บทที่ 19
กลับเมืองหลวง
“แม่นาง!”
ถังน่าอุทานขึ้นหลังรับรู้ได้ว่าผู้เป็นนายตื่นจากนิทราจึงรีบเข้าไปปรนนิบัติผู้เป็นนาย ทันทีที่เปิดม่านเตียงขึ้นก็เห็นผิวกายของแม่นางซิ่งหลิงถนัดตา อ้าปากตาโตมองสตรีที่นั่งสะลึมสะลืออยู่บนเตียงดังไม่รับรู้ร่องรอยบนร่างกาย หันมองไปยังอี้ฉุนดังขอความช่วยเหลือว่าตอนนี้ควรจะตามหมอหรือไม่...
“แม่นาง รอยบนคอท่าน…ข้าตามท่านหมอให้มาตรวจสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ หมอหญิง...” ถังน่าถามตะกุกตะกัก ขัดเขินจนต้องหลบหูหลบตาเมื่อร่องรอยหลังการร่วมรักหนนี้ค่อนข้างดุเดือด...กว่าทุกครั้ง
“ไม่ต้อง ไม่ใช่เรื่องใหญ่” ซิ่งหลิงขยี้ตาแล้วโบกมือให้ถังน่า แม้จะมองไม่เห็นรอยบนคอตนเองแต่ก็รู้ว่าไม่ใช่รอยแดงธรรมดาเช่นรอยมดกัดยุงกัด
ซิ่งหลิงจำความรู้สึกเมื่อคืนได้ดี จิ้งเส้าหวงกัดนาง! กัดอย่างแรง! กัดจนนึกว่าเนื้อจะหลุดออกจากตัวเสียแล้ว ซ้ำเขาก็ไม่ได้กัดหนเดียว กัดไปหลายครั้งจนคร้านจะนับ ซิ่งหลิงก้มหน้าหลุบตามองหัวไหล่ที่มีรอยฟันของจิ้งเส้าหวงติดอยู่ชัดเจนจนแทบนับซี่ฟันของเขาได้ ถอนใจยาว
เขาเป็นสัตว์ป่า!
“ข้าอยากอาบน้ำ”
เมื่อคืนเขาเล่นงานนางหนักมากเหลือเกิน แม้ว่าหลังจากเสร็จสิ้นการพลิกผ้าห่มแล้วนางจะเช็ดตัวทำความสะอาดกายก็ยังรู้สึกไม่สบายตัวเท่าใดนัก หากได้แช่น้ำสักรอบคงสดชื่นขึ้นไม่น้อย
“เจ้าค่ะ!”
“แม่นางเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”
หลังจากถังน่ารับคำอย่างกระตือรือร้นแล้วรีบไปตระเตรียมปรนนิบัติซิ่งหลิงอาบน้ำ อี้ฉุนถึงได้เลียบเคียงถาม ดวงตายังวนเวียนอยู่กับรอยฟันสีแดงบนผิวขาวกระจ่างดุจหยกด้วยความหวาดเสียว
“ข้าไม่ได้หนังทองแดงกระดูกเหล็กเสียเมื่อไหร่ ถูกกัดย่อมต้องเจ็บ” ซิ่งหลิงตอบสบายๆ หยัดกายลุกขึ้นแล้วบิดตัวไปมาไล่ความเมื่อยล้า นวดเอวนวดหลังปลุกให้ตัวเองกระฉับกระเฉง ในขณะที่วาดมือวาดเท้าอยู่นี้ พ่อบ้านก็เดินก้มหน้าเข้ามาอย่างนอบน้อม
“คุณชายห่วงใยถึงสุขภาพของแม่นางจึงให้ข้านำยาบำรุงมามอบให้ขอรับ”
ซิ่งหลิงกะพริบตาพิศดูสาวใช้รูปร่างกำยำบึกบึนที่ถือถาดเดินเข้าใกล้มาจึงหลุดยิ้ม ดวงตางดงามหลังการตื่นนอนฉ่ำปรือปรายมอง ‘ยาบำรุง’ อย่างมีเลศนัย
“หากข้าไม่อยากดื่มเล่า”
พ่อบ้านชะงักไป เงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มของสตรีเบื้องหน้าที่ยิ้มแย้มไม่อาทรร้อนใจจึงก้มหน้า ตอบเสียงขรึม
“ต่อให้แม่นางไม่อยากดื่มก็ต้องดื่มขอรับ”
“หากข้ายืนยันจะไม่ดื่มจริงๆ จะจับข้ากรอกยาหรือไม่”
“หากจำเป็นก็ต้องทำขอรับ”
ซิ่งหลิงหัวเราะร่วนเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของพ่อบ้าน กวักมือเรียกสาวใช้ให้เข้าใกล้ มองตัวยาสีเขียวคล้ำด้านในถ้วย ก้มหน้าลงสูดดมกลิ่น
“ตัวข้าอยู่ในหอคณิกาคุ้นเคยกับกลิ่นยาพวกนี้ดี ข้าไม่ได้มีปัญหาหากต้องดื่มยาหรือต้องการสร้างความยุ่งยากใจ คราวหน้าไม่ว่าจะเรื่องเล็กเช่นสรรพคุณยาหรือเรื่องใหญ่เทียมฟ้าท่านควรบอกข้ามาตามตรงจะดีเสียกว่า” ซิ่งหลิงยกถ้วยยาในถาดกระดกดื่มรวดเดียวจนหมด ซ้ำยังคว่ำถ้วยลงให้พ่อบ้านมองเห็นอย่างชัดเจน
“เข้าใจแล้วขอรับ”
ซิ่งหลิงวางถ้วยยาคืนบนถาด มองส่งพ่อบ้านและสาวใช้ร่างกำยำที่ถอยเท้าออกไปจากเรือนเงียบๆ
หลังจากแช่น้ำชำระกายเสร็จสิ้นซิ่งหลิงถึงได้มองเห็นรอยขบกัดบนตัวอย่างแท้จริง จ้องเงาร่างของตนที่สะท้อนในคันฉ่องก็ทอดถอนใจ มีรอยเช่นนี้คงออกไปนอกเรือนไม่ได้ ในเมื่อออกไม่ได้นางจึงหยิบเอาหนังสือบันทึกการเดินทางเปิดอ่านฆ่าเวลา เอ่ยถามเรื่องราวจากอี้ฉุน
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าอาวุโสสามเป็นผู้ใด” อาวุโสที่ไม่ต่างจากพระสังกัจจายน์ผู้นี้ คล้ายรู้สึกว่าจิ้งเส้าหวงจะให้ความเคารพนบนอบเป็นพิเศษ
“ได้ยินคนพูดกันว่าเป็นอาวุโสเก่าแก่มีฐานะสูงในตระกูล เป็นผู้ดูแลกิจการร้านค้าสำคัญๆ รวมถึงยังเป็นอาจารย์ของคุณชายด้วยเจ้าค่ะ”
ซิ่งหลิงร้องอ้อเสียงยาว ปลายนิ้วกรีดกระดาษอย่างเอื่อยเฉื่อย แต่ความคิดของนางโลดแล่นไม่หยุดอยู่กับที่
หากว่าการวางหมากของจิ้งเส้าหวงหนนี้ทำให้ซิ่งหลิงกลัวก็ถือว่าเขาประสบความสำเร็จ นางกลัวจริงๆ แต่หากนางไม่ได้คิดร้ายหรือมีเบื้องหลังเช่นเขาคิดกังวลก็ไม่มีสิ่งใดต้องกลัวมิใช่หรือ ผู้ที่มือสะอาดไม่หวาดหวั่นเสียงเคาะประตูยามเที่ยงคืน
นางรักเงินทองที่สุด!
หากอยากได้ลูกเสือ ต้องเข้าถ้ำเสือก็ถูกต้องแล้ว...
“มาแดนเหนือครั้งนี้คุณชายกำจัดความไม่สบายใจได้จนสิ้น น่านับถือยิ่งนัก”
“อาวุโสสามกล่าวเกินไปแล้ว” จิ้งเส้าหวงหัวเราะ ถอนใจยาวด้วยความผ่อนคลาย มองออกไปนอกด้านต่างด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย ไร้สิ่งใดพันธนาการ
วันนี้ระหว่างเดินมายังเรือนอักษรไม่เห็นเหล่าบรรดาคุณหนูคอยเฝ้าอยู่ด้านนอกหรือรอพบระหว่างทางแม้แต่เงาคนก็รู้สึกรื่นหูรื่นตาชวนให้อารมณ์ดีอย่างไม่เคยเกิดขึ้นในแดนเหนือมาก่อน
“ในเมื่อเรื่องราวแดนเหนือคลี่คลาย คุณชายคิดเดินทางกลับเมืองหลวงเมื่อใด” หย่งถิงประเมินมองสีหน้าสดใสอย่างหาได้ยากของจิ้งเส้าหวง รู้สึกว่าการมาแดนเหนือหนนี้คุณชายดูมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นเหลือเกิน
“อาวุโสเพิ่งมาถึงไม่นานไม่พักให้นานสักหน่อย หรือว่าเมืองหลวงมีเรื่องใดเร่งด่วน”
อาวุโสสามออกจากเมืองหลวงขึ้นเหนือมาด้วยสองเหตุผลหนึ่งคือได้ยินข่าวคราวว่าจิ้งเส้าหวงป่วยไข้ ด้วยความที่จิ้งเส้าหวงเป็นผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวการเจ็บไข้ได้ป่วยหรือการที่เขาตกอยู่ในอันตราย สั่นคลอนตระกูลจิ้งได้ ส่วนข้อสองคือตระกูลจิ้งมีร้านค้าอยู่ทุกแห่งหน การแวะดูตรวจตราความเรียบร้อยของร้านค้าก็เป็นเรื่องสมควร
“ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แม้จะรู้แล้วว่าคุณชายไม่ได้เจ็บป่วยหนักหนาแต่นายท่านก็อดห่วงไม่ได้”
“เช่นนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์ค่อยเดินทางกลับเมืองหลวง อาวุโสสามคิดเห็นเช่นไร” อาวุโสอายุมากแล้วหากเดินทางไกลในเวลากระชั้นชิดคงไม่ดีต่อสุขภาพ
“ข้าไม่มีความคิดเห็นใด”
เมื่อนึกถึงธุระมากมายในเมืองหลวงที่กองรอเขาไปจัดการจิ้งเส้าหวงจึงอดไม่ได้ที่จะถอนใจยาว ความเหน็ดเหนื่อยขุมหนึ่งก่อตัวขับไล่ความแจ่มใส ปลายนิ้วเคาะลงบนพนักวางแขนครู่หนึ่ง เหลือบตามองอาวุโสสามที่ใกล้จิบชาเสร็จจึงถามขึ้น
“สถานการณ์ ‘ทางนั้น’ เป็นเช่นไร”
“เงียบมากขอรับ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดเป็นพิเศษ”
จิ้งเส้าหวงหรี่ตาลงกึ่งหนึ่ง รู้สึกไม่วางใจเลยแม้แต่น้อย ท้องทะเลที่เปี่ยมด้วยมรสุมและสัตว์ร้ายกลับเงียบสงบจนน่าประหลาดใจ “คงได้แต่รอดูสถานการณ์ไปก่อน”
ต่อให้มีสิ่งใดพลิกผันเกิดขึ้นคนจำพวกแรกที่จะถูกลงดาบมิใช่กลุ่มคหบดีเช่นพวกเขา
…แต่เป็นขุนนางเรืองอำนาจ