กู้หลิงเยว่กัดฟันกรอด เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อผลักเจียงมั่ว แต่ในจังหวะที่มือของเธอเกือบจะแตะโดนแผ่นหลังเจียงมั่ว อีกฝ่ายกลับเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างอย่างกะทันหัน ส่วนเธอที่กะจะชักมือออกกลับสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างจนเสียหลักล้มคะมำไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่ได้
ดวงตาของกู้หลิงเยว่เบิกกว้างขึ้นมาทันที สมองยังไม่ทันคิดว่าการโดนขัดขาเป็ฝีมือเจียงมั่วหรือไม่ กลิ่นฉุนของสารเคมีก็ลอยมาปะทะจมูกเสียก่อน
เธออึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงมองสภาพตัวเอง บนเสื้อผ้าและมือของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยสีน้ำมันเต็มไปหมด ในใจของกู้หลิงเยว่ผุดความลนลานขึ้นมาวูบหนึ่ง แล้วเปลี่ยนเป็ความโกรธแค้นทันควัน เธอถลึงตาใส่เจียงมั่วพลางกัดฟันพูดว่า “เจียงมั่ว แกตั้งใจใช่ไหม?”
ใช่แล้ว เมื่อกี้ยัยผู้หญิงคนนี้แกล้งทำเป็หัวอ่อนหลอกง่าย ก็เพื่อจะใส่ร้ายเธอนี่เอง!
เจียงมั่วไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ปรายตาเรียบเฉยมองขาตั้งวาดรูปที่ล้มอยู่บนพื้นแวบหนึ่ง สายตาของทั้งคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาพอดี “เกิดอะไรขึ้น?”
เป็กู้โย่วยืนอยู่ที่ประตู ในมือถือหลอดสีน้ำมันอันใหม่สองสามหลอด รอยยิ้มอารมณ์ดีบนใบหน้ายังไม่ทันจางหายดี พอกวาดสายตามองเห็นสถานการณ์ภายในห้องทำงานศิลปะชัด ๆ สีหน้าของเขาก็มืดมนลงทันที เขาไม่ได้พูดอะไรแต่บรรยากาศรอบตัวกลับดิ่งวูบเงียบสงัดชวนให้อึดอัด ราวกับความสงบก่อนที่พายุลูกใหญ่จะพัดถล่มไม่มีผิด
กู้หลิงเยว่มองภาพวาดที่พังไม่เป็ท่าแล้วหันไปมองเจียงมั่วทันที “พี่รอง ฉัน... ฉันไม่ได้ตั้งใจนะคะ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจู่ ๆ น้องเจียงมั่วถึงยื่นเท้าออกมาขัดขาตอนฉันกำลังเดิน ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ค่ะ...”
สายตาของกู้โย่วเลื่อนมาหยุดที่เจียงมั่ว รังสีความเย็นะเืแผ่ซ่านไปทั่วห้องวาดรูป เขาเดินตรงเข้าหาเจียงมั่วทีละก้าว ก่อนจะกระชากคอเสื้อของเธอขึ้นมา “เธอทนเห็นเยว่เอ๋อร์อยู่ร่วมโลกไม่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอ? ลูกไม้ตื้น ๆ ของเธอ คิดว่าฉันจะดูไม่ออกหรือไง?”
กู้โย่วแค่นยิ้มเย็น ชั่วพริบตานั้นเขาก็หันไปเตะขาตั้งวาดรูปจนกระจัดกระจาย รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจนชวนอึดอัด “พวกเธอสองคนนี่เป็พี่น้องคลานตามกันมาจริง ๆ เลยนะ ห้าปีก่อนกู้เหลียนทำลายภาพวาดของฉัน วันนี้เธอก็มาทำลายภาพวาดของฉันอีก เธอเลียนแบบใครไม่เลียน ดันไปเลียนแบบคนอันธพาลอย่างกู้เหลียน ออกไป! ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้! บ้านตระกูลกู้ไม่ต้อนรับผู้หญิงไร้ยางอายที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอย่างเธอ!”
เจียงมั่วก้มมองมือของกู้โย่วที่จับคอเสื้อของเธอไว้ จากนั้นก็ยื่นมือไปแกะนิ้วมือของเขาออกทีละนิ้ว ใบหน้าของเธอเ็าถึงขีดสุด
“ฉันไม่ชอบให้ใครมากระชากคอเสื้อคุยด้วย ต่อให้เป็พี่ชายฉันก็ทำไม่ได้”
กู้โย่วจ้องเจียงมั่วนิ่งอยู่สองวินาที ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห “อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย ฉันไม่เคยยอมรับว่าเธอเป็น้องสาวของฉันด้วยซ้ำ ตอนแรกฉันคิดว่าถ้าเธอทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่เงียบ ๆ ฉันก็พอจะหยวน ๆ ให้อยู่ร่วมบ้านกันได้ แต่ดูตอนนี้แล้ว เธอคือตัวปัญหาชัด ๆ ! ออกไปจากบ้านตระกูลกู้เดี๋ยวนี้เลย!”
