาวาวเพราะมันอร่อยมากทั้งยังเป็นรสชาติในวัยเด็กที่เขาชอบ“อร่อยมากครับพี่”
จางลี่ลี่รินไวน์ใส่แก้วให้ตัวเองแล้วก็ยกขึ้นจิบอย่างผ่อนคลาย “บอกแล้วว่าให้กินเยอะๆ วันนี้พี่จะไม่แย่งนายแน่นอน”
“พี่พูดแล้วนะงั้นอาหารพวกนี้ก็เป็นของผมแล้ว”
“อื้ม ล้วนเป็นของนายเสี่ยวหมิง”
เวลาผ่านไปนานนับชั่วโมง จางหมิงที่กินจนอิ่มก็ถูกลากไปที่ห้องนั่งเล่นส่วนจางลี่ลี่นั้นยังคงถือแก้วไวน์ติดมือมาด้วย และตอนนี้เธอก็เริ่มเมาแล้วทว่าก็ยังคงประคองสติได้ดี
“พี่นั่งก่อนดีกว่านะครับ”
“นั่งก็นั่ง” พูดจบก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา“นายก็มานั่งลงตรงนี้เสี่ยวหมิง” จางลี่ลี่ตบลงไปที่ข้างตัวเพื่อให้น้องชายมานั่งใกล้ๆ
จางหมิงเดินไปนั่งลงข้างๆพี่สาว“นั่งแบบนี้คิดถึงตอนนั้นนะครับ ตอนที่พี่แอบกลับมาแล้วไปนั่งรอผมที่หน้าโรงเรียนโดยที่พ่อกับแม่ไม่รู้”
มุมปากของจางลี่ลี่ยกขึ้นน้อยๆ“เหมือนจริงๆแหละเสี่ยวหมิงแต่นอกจากครั้งนั้นแล้วพวกเราพี่น้องก็ได้แต่คุยกันผ่านจดหมายหรือไม่ก็โทรศัพท์เท่านั้นและส่วนใหญ่ก็เป็นพี่ที่ติดต่อนาย”
จางหมิงมองออกไปนอกหน้าต่างห้องพักของพี่สาวตอนนี้น่าจะเกือบสองทุ่มได้แล้ว เขาต้องขับรถกลับไปที่โรงแรมในเมืองอีกราวๆสองชั่วโมง
“เพราะพี่บอกว่าไม่อยากทำให้ผมลำบากใจผมก็เลยเชื่อพี่ครับ อีกอย่างผมก็เคยลองโทรไปหาพี่อยู่เหมือนกันแต่ไม่มีคนรับเลย”ท้ายประโยคน้ำเสียงของจางหมิงอ้างว้างอย่างชัดเจน
“ขอโทษนะเสี่ยวหมิง เรื่องคุณพ่อ”เธออยากจะพูดว่าเรื่องของคุณพ่อและคุณแม่นั้นมันซับซ้อนเกินไปจนเธอไม่รู้จะทำตัวยังไงช่วงเวลานั้นทุกความรู้สึกมันประเดประดังเข้ามาพร้อมกันจนเธอต้านรับไม่ไหว
จางหมิงคว้าจับมือของพี่สาวเอาไว้แล้วก็บีบปลอบประโลมเบาๆ “ระหว่างพวกเราพี่น้องไม่ต้องมีคำอธิบายหรอกครับพี่ผมเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างดีและก็เข้าใจทุกคนด้วยว่าล้วนมีเหตุผลทั้งนั้นสำหรับเรื่องที่ผ่านมาแล้วพี่ก็ไม่ต้องโทษตัวเองนะครับ”
“เสี่ยวหมิง นาย...” จางลี่ลี่กุมมือของจางหมิงเอาไว้แน่นเช่นกันเธอเงยหน้าขึ้นมองน้องชาย ก็เห็นว่าเขากำลังยิ้มส่งมาให้ เท่านั้นแหละคำพูดมากมายที่เตรียมเอาไว้อยู่ในใจมานานก็ไม่จำเป็นอีกแล้วจะมีเพียงแค่น้ำตาเท่านั้นที่มันพรั่งพรูออกมาราวกับจะพูดแทนเธอทั้งหมด
จางหมิงพยักหน้าให้พี่สาวแล้วเขาก็บีบมือของเธอเบาๆ จากนั้นสองพี่น้องก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก
คนพี่นั่งร้องไห้อยู่เงียบๆเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกมากมายที่มันอัดแน่นและสะสมมาหลายปีส่วนคนน้องก็เพียงนั่งบีบมือพี่สาวเบาๆเพื่อปลอบประโลม
นี่ก็ไม่แน่ใจว่าจะปลอบประโลมใครกันแน่บางทีอาจจะปลอบประโลมใจของเขาด้วยก็เป็นได้ เพราะเขาก็บอบช้ำจากเรื่องราวเหล่านี้ไม่น้อยเหมือนกัน