เถี่ยซินยืนนิ่งราวกับถูกสาปอยู่ที่หน้าประตูทางเข้ากระโจม ถาดอาหารเย็นในมือสั่นเทาเล็กน้อยจนจอกน้ำชาส่งเสียงกระทบกันเบาๆ
เขาควรจะก้าวเข้าไปด้านใน... แต่ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น
ภาพเบื้องหน้าทำให้ลมหายใจของเขาแทบหยุดไปชั่วขณะ...
รอบกายของซื่อจื่อหลี่เทียนอี้ที่กำลังหลับใหลอย่างสงบ มีไออุ่นจางๆ ลอยขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ไอนั้นไม่มีสีสัน แต่กลับทำให้มวลอากาศรอบเตียงบิดเบี้ยวเล็กน้อย ราวกับมองผ่านเปลวความร้อน
'นี่มัน... พลังวัตร...' ความคิดของเขาสับสนอลหม่าน 'ท่าน... ท่านโคจรลมปราณได้เองขณะหลับใหล...'
และในขณะที่เถี่ยซินกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความตื่นตะลึง
ไออุ่นจางๆ รอบกายหลี่เทียนอี้ก็ค่อยๆ สลายหายไป...
และบนเตียง... เปลือกตาของเขาเริ่มขยับไหวเล็กน้อย
วินาทีนั้นเอง สติของเถี่ยซินที่ตึงเครียดมาตลอดหลายวันก็ขาดสะบั้น ความตกตะลึงในปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ผสานกับความดีใจอย่างท่วมท้น ทำให้สองมือที่เคยมั่นคงของเขาพลันอ่อนแรงลง
เพล้ง!
ถาดไม้ในมือร่วงหล่นกระแทกพื้น ชามซุปและจอกน้ำชากระจัดกระจายแตกละเอียด เสียงดังลั่นปลุกความเงียบงันให้แตกสลาย
เสียงนั้นเองทำให้เปลือกตาหนักอึ้งของหลี่เทียนอี้เปิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ แสงสลัวของตะเกียงทำให้ภาพพร่ามัวไปชั่วขณะ ก่อนที่เพดานกระโจมและร่างของเถี่ยซินที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางความโกลาหลนั้นจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
เขายันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง การเคลื่อนไหวราบรื่นจนน่าประหลาดใจ ร่างกายของเขารู้สึกแข็งแกร่งและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต แต่แล้ว...
โครก...
เสียงท้องของเขาร้องดังลั่น เป็นความรู้สึกว่างเปล่าจากตันเถียนที่กรีดร้องโหยหาพลังงาน
เถี่ยซินได้สติ เขารีบคุกเข่าลงทันที ไม่สนใจเศษกระเบื้อง "ซื่อจื่อ! ท่านฟื้นแล้ว! ขะ...ข้าน้อยสมควรตาย!"
หลี่เทียนอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เอามือกุมท้องที่กำลังร้องประท้วง เขามองเลยผ่านความตื่นตระหนกของเถี่ยซินไป และเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ชัดเจน
"เถี่ยซิน... ข้าหิว"
คำพูดที่เรียบง่ายนั้น ทำให้เถี่ยซินเงยหน้าขึ้นมาสบตา ดวงตาของเขาแดงก่ำ เขาเบิกตากว้างขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่แววตาจะเป็นประกายวาบขึ้นมาด้วยความเข้าใจ
'นี่คือผลจากการโคจรพลังวัตร... ร่างกายย่อมต้องการพลังงานมหาศาล!'
"ขอรับ!" เขารับคำเสียงดังฟังชัด "ข้าน้อยจะรีบไปสั่งโรงครัวเดี๋ยวนี้!"