กู้โย่วชี้ไปที่ประตูด้วยความโกรธจัด พอเห็นว่าเจียงมั่วยังยืนนิ่งไม่ขยับตัวอยู่นาน ไฟโทสะในอกก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เขาอดรนทนไม่ไหว คว้าข้อมือของเจียงมั่วเพื่อลากเธอออกไปข้างนอก
และในจังหวะนั้นเอง เขาก็ได้ยินน้ำเสียงเรียบนิ่งของเจียงมั่วดังขึ้น “ฉันไม่ได้ขัดขากู้หลิงเยว่”
กู้โย่วชะงักไปครู่หนึ่ง เขาหันไปมองกู้หลิงเยว่อย่างลังเลคล้ายกำลังพิจารณาว่าคำพูดของเจียงมั่วมีความจริงใจแค่ไหน
กู้หลิงเยว่ร้อนรนขึ้นมาทันทีที่ได้ยิน เธอรู้ดีว่ากู้โย่วเกลียดคนที่ทำลายภาพวาดของเขามากขนาดไหน เพราะฉะนั้นความผิดนี้จะตกมาอยู่ที่หัวเธอไม่ได้เด็ดขาด อีกอย่าง เธอก็เป็ฝ่ายโดนป้ายสีจริง ๆ
พอคิดได้ดังนั้น กู้หลิงเยว่ก็เริ่มมีน้ำหนักในการโต้แย้งทันที “เจียงมั่ว เธอยังจะมาแก้ตัวอีกเหรอ? ถ้าเธอไม่ขัดขาฉัน ฉันจะล้มลงไปได้ยังไง? ทั้ง ๆ ที่ฉันรู้ว่าพี่รองหวงภาพวาดของเขาขนาดไหน ฉันยังจะทำเื่โง่ ๆ แบบนี้อีกเหรอ? นี่มันวิธีที่เธอใช้ทำให้พี่รองเกลียดฉันต่างหาก!”
พูดไปกู้หลิงเยว่ก็แสร้งปาดน้ำตาด้วยความน้อยใจไป พลางยื่นมือไปจับแขนเสื้อของกู้โย่วเอาไว้ “พี่รอง พี่ต้องเชื่อฉันนะ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพี่กับพี่ใหญ่ก็ยังเคลียร์กันไม่จบเลย แล้วฉันจะหาเื่ใส่ตัวไปหาเื่ให้พี่โกรธทำไมล่ะคะ?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของกู้โย่วที่เดิมทีมืดมนอยู่แล้วก็ยิ่งดูแย่ลงไปอีกขั้น เขาปัดมือกู้หลิงเยว่ออกก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเ็า “อย่าพูดถึงเขาให้ฉันได้ยินนะ! เยว่เอ๋อร์ วันหลังเธอก็อย่ามาห้องทำงานศิลปะของฉันบ่อยนักเลย!”
สีหน้าของกู้หลิงเยว่ฉายแววตกตะลึงไปวูบหนึ่ง เธออ้าปากค้างเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดแก้ตัวอะไร ได้แต่ตอบรับกลับไปเสียงอ่อยอย่างน่าสงสาร “เข้าใจแล้วค่ะ”
กู้โย่วหลับตาลงพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ ความโกรธแค้นชิงชังทั้งหมดในตอนนี้ดูเหมือนจะพุ่งตรงไปที่เจียงมั่วแต่เพียงผู้เดียว เขาแค่นหัวเราะเยาะ “ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับ เจียงมั่ว นี่ฉันต้องชมเธอด้วยไหมนะว่า เธอกับกู้เหลียนถอดแบบกันมาเป๊ะ ๆ เลย! ในเมื่อเป็แบบนี้ ไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่มีวันปล่อยให้เธออยู่ที่บ้านตระกูลกู้ต่อเด็ดขาด!”
เขาพาเจียงมั่วออกจากห้องทำงานศิลปะไป พ่อบ้านที่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติรีบวิ่งเข้ามาทันที “โธ่ คุณชายรอง เกิดอะไรขึ้นครับเนี่ย? ครอบครัวเดียวกันแท้ ๆ ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ จากันไม่ได้เหรอครับ ทำไมต้องทำตัวเหมือนเป็ศัตรูคู่อาฆาตกันขนาดนี้?”
พ่อบ้านพูดพลางส่งสัญญาณมือให้คนที่ยืนอยู่ข้างหลัง ดูจากสถานการณ์ตรงนี้แล้ว คงมีแค่ต้องตามคุณชายใหญ่กลับมาช่วยห้ามทัพเท่านั้น
กู้โย่วแค่นยิ้มไม่อยากมองเจียงมั่วเลยสักนิด “ครอบครัวอะไร? ยัยเจียงมั่วเนี่ยนะ? เธอไม่คู่ควร ั้แ่นี้ไปเธอคือศัตรูของฉัน!”
พ่อบ้านมองหน้าคนทั้งคู่อย่างลำบากใจ สุดท้ายจึงหันไปขอความช่วยเหลือทางสายตากับกู้หลิงเยว่แทน “คุณหนูใหญ่ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ? คุณชายรองกับคุณหนูรองทำไมถึงทะเลาะกันรุนแรงขนาดนี้... แล้วบนตัวคุณหนูใหญ่ ทำไมถึงเลอะเทอะสีน้ำมันไปหมดเลยล่ะครับ?”
กู้หลิงเยว่หยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดคราบสีน้ำมันบนมือออกด้วยท่าทางเซ็ง ๆ “ก็เพราะเจียงมั่วนั่นแหละค่ะ ภาพวาดของพี่รองโดนทำลายพังยับเยินอีกแล้ว”
พ่อบ้านสีหน้าเปลี่ยนไปทันที มิน่าล่ะ แต่พอเขาเหลียวไปมองเจียงมั่วที่เนื้อตัวสะอาดสะอ้านเรียบร้อยดี สลับกับกู้หลิงเยว่ที่เสื้อผ้าเปื้อนเปรอะไปทั้งตัว คำพูดนี้เขากลับไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่นัก
กู้โย่วยิ่งโมโหกว่าเดิม และยืนกรานที่จะขับไล่เจียงมั่วออกไปท่าเดียว
พ่อบ้านจำต้องกัดฟันก้าวเข้าไปขวาง “คุณชายรอง ทำแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาดนะครับ ต่อให้้าจะเชิญคุณหนูรองออกไปจริง ๆ อย่างน้อยก็ต้องรอให้คุณชายใหญ่กลับมาพูดคุยปรึกษากันก่อน ไม่อย่างนั้นเื่นี้จะรายงานยากเอานะครับ”
กู้โย่วปรายตามองพ่อบ้านแวบหนึ่ง เขาแค่นเสียงเหอะในลำคออย่างไม่ใส่ใจ “ฉันก็เป็หนึ่งในเ้าของบ้านหลังนี้เหมือนกัน เื่ขี้ปะติ๋วแค่นี้ฉันไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเลยหรือไง?”
พ่อบ้านลอบชำเลืองมองกู้โย่วด้วยความหวาดหวั่น พลางบ่นอุบอิบเสียงเบา “นี่ไม่ใช่เื่เล็กเลยนะครับ คนที่คุณชายจะไล่ออกไป ในทางนิตินัย เธอก็เป็หนึ่งในเ้าของบ้านคนหนึ่งเหมือนกัน...”
กู้โย่วหรี่ตาลงอย่างอันตราย “เมื่อกี้ลุงเฉินพูดว่าอะไรนะ?”
พ่อบ้านรีบปรับสีหน้าให้เป็งานเป็การแล้วเอ่ยเกลี้ยกล่อมอย่างจริงจังทันที “คุณชายรองครับ ผมคิดว่าคุณชายคงไม่อยากให้เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานซ้ำรอยหรอกใช่ไหมครับ? ถ้าคุณชายไล่คุณหนูรองออกไป เดี๋ยวคุณชายใหญ่ก็ต้องออกไปตามหาเธอกลับมาอีก แล้วพวกคุณจะทำเื่ให้ยุ่งยากไปทำไมล่ะครับ?”
กู้หลิงเยว่กำกระดาษทิชชูในมือแน่นด้วยความไม่พอใจ “นี่ลุงเฉินกำลังเข้าข้างเจียงมั่วเหรอคะ? ลุงก็รู้ว่าพี่ใหญ่ตามใจเจียงมั่วขนาดไหน ถ้าให้พี่ใหญ่กลับมาจัดการเขาก็คงแค่ไกล่เกลี่ยเฉไฉไป พี่รองจะไปเล่าความน้อยใจให้ใครฟัง ลุงเฉินไม่เจ็บไม่รู้หรอก...”
กู้หลิงเยว่ตั้งท่าจะพูดต่อ แต่กู้โย่วกลับพูดตัดบทเธอขึ้นมาเสียก่อน “เอาอย่างนั้นก็ได้ รอให้กู้เหลียนกลับมา ให้เขาได้เห็นธาตุแท้ของน้องสาวร่วมสายเืของเขาให้เต็มสองตา จะได้ตาสว่างสักที คราวหลังจะได้ไม่ลากคนประเภทไหนก็ไม่รู้เข้ามาในบ้านอีก”
สุดท้ายพวกเขาก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดและชวนอึดอัดใจ แต่เจียงมั่วนั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือมาตลอด ราวกับเหตุการณ์วุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อความรู้สึกของเธอเลยแม้แต่น้อย
พ่อบ้านร้อนรนจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ คอยหันหน้าชะเง้อมองหน้าบ้านอยู่บ่อยครั้ง
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ยวบลงตรงพื้นที่ว่างด้านข้างโซฟา พอหันกลับไปมองก็สบเข้ากับดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ของเจียงมั่ว
“ลุงพ่อบ้านคะ เมื่อก่อนพี่ใหญ่กับกู้โย่วเคยมีเื่ผิดใจอะไรกันเหรอคะ?”