“ทำไมเย่เฉินยังต้องการจะสู้ต่อ?”
เมื่อเห็นว่าเย่เฉินพร้อมที่จะต่อสู้อีกครั้งเสียงของความประหลาดใจก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
“พลังปราณถูกกักเอาไว้แล้วเขาต้องแพ้อย่างแน่นอน”
“ดูเหมือนว่าจะเป็นการต่อสู้แบบรนหาที่ตายจริงๆ”
“ไร้ประโยชน์สิ้นดี”
“ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะสู้ต่อไปได้สักแค่ไหน”ฉีเฮ่าพูดขึ้นบนเวทีอย่างดุเดือด บนอากาศก็ปรากฏรัศมีกระบี่ที่แหลมคมขึ้นมา
และเย่เฉินซึ่งได้ถอยกลับไปแล้วในขณะที่ถอย เขาได้ดึงกระบี่เทียนเชวียที่ปักอยู่บนลานประลองขึ้นมา
วิ้ง!
รัศมีของกระบี่ได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเกิดเป็นประกายดอกไม้ไฟ
ไม่มีพลังปราณคุ้มกายแขนทั้งสองข้างของเย่เฉินก็สะเทือนจนได้รับบาดเจ็บในตอนนี้เขาก็เริ่มได้กลิ่นคาวเลือดในลำคอ และในที่สุดก็กระอักเลือดออกมา
ตายซะเถอะ!
ร่างกายของฉีเฮ่าเหมือนกำลังบินขึ้นไปเพียงชั่วพริบตา กระบี่นั้นก็แทงทะลุขึ้นสู่อากาศอีกครั้ง
เรื่องที่น่าแปลกก็คือเย่เฉินไม่ได้หลบไปไหน
พัฟ!
ร่างกายของเย่เฉินถูกแทงจนเลือดได้สาดออกมาอีกครั้ง
และในขณะนี้เขาก็จับกระบี่ขึ้นอีกครั้งด้วยมือที่เต็มไปด้วยเลือดหมัดขวาของเขาก็พุ่งออกไปอีกครั้ง
เพียงแต่ในครั้งนี้ฉีเฮ่าได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว จึงยกฝ่ามือขึ้นเบาๆ จับกำปั้นของเย่เฉินเอาไว้พลังปราณของเย่เฉินถูกผนึกกักเอาไว้ ในสายตาของเขาแล้วหมัดนี้ของเย่เฉินนั้นไม่ได้มีพลังโจมตีอะไรเลย
“อ่อนหัดมาก”ฉีเฮ่ายิ้มขึ้นอย่างดุร้าย ฝ่ามือนี้ทำให้เย่เฉินสะท้านจนกระอักเลือดและถอยหลังไป
“ครั้งนี้เจ้ายังไม่ยอมตายอีกหรือ?” หลังฉีเฮ่าออกพลังจนเย่เฉินถอยหลังไป เขาก็เตรียมสังหารด้วยกระบี่สังหาร
เพียงแต่ขณะที่กำลังก้าวไปหนึ่งก้าว ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
“นี่...”เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงพลังงานอันทรงพลังที่วิ่งเข้ามาในร่างกายบีบอัดร่างกายของเขาอย่างรุนแรง
“นี่มันเป็นไปได้อย่างไร”เขาไม่อยากที่จะเชื่อเมื่อมองไปยังฝ่ามือนั้นก็พบว่าในตอนนี้ยันต์คาถาวิญญาณสวรรค์กำลังแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายของเขา
“เย่เฉินมีคาถาวิญญาณสวรรค์ด้วยหรือ?” ความโกลาหลเกิดขึ้นที่ด้านล่างลานประลอง
“คาถาวิญญาณสวรรค์มีมูลค่ามากเขาซื้อไหวหรือ?”
“แย่แล้วฉีเฮ่าก็โดนคาถาวิญญาณสวรรค์”
“ทำได้ดีมาก”เจ้าหมีสองอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงโหยหวนเหมือนหมาป่ากำปั้นของเขากำแน่นอย่างตื่นเต้น
“เขาเอาคาถาวิญญาณสวรรค์มาจากไหน”ซูซินเยว่ตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าเย่เฉินก็มีคาถาวิญญาณสวรรค์อยู่ในมือซึ่งเกินความคาดหมายของนางโดยสิ้นเชิง
“นี่มันเป็นไปไม่ได้”ฉีเฮ่าส่งเสียงคำรามขึ้นบนเวที
“ข้าบอกแล้วใครจะอยู่ใครจะไป ในเมื่อมันยังไม่จบก็ไม่มีทางรู้ได้หรอก”ห่างออกไปเพียงไม่กี่จ้างก็มีเสียงพูดที่เย็นชาดังขึ้นและมองมายังฉีเฮ่า
“ทำไมเจ้าถึงมีคาถาวิญญาณสวรรค์”ดวงตาของฉีเฮ่าแดงก่ำ จ้องเขม็งมายังเย่เฉิน
“นี่มันสำคัญด้วยหรือ?” เย่เฉินตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา จากนั้นก็ค่อยๆ เดินเข้ามา“สิ่งสำคัญก็คือความยุติธรรมในตอนนี้ เจ้าไม่มีพลังปราณแล้ว ข้าเองก็ไม่มีพลังปราณฉะนั้นการต่อสู้ที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น”
เมื่อได้ยินดังนั้นฉีเฮ่าก็ถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวอย่างไม่ทันตั้งตัว
ใช่สิ! เขาเองก็ไม่มีพลังปราณแล้ว
ถ้าอย่างนั้นเขายังจะถือว่าเป็นคู่ต่อสู้ของเย่เฉินอีกหรือไม่?
เมื่อนึกถึงเคล็ดวิชาการต่อสู้ระยะประชิดของเย่เฉินแล้วในสายตาของฉีเฮ่ายังแฝงไปด้วยความกลัว หลายปีมานี้เขาต้องพึ่งพาพลังปราณถึงแม้จะเคยฝึกฝนทักษะวิชาการต่อสู้ขั้นพื้นฐานที่สุดมา แต่เมื่อไม่มีพลังปราณเขาจะเป็นคู่ต่อสู้ของเย่เฉินได้อย่างไร
“สู้!”
น้ำเสียงที่ทรงพลังของเย่เฉินตะโกนดังออกมาจากนั้นก็พุ่งออกไป ราวกับยิงกระสุนดินปืน
เมื่อเห็นดังนั้นฉีเฮ่าจึงรีบถอยหลังออกไป
“เขาจะหลีกพ้นไหม?” เสียงอันเยือกเย็นก็ลอยมากับสายลม เย่เฉินได้พุ่งมาถึงตัวจากนั้นก็ปล่อยหมัดออกไปหนึ่งหมัด
ฉีเฮ่าก็ได้ป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ
แต่เขาก็ไม่สามารถรอดพ้นจากการถูกโจมตีต่อสู้ในระยะประชิดของเย่เฉินได้
โอ๊ย...!
ไม่ว่าเขาจะคำรามอย่างไรมันก็ไร้ประโยชน์
แต่ในขณะที่เย่เฉินกำลังแสดงพลังอันยิ่งใหญ่ศิษย์ชุดขาวคนหนึ่งของยอดเขาเหรินหยางก็พุ่งขึ้นมาบนลานประลอง
ศิษย์ชุดขาวผู้นี้มีพื้นฐานการฝึกตนไม่สูงนักแต่กลับคำนวณแผนการได้ดี เมื่อรู้ว่าในตอนนี้เย่เฉินนั้นถูกกักพลังปราณเอาไว้ความแข็งแกร่งของเขาจึงลดลงอย่างมาก เขาจึงฉวยโอกาสนี้เพื่อทำลายเย่เฉิน!
“ตายซะเถอะ!” ศิษย์ชุดขาวมีสีหน้าที่ดุร้าย เขาปล่อยฝ่ามือออกไปโดยไม่ยั้งมือไว้แม้แต่น้อย
“ขั้นรวมพลังชั้นที่สี่อย่างนั้นเหรอ?” เสียงอันเยือกเย็นก็ดังขึ้นมา เย่เฉินใช้เท้าเตะฉีเฮ่าออกไปจากนั้นจึงหันตัวกลับ หลบเหมือนลิงกระโดด เพื่อหลีกพลังฝ่ามือของศิษย์ชุดขาวฝ่ามือที่ลงมาจากฟ้าตีถูกศิษย์ชุดขาวจนซวนเซ
“เอ่อ...”ศิษย์ที่อยู่ด้านล่างได้แต่ตกตะลึง แม้ว่าเย่เฉินจะถูกกักพลังปราณเอาไว้แต่เขาก็ยังดุร้ายผิดปกติ!
โอ๊ย...!
ท่ามกลางเสียงตกใจเย่เฉินได้จับขาข้างหนึ่งของศิษย์ชุดขาว ฟาดลงไปบนลานประลองอย่างรุนแรง
เย่เฉินมีจิตใจแบบไหนกันในขณะที่เขาถูกกักพลังปราณเอาไว้ เขาก็คาดเดาได้ว่าศิษย์ยอดเขาเหรินหยางจะเข้าโจมตีเขา
ยังโชคดีศิษย์ยอดเขาเหรินหยางที่มาช่วยในลานเมฆวายุครั้งนี้ยกเว้นซูซินเยว่ที่อยู่ขั้นรวมพลังชั้นที่เก้าคนที่เหลือล้วนต่ำกว่าชั้นที่ห้าทั้งสิ้นซึ่งอยู่ในระดับที่เย่เฉินสามารถจัดการได้
ถึงจะตกต่ำอย่างไรก็เคยยิ่งใหญ่มาก่อน
เย่เฉินเป็นคนประเภทนี้แม้ว่าเขาจะถูกกักพลังปราณ แต่ความสามารถในการต่อสู้ยังอยู่ครบถ้วนผนวกกับร่างกายที่มีความแข็งแกร่ง ไม่ใช่ว่าใครจะสามารถเล่นงานเขาได้ง่ายๆแต่เหล่าศิษย์พวกนั้นไม่ใช่ฉีเฮ่า
โอ๊ย...!
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้งศิษย์ชุดขาวถูกเย่เฉินทุบลงบนลานประลองอีกครั้งอวัยวะภายในของร่างกายแทบจะเปลี่ยนรูปไปหมดดังนั้นบนลานประลองจึงปรากฏเงาร่างของมนุษย์ขึ้นอีกครั้ง
“เขาไม่มีพลังปราณแล้วเข้าไปกันเถอะ”
เสียงโห่ร้องดังตามขึ้นมาศิษย์ยอดเขาเหรินหยางที่อยู่ด้านล่าง ยกเว้นซูซินเยว่ต่างพากันขึ้นไปบนลานประลอง
“แย่แล้ว!” เมื่อเจ้าหมีสองที่อยู่ด้านล่างเห็นดังนั้น เขาเริ่มรู้สึกโกรธหยิบกระบองฟันหมาป่าออกมา แล้วรีบไปยังลานประลอง เพียงแค่เขายกเท้าขึ้นก็รู้สึกถึงบางอย่างขึ้นมาจนต้องดึงเท้ากลับ
เป็นเพราะเย่เฉินที่อยู่บนลานประลองนั้น กำลังต่อสู้อย่างเต็มที่
เขาจับขาข้างหนึ่งของศิษย์ชุดขาวไว้และใช้ตัวของเขาเป็นอาวุธ จับเขย่าอย่างบ้าคลั่งไม่ว่าศิษย์ยอดเขาเหรินหยางคนไหนเดินเข้ามา ก็ต้องถูกเขาเหวี่ยงกระแทกลอยออกไป
ในบริเวณลานประลองได้มีภาพเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
ศิษย์ของยอดเขาเหรินหยางแต่ละคนต่างลอยคว่ำลงมาจากลานประลองทีละคน
“ยอดเยี่ยมไปเลย!” เจ้าหมีสองถอนหายใจ
“เอ่อ...นี่มันทรงพลังเกินไปแล้ว”บรรดาศิษย์รอบด้านต่างกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
โอ๊ย...!
เสียงกรีดร้องดังตามขึ้นมามีศิษย์ยอดเขาเหรินหยางคนหนึ่ง ถูกเย่เฉินเตะกระแทกจุดตันเถียน
“เย่เฉิน”ด้านล่างลานประลอง ซูซินเยว่เปล่งเสียงอันเย็นชาขึ้นมา“เจ้าทำพฤติกรรมที่โหดร้ายใส่ศิษย์ร่วมสำนักไม่เกรงกลัวโทษจากวิหารประกาศิตหรืออย่างไรกัน?”
“ทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักหรือ?” เย่เฉินตอนนี้ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือด ดวงตาทั้งคู่เป็นสีแดงก่ำจ้องเขม็งไปทางซูซินเยว่ แล้วพูดว่า “การประลองบนลานเมฆวายุนอกจากจะมีการต่อสู้สองฝั่งแล้ว ก็ไม่สามารถมีบุคคลที่สามเข้ามาแทรกแซงได้นี่เป็นกฎที่มีมาแต่เดิม แม้ว่าข้าจะกำจัดพวกเขาทิ้งวิหารประกาศิตก็ไม่สามารถเอาผิดข้าได้”
“เจ้า...”ใบหน้าอันงดงามของซูซินเยว่แดงขึ้นอีกครั้งหลังจากถูกเย่เฉินพูดย้อน
“ศิษย์ยอดเขาเหรินหยางของเจ้าต่างหากที่เป็นผู้เริ่มแหกกฎจะมาโทษข้าไม่ได้” เย่เฉินส่งเสียงดังกึกก้อง และเย็นชา
พูดจบเย่เฉินก็หันกลับมาทันที ใช้ฝ่ามือตบฉีเฮ่าที่กำลังลุกขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อเห็นดังนั้นดวงตาของซูซินเยว่ก็เปล่งประกาย และคิดที่จะมุ่งไปยังลานประลอง
“ซูซินเยว่ใช่ไหม! ข้าขอแนะนำให้เจ้าอยู่เฉยๆ ดีกว่า ไม่อย่างนั้นลูกธนูติดตามตัวก็จะไม่เกรงใจใครแล้วนะ” เสียงของหมีสองดังขึ้นมา
กระบองฟันหมาป่าในมือของชายผู้นี้ได้เปลี่ยนเป็นธนูยาวแล้วคันธนูในตอนนี้มีรูปร่างดั่งจันทร์เสี้ยวและยังมีเสียงหวีดร้องของศรพลังปราณดังขึ้นเมื่อซูซินเยว่กล้าที่จะขึ้นไปบนลานประลองศรพลังปราณนี้จึงถูกยิงออกไปเป็นครั้งแรก
เมื่อเห็นดังนั้นซูซินเยว่ก็มีสีหน้าหวาดกลัวและรู้สึกได้ถึงพลังของความเยือกเย็นที่อยู่ในศรพลังปราณ
นางมั่นใจได้เลยว่าหากยังทำอะไรผลีผลามเช่นนี้อีก จะต้องถูกศรแทงเข้าอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนี้นางก็หายใจเข้าลึกๆ เท้าที่ก้าวออกมา ก็ค่อยๆ ดึงกลับไปอย่างว่าง่าย
“แบบนี้สิถูกต้อง!” เจ้าหมีสองพูดอย่างเย็นชาจากนั้นจึงกวาดสายตามองศิษย์ที่อยู่ด้านล่างทุกคน และตะโกนออกไป“ข้าไม่ต้องการจะเล็งเป้าไปที่ผู้ใดทั้งสิ้น ทุกอย่างต้องตรงไปตรงมาไม่เช่นนั้นอย่ามาหาว่าข้าไม่เตือน”
ทันทีที่พูดคำนี้ออกมาศิษย์ที่กำลังเตรียมเคลื่อนไหว แต่ละคนจึงเรียกพลังปราณกลับคืนไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวอย่างผลีผลาม
บนลานประลองเย่เฉินได้เก็บถุงเก็บของบนตัวฉีเฮ่าไว้แล้ว จากนั้นก็ทำการค้นไปทั่วร่างกายนำสมบัติมีค่าทั้งหมดออกมา
เขายังคงช่วยรักษาหน้าฉีเฮ่าไว้เล็กน้อยไม่เช่นนั้นด้วยอารมณ์ก่อนหน้านี้เขาคงจะจัดการไปจนเกลี้ยงทั้งตัวไม่ให้มีอะไรเหลือไว้เลย
เมื่อเสร็จภารกิจนี้เย่เฉินก็กระโดดลงจากลานประลอง และเดินออกไปด้านนอก
เมื่อเดินผ่านซูซินเยว่เย่เฉินก็เหลือบมองไปยังแก้มที่มีสีหน้าเยือกเย็นเป็นน้ำแข็ง แล้วพูดเยาะเย้ย“ศิษย์พี่หญิงซู เจ้าไม่อาจปกปิดฝีมือการกลับดำเป็นขาวไว้ได้ศิษย์น้องรู้สึกละอายยิ่งนัก”
“เจ้า...”
ซูซินเยว่อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่เย่เฉินกลับสะบัดเสื้อคลุม แล้วเดินจากออกไปเสียก่อน
เบื้องหน้าศิษย์ของทั้งสองฝ่าย ต่างก็หลีกทางให้กับเย่เฉินอย่างเงียบๆ
การต่อสู้ในวันนี้มีจุดสำคัญที่ยอดเยี่ยมหลายประการ จนทำให้ตกใจไม่อยากเชื่อสายตาฉีเฮ่าซึ่งอยู่ในขั้นพลังธาตุ จะถูกเอาชนะไปได้ หรือแม้แต่ศิษย์ยอดเขาเหรินหยางที่มาช่วยต่อสู้ก็ล้วนแต่ถูกจัดการจนล้มคว่ำไปทั้งหมด
หลังจากวันนี้ไปกลัวว่าคงจะไม่มีใครกล้าดูถูกศิษย์ฝึกหัดอย่างเย่เฉินอีกแล้ว
“ไปกันเถอะ!” หลังจากเย่เฉินจากไป เจ้าหมีสองก็เก็บเงินเดิมพันทั้งหมด ปัดก้นของตนเองและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
หลังจากเขาออกไป บรรดาศิษย์ต่างๆ จึงรู้สึกเหมือนตื่นขึ้นจากฝัน และเหมือนมีบางอย่างหายไป
โอ๊ย...!
ไม่นานที่ลานเมฆวายุ ก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นมา
“หินวิญญาณของข้า!”
“นั้นเป็นสิ่งของทั้งหมดที่บ้านข้ามี”
“ต้องลำบากมาหลายสิบปีคืนมันให้ข้าเถอะนะ”