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นและวิ่งออกจากกระโจมไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้หลี่เทียนอี้นั่งอยู่บนเตียงตามลำพัง มองเศษอาหารที่หกเรี่ยราดบนพื้นด้วยความรู้สึกหิวโหยที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ
เวลาผ่านไปไม่นาน กลิ่นหอมของอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ก็ลอยมาแตะจมูก ปลุกสัญชาตญาณความหิวโหยในกายให้รุนแรงยิ่งขึ้น
ทหารรับใช้สองนายเดินตามเถี่ยซินเข้ามา บนถาดไม้ขนาดใหญ่ในมืออัดแน่นไปด้วยอาหารนานาชนิดจนแทบจะล้นออกมา พวกเขารีบจัดวางอาหารลงบนโต๊ะเตี้ยข้างเตียงอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ
หลี่เทียนอี้กวาดสายตามองอาหารเบื้องหน้าเป็นครั้งแรก
มีขนมปังแบนขนาดใหญ่ที่อบจนเหลืองกรอบ โรยด้วยงาขาวส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ซึ่งเขาจำได้ว่าเรียกว่า ปิ่ง 餅 ถัดมาคือเนื้อแพะส่วนซี่โครงที่ย่างมาทั้งกระดูกจนหนังเกรียมเป็นสีน้ำตาลเข้ม ส่งกลิ่นเครื่องเทศรุนแรง ในชามกระเบื้องใบใหญ่คือซุปสีขาวข้นราวกับน้ำนม มีเนื้อกวางที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่มและสมุนไพรที่ไม่รู้จักลอยอยู่เต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมีถ้วยเล็กๆ ที่ใส่ผลไม้สีสดใสเชื่อมจนเป็นเงางาม
เขาไม่รอช้า หยิบขนมปังปิ่งขึ้นมาฉีก กลิ่นหอมของแป้งสาลีที่อบใหม่ๆ ปะทะเข้ากับจมูกทันที เมื่อกัดเข้าไป ความกรอบของเปลือกนอกตัดกับความเหนียวนุ่มของเนื้อในอย่างลงตัว
'กลิ่นหอมของแป้งสาลีแท้ๆ... ไม่มีการปรุงแต่งสังเคราะห์'
จากนั้นเขาก็ใช้มีดแล่เนื้อแพะย่างเข้าปาก รสชาติเข้มข้นของเนื้อและไขมันที่ผสานกับเครื่องเทศอย่างยี่หร่าระเบิดออกในโพรงปาก มันคือความอร่อยที่เกิดจากวัตถุดิบชั้นเลิศและความร้อนจากเตาถ่านโดยตรง
'รสชาติจากตัววัตถุดิบเอง... ไม่ใช่จากซอสสำเร็จรูป... นี่สินะรสชาติที่แท้จริง'
เถี่ยซินยืนมองภาพนั้นนิ่งงัน ซื่อจื่อรับประทานอาหารราวกับพยัคฆ์ที่หิวโหย แต่ทุกท่วงท่ากลับยังคงไว้ซึ่งความสง่างามของราชนิกุล เขาสังเกตเห็นแววตาพึงพอใจอย่างหาได้ยากยิ่งของซื่อจื่อขณะลิ้มรสอาหารแต่ละจาน
หลี่เทียนอี้ซดซุปเนื้อกวางตามเข้าไป รสชาติกลมกล่อมและลุ่มลึกของกระดูกที่เคี่ยวนานหลายชั่วยามแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความอุ่นร้อนไหลเวียนไปทั่วท้อง
เขาทานทุกอย่างจนหมดเกลี้ยง
หลี่เทียนอี้วางตะเกียบลงอย่างเชื่องช้า เขาใช้ผ้าไหมเช็ดมุมปาก ความรู้สึกหิวโหยที่เคยรุนแรงราวกับไฟป่า บัดนี้ได้สงบลงแล้ว ถูกแทนที่ด้วยพลังงานอุ่นๆ ที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย
แววตาแห่งความพึงพอใจที่ปรากฏขึ้นมาชั่วครู่ พลันเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยประกายตาที่เยือกเย็นและเฉียบคมเช่นเดิม
เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเถี่ยซินที่ยังคงยืนรอคำสั่งอยู่ข้างๆ อย่างสงบ
"เถี่ยซิน... น้ำยาประหลาดนั่น... ท่านทำสำเร็จและใช้มันกับข้าแล้วรึ"
"ขอรับซื่อจื่อ ทุกอย่างเป็นไปตามบัญชาของท่าน"
หลี่เทียนอี้พยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องทันที "อาหารมื้อนี้... นับว่าฟุ่มเฟือยอยู่บ้าง ข้าอยากทราบสถานการณ์เสบียงในคลังของเราตอนนี้เป็นอย่างไร หลังจากการรบครั้งใหญ่ เราสูญเสียทรัพยากรไปเท่าใด รายงานให้ข้าฟังสิ"
เถี่ยซินนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ...
เขายืนนิ่ง ครุ่นคิดถึงบัญชาที่ไม่คาดคิด
ไม่ใช่เรื่องการฟื้นตัว... ไม่ใช่เรื่องพลังวัตรที่ถูกปลุกขึ้น...
แต่เป็นเรื่อง "การส่งกำลังบำรุง"... คือสวัสดิภาพของไพร่พลและเสถียรภาพของกองทัพทั้งหมด
สายตาของเถี่ยซินที่มองหลี่เทียนอี้เปลี่ยนไปอีกครั้ง จากความเลื่อมใสในปาฏิหาริย์ แปรเปลี่ยนเป็นความยำเกรงอย่างสุดซึ้งต่อตัวตนของ "ผู้นำ" ที่แท้จริงซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้าเขา
(จบตอนที่ 9